28.1 C
Bangkok
วันอาทิตย์, มิถุนายน 7, 2020
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

ศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย

ก่อนที่โลกนี้จะมีรัฐบาลหรือรัฐสภาออกกฎหมายจัดระเบียบครอบครัวและสังคม มนุษย์ใช้คำสอนของศาสนาเป็นกฎหมายโดยมีคัมภีร์ทางศาสนาเป็นธรรมนูญสูงสุด และลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของศาสนาคือ ทุกศาสนามีคำสั่งใช้และคำสั่งห้าม ทั้งนี้เพราะศาสนามีวัตถุประสงค์คล้ายๆกัน ทุกศาสนามีคำสั่งห้ามการฆ่าเพราะต้องการรักษาชีวิต ห้ามผิดประเวณีเพราะต้องการรักษาเชื้อสาย ห้ามเสพสิ่งมึนเมาเพราะต้องการรักษาสติปัญญา ห้ามเล่นการพนันเพราะต้องการรักษาทรัพย์สิน และที่มีคำสั่งใช้ให้ศาสนิกปฏิบัติศาสนกิจก็เพื่อให้ศาสนิกช่วยกันรักษาศาสนาและศาสนาจะได้คุ้มครองชีวิตของศาสนิกผู้ปฏิบัติ แต่ในความเหมือนอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น การบังคับในเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจ สำหรับผู้นับถืออิสลาม การละหมาดและถือศีลอดเป็นข้อบังคับ ใครไม่ทำถือเป็นบาป อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามทางศาสนา เมื่อโมเสสเป็นผู้นำลูกหลานอิสราเอลหลังจากอพยพออกมาจากแผ่นดินไอยคุปต์ พระเจ้าได้ทานคัมภีร์โตราห์(กฎหมาย)ให้เขาเพื่อนำมาใช้ในการปกครองลูกหลานอิสราเอล คัมภีร์โตราห์มีบทลงโทษอาชญากรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นมาตรการป้องปรามมิให้มีการฆ่ากัน หลังสมัยโมเสส คัมภีร์โตราห์มีบันทึกเรื่องราวต่างๆเพิ่มเติมเข้าไปมากมายจนลูกหลานอิสราเอลหลงลืมแก่นแท้ของโตราห์ พระเจ้าจึงส่งพระเยซูมายืนยันธรรมบัญญัติเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสส หลังสมัยพระเยซู ธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสและพระเยซูถูกรวมเป็นคัมภีร์ไบเบิลต่อมา เมื่ออาณาจักรโรมันไบแซนตินรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร คัมภีร์ไบเบิลจึงเป็นรัฐธรรมนูญประจำอาณาจักรไบแซนตินเป็นเวลาหลายร้อยปี ต่อมา ใน ค.ศ.610 พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์กุรอานแก่นบีมุฮัมมัดเพื่อยืนยันธรรมบัญญัติเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสสและพระเยซู เพราะในเวลานั้น ผู้คนเริ่มมีความเชื่อในตรีเอกานุภาพหรือพระเจ้าสามองค์ซึ่งผิดไปจากคำสอนที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์กุรอานถูกประทานลงมายังนบีมุฮัมมัดตามความจำเป็นและความต้องการของสังคมตลอดระยะเวลา 23 ปีจึงครบถ้วน ในช่วงเวลาที่นบีมุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามเมื่ออายุ 40 ปี สังคมชาวอาหรับเป็นสังคมที่แยกกันเป็นเผ่า แต่ละเผ่าประกอบด้วยตระกูลต่างๆ เผ่าที่มีอิทธิพลมักจะเป็นเผ่าใหญ่ที่มีจำนวนคนมากและจะมีเผ่าอื่นๆที่เล็กกว่ามาเป็นพันธมิตรเพื่อแลกกับการคุ้มครอง ในเวลานั้น สังคมอาหรับไม่มีกฎหมายและไม่มีรัฐบาล ชาวอาหรับดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ ช่วงเวลาแห่งการปฏิบัติภารกิจอิสลามของนบีมุฮัมมัดเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญไม่เพียงแต่สังคมอาหรับเท่านั้น...

เจอินาแสดงความงดงามของศาสนาอิสลามผ่านการกระทำ

ฉันชื่อเจอิยา(Jayina) ฉันกลับมารับอิสลามเมื่อปี 2014 ตอนที่ฉันหวนกลับไปนับถือศาสนาอิสลามนั้น ฉันอายุ 26 ปี และที่ฉันใช้คำว่าย้อนกลับเพราะชาวมุสลิมเชื่อว่าเราทุกคนเกิดมาเป็นมุสลิมและเราเพิ่งกลับไปใช้ศาสนาอีกครั้ง ฉันเกิดในครอบครัวนักคิดอิสระ ในฐานะคนที่เชื่อในข้อเท็จจริงและวิทยาศาสตร์ ฉันรู้สึกว่าคัมภีร์อัลกุรอานสะท้อนได้อย่างยิ่งกับความเชื่อของฉัน เพราะฉันพบข้อทางวิทยาศาสตร์มากมายในหนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ มีครั้งหนึ่งที่แม่ของฉันจับได้ว่าฉันอ่านอัลกุรอานในห้องและฉันก็เห็นว่าเธออารมณ์เสียจริง ๆ ... ความสัมพันธ์ของเราแย่ลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อเธอรู้ว่าไม่มีอะไรที่เธอจะทำได้เพื่อหยุดยั้งฉันจากการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและฝึกฝนมัน จนในที่สุดเธอก็ยื่นคำขาดให้ฉันย้ายออกจากบ้านในช่วงรอมฎอนเมื่อฉันอดอาหาร ฉันคิดว่ามันยากสำหรับแม่ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงและยอมรับว่าฉันเป็นมุสลิม และสิ่งที่เธอรู้เกี่ยวกับมุสลิมมาจากสื่อ ฉันเดาว่าความไม่รู้บางอย่างที่ขัดขวางเธอจากการพยายามยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในตอนแรกฉันพยายามโน้มน้าวใจพวกเขาด้วยคำพูดและการอภิปราย แต่ในที่สุดการอภิปรายเหล่านี้ก็กลายเป็นข้อโต้แย้งและข้อโต้แย้ง ฉันตัดสินใจว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ดังนั้นฉันต้องย้ายออกเพื่อให้ทุกคนสงบลง ฉันจึงคิดว่าการกระทำจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการแสดงให้เห็นว่าศาสนาอิสลามทำให้ฉันเป็นคนดีขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาตระหนักว่าฉันเป็นคนที่เคารพฉันสงบฉันเดาว่าเพราะฉันพบความสงบภายใน ฉันสนใจศาสนาอิสลามมากเพราะเป็นศาสนาที่สวยงาม มันนำมาซึ่งสันติภาพและความสงบมากมายและมันเป็นสิ่งที่ฉันชอบและปลอบใจในเวลาที่ป่วย เมื่อพูดถึงความอดทนทางศาสนาในสิงคโปร์ฉันรู้สึกว่าเรามีความสุขมากที่มีคนมากมายที่ยอมรับทุกคนด้วยใจที่เปิดกว้างและจิตใจ อย่างไรก็ตามฉันคิดว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการการศึกษาความเข้าใจและความอดทนที่มากขึ้นเมื่อพูดถึงความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน เมื่อฉันบอกคนอื่นว่าฉันกลับใจรับอิสลามฉันมักได้รับปฏิกิริยาของความประหลาดใจและความตกใจ ฉันมีความเห็นตื้น ๆ ที่ทำด้วยความรังเกียจจากคนจีนคนอื่น ๆ พวกเขาจะถามคำถามเช่น คุณไม่รู้หรือว่าคุณไม่สามารถทานหมูได้อีก คุณไม่รู้หรือว่าสามีของคุณสามารถแต่งงานกับภรรยาสี่คนได้? คุณไม่รู้หรือว่ามันเป็นศาสนาที่รุนแรงมาก แต่ฉันแค่ยิ้มและสลัดมันออกไปออก มีข้อหนึ่งในอัลกุรอานซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุดว่า “ไม่มีการบังคับในศาสนา ทางที่ถูกต้องชัดเจนแตกต่างจากความผิดพลาดอย่างแท้จริง” ฉันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้รับความสามารถในการคิดและวิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจด้วยตนเองว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการในชีวิตไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรืออะไรก็ตาม ผู้คนต้องเข้าใจว่าไม่มีแบบมาตรฐานสำหรับเผ่าพันธุ์หรือศาสนาใด...

หัวใจที่ไม่สงบขาดการนอบน้อมถ่อมตนต่อพระผู้เป็นเจ้าขณะทำการละหมาด เราควรทำอย่างไร ?

การละหมาดเป็นอิบาดะฮ์ (ความดี) ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับมุมินผู้ศรัทธา เพราะการละหมาดนั้นเปรียบเสมือนเสาหลักของศาสนา อีกทั้งยังเป็นสิ่งแรกที่มุมินผู้ศรัทธาจะต้องถูกสอบสวนในโลกหน้าอาคีเราะฮ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าหากว่าการละหมาดของมุมินผู้ศรัทธามีความสมบูรณ์แบบ อิบาดะฮ์อื่นๆก็จะพลอยสมบูรณ์แบบตามไปด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าการละหมาดของมุมินผู้ศรัทธานั้นบกพร่อง อิบาดะฮ์อื่นๆก็จะบกพร่องตามไปด้วยเช่นกัน ในซูเราะฮ์อัลมุอฺมีนูน พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า قالَ الله تعالى (قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ) المؤمنون /1 ความว่า “ บรรดามุมินผู้ศรัทธานั้นพวกเขาได้รับชัยชนะแล้ว قالَ الله تعالى (الَّذِينَ هُمْ فِي صَلَاتِهِمْ خَاشِعُونَ) المؤمنون /2 ความว่า “ พวกเขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสงบนิ่งนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ในยามที่พวกเขาละหมาด ” จากโองการดังกล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าการทำให้หัวใจสงบนิ่งมีสมาธิและรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)...

อาหรับเผ่ากุเรซต้นตระกูลของท่านนบี

ท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ.ล. ) เป็นศาสดาที่มีเชื้อสายมาจากชาวอาหรับเผ่ากุเรซ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสายตระกูลที่มีเกรียติและเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งหลายอย่างปฏิเสธไม่ได้ ท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ.ล. ) เป็นศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ที่ถูกส่งลงมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ การเรียกร้อง เชิญชวนผู้คนทั้งหลายสู่การให้เอกภาพแก่พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) แต่เพียงผู้เดียวในการเป็นพระเจ้า เช่นเดียวกับบรรดาศาสดาที่ถูกส่งลงมาก่อนหน้านี้ทั้งหลาย การมาของท่านศาสดามูฮัมหมัดนั้นถือได้ว่าเป็นความเมตตาต่อมวลมนุษยชาติทั้งมวล ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสถึงเรื่องนี้เอาไว้ในอายะฮ์ที่ 107 ของซูเราะฮ์อัลอันบิยาอฺ ﴿ وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ ﴾ سورة الأنبياء ( 107 ) ความว่า " และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย...

มัสยิดที่ไหนบ้างทำการงดละหมาดอีดิ้ลฟิตริ

มัสยิดบางอ้อ จรัญสนิทวงศ์86 กทม. งดละหมาดอีดิ้ลฟิตริและละหมาดวันศุกร์ มัสยิดมิฟตาฮุ้ลยีนาน(คลองลำเจียก) กรุงเทพฯประกาศงดละหมาดอีดิ้ลฟิตริ มัสยิดมหานาค กทม.งดจัดกิจกรรมละหมาดวันอีดิ้ลฟิตริขอให้ละหมาดกันที่บ้าน มัสยิดอัลอะติ๊ก เจริญกรุง103 กทม.งดการจัดละหมาดวันอีดิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1441 มัสยิดนูรุ้ลอิสลาม(สุเหร่าเขียว)นนทบุรี มีมติให้งดการละหมาดอีดิ้ลฟิตริ มัสยิดฮีดาญาตุลญันนะฮ์ ดอนขี้เหล็ก สงขลา มีการลงมติงดละหมาดอีดิ้ลฟิตริ มัสยิดอีกอม่าตุ้ลอิสลาม โรงกระโจม จ.นนทบุรี ประกาศงดละหมาดอีดิ้ลฟิตริ มัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ตรอกจันทน์ กทม.งดละหมาดในวันอีดและกิจกรรมทั้งหมด มัสยิดนูรุ้ลอิสลาม(บ้านป่า)กรุงเทพฯมีมติให้งดทำการละหมาดวันอีดิ้ลฟิตริ มัสยิดย่ามาลุดดีน(สุเหร่าใหม่) จ.นนทบุรี ขอประกาศงดละหมาดอีดิ้ลฟิตริ มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์(บ้านครัว)กรุงเทพฯงดจัดละหมาดวันอีดิ้ล ฮ.ศ.1441 มัสยิดสวนพลู กทม. งดละหมาดอีดิ้ลฟิตริและขอให้ทุกท่านละหมาดที่บ้านแทน

การบำบัดโรคต่างๆด้วยการอ่านอัลกุรอาน

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ในยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า มีโรคร้ายสายพันธ์ใหม่ๆเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ของเรามากมมายจนนับไม่ถ้วน โรคบางชนิดปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่บางโรคก็มีการค้นคว้าหาตัวยารักษาจนกระทั่งพบตัวยารักษาที่สามารถรักษาให้ผู้ป่วยหายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องมาจากพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ประกอบกับวิวัฒนาการทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย อีกทั้งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆด้วยการอ่านอัลกุรอาน ถ้าเราได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด เราก็จะพบว่าในคัมภีร์อัลกุรอานนั้นมีคำว่า " شِفَاءٌ " และ " يَشْفِيْ " ซึ่งอยู่ในรูปของคำนามและคำกริยา มีความหมายเป็นภาษาไทยว่า " การรักษาเยียวยา หรือการบำบัด " ถูกกล่าวถึง 6 ครั้งในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งอายะฮ์ทั้ง 6 นี้ถูกเรียกว่า ( آيَاتُ الشِّفَاءِ )...

ใครที่จะได้เข้าสรวงสวรรค์ทางประตู ” อัรรอยยาน “

พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงให้เกรียติบรรดาผู้ที่มีศรัทธาและยำเกรงต่อพระองค์ด้วยหัวใจอันบริสุทธ์อย่างแท้จริงโดยการประทานรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนปารถนานั่นก็คือ " สรวงสวรรค์ " หรือในภาษาอาหรับที่เรียกว่า " اَلْجَنَّةُ "ซึ่งคำๆนี้ถูกกล่าวในคัมภีร์อัลกุรอานมากถึง 139 ครั้ง ทั้งในรูปเอกพจน์ ทวิพจน์และพหูพจน์ สรวงสวรรค์เป็นที่พำนักที่บรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลายจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นตราบเท่านิจนิรันดร์อย่างมีความสุข ตื่นตาตื่นใจและสะดวกสบาย ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานนั้นพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงบรรยายคุณลักษณะของสรวงสวรรค์เอาไว้อย่างน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น อายะฮ์ที่ 15 ของซูเราะฮ์มูฮัมหมัด قال الله تعالى : ﴿ مَّثَلُ الْجَنَّةِ الَّتِي وُعِدَ الْمُتَّقُونَ ۖ فِيهَا أَنْهَارٌ مِّن...

ความเร้นลับ 5 ประการที่พระองค์อัลลอฮ์ ซบ. ทรงปกปิดเอาไว้

ในยุคปัจจบันเทคโนโลยีต่างๆมีความเจริญก้าวหน้าไปมาก มนุษย์สามารถสร้างเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น ดาวเทียมที่นำมาใช้ในการตรวจสอบสภาพอากาศได้อย่างน่าทึ่งด้วยมันสมองที่พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ทรงประทานให้แก่มนุษย์ เครื่องมือที่ทันสมัยเหล่านี้ในบางครั้งสามารถบอกเราได้เลยว่าวันพรุ่งนี้ หรือวันมะรืนนี้สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฝนจะตก หรือไม่ตก แต่ก็มีหลายครั้งที่ไม่เป็นไปตามพยากรณ์อากาศ นั่นหมายความว่าอย่างไร ? นั้นหมายความว่าเครื่องมือที่ทันสมัยเหล่านนี้นั้นมีความสามารถในการคาดการณ์สภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เท่านั้น อาจจะมีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์นั้นก็ย่อมได้ เราจะเห็นได้ว่าในบางครั้งท้องฟ้ามืดครึ้มมีลมแรง มีฟ้าแลบฟ้าร้องจนทำให้เราคิดว่าในไม่ช้าฝนคงจะตกลงมาอย่างแน่นอน แต่มันไม่เป็นไปตามนั้นฝนกลับไม่ตกตามการคาดการณ์ของเรา นั่นหมายความว่าฝนจะตกที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ไม่มีผู้ใดสามรถล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างแน่ชัดนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) แต่เพียงผู้เดียว มีรายงานจากท่านอิบนุอุมัรว่า ครั้งหนึ่งท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ได้กล่าวว่า " กุญแจแห่งความเร้นลับนั้นมีอยู่ 5 ดอก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สิ่งดังกล่าวได้นอกจากพระองค์อัลลอฮ์...

หัวใจที่ไม่สงบขาดการนอบน้อมถ่อมตนต่อพระผู้เป็นเจ้าขณะทำการละหมาด เราควรทำอย่างไร ?

การละหมาดเป็นอิบาดะฮ์ (ความดี) ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับมุมินผู้ศรัทธา เพราะการละหมาดนั้นเปรียบเสมือนเสาหลักของศาสนา อีกทั้งยังเป็นสิ่งแรกที่มุมินผู้ศรัทธาจะต้องถูกสอบสวนในโลกหน้าอาคีเราะฮ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าหากว่าการละหมาดของมุมินผู้ศรัทธามีความสมบูรณ์แบบ อิบาดะฮ์อื่นๆก็จะพลอยสมบูรณ์แบบตามไปด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าการละหมาดของมุมินผู้ศรัทธานั้นบกพร่อง อิบาดะฮ์อื่นๆก็จะบกพร่องตามไปด้วยเช่นกัน ในซูเราะฮ์อัลมุอฺมีนูน พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า قالَ الله تعالى (قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ) المؤمنون /1 ความว่า “ บรรดามุมินผู้ศรัทธานั้นพวกเขาได้รับชัยชนะแล้ว قالَ الله تعالى (الَّذِينَ هُمْ فِي صَلَاتِهِمْ خَاشِعُونَ) المؤمنون /2 ความว่า “ พวกเขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสงบนิ่งนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ในยามที่พวกเขาละหมาด ” จากโองการดังกล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าการทำให้หัวใจสงบนิ่งมีสมาธิและรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)...

เราะมะฎอน เดือนแห่งการประทานคัมภีร์

ทุกศาสนามีหลักศรัทธาเป็นพื้นฐาน หลักศรัทธาสำคัญอย่างหนึ่งในอิสลามคือศรัทธาในคัมภีร์ของพระเจ้า เพราะคัมภีร์เป็นบันทึกวจนะของพระเจ้าที่ถูกส่งมาเป็นกฎกติกาในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มุสลิมคนใดไม่ศรัทธาในคัมภีร์ของพระเจ้าถือว่าไม่ศรัทธาในพระเจ้าโดยปริยาย ทำไมพระเจ้าต้องประทานคัมภีร์? คำตอบคือมนุษย์ไม่ได้สร้างชีวิต มนุษย์จึงไม่รู้จักวิธีการใช้ชีวิต คัมภีร์จึงเป็นแนวทางและกฎในการใช้ชีวิตของมนุษย์ เป็นความเมตตาอย่างหนึ่งของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้สร้างดาวนับล้านดวงขึ้นมาเหมือนโยนลูกเต๋า เมื่อพระองค์สร้างดวงดาวขึ้นมาแล้ว พระองค์ได้สร้างระบบการหมุนและการโคจรของดาวแต่ละดวงขึ้นมาควบคุมมันอย่างมีระเบียบจนมนุษย์สามารถคำนวณการโคจรของมันได้อย่างแม่นยำ กฎการโคจรของดวงดาวเหล่านี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง ลองนึกภาพดูว่าถ้าดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยะไม่มีการควบคุม อะไรจะเกิดขึ้น? มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกใบนี้โดยมีชีวิตเหมือนสัตว์ สัตว์ไม่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์ แต่มันอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มประชากรที่ถูกควบคุมโดยสัญชาติญาณและไม่มีเสรีภาพในการเลือก ด้วยเหตุนี้ สัตว์จึงไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ส่วนมนุษย์แตกต่างจากสัตว์ตรงที่มนุษย์มีสติปัญญา แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ยังจำเป็นต้องมีคู่มือหรือกฎระเบียบในการใช้ชีวิตทั้งในด้านส่วนตัวและในด้านสังคม จะแตกต่างจากสัตว์ก็ตรงที่มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำไป มนุษย์ได้รับคัมภีร์ทางศาสนาจากเบื้องบนมานานแล้ว คัมภีร์ทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกขณะนี้คือคัมภีร์พระเวทที่ถูกบันทึกเป็นภาษาสันสกฤตโบราณ ไม่มีใครอ้างว่าเป็นผู้เขียนคัมภีร์พระเวทขึ้นมา คัมภีร์พระเวทเป็น “ศรุติ” นั่นคือสิ่งที่ได้ถูกสดับตรับฟังมาและถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในอิสลาม พระเจ้าได้คัดเลือกมนุษย์บางคนให้รับวจนะของพระองค์เพื่อนำมาสั่งสอนมนุษย์และปฏิบัติตามคำสอนให้เป็นแบบอย่าง คนที่ถูกคัดเลือกขึ้นมาทำหน้าที่นี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า “นบี” ซึ่งแปลว่า“ผู้บอกข่าวจากพระเจ้า”ถึงมนุษยชาติ บางครั้ง นบีเหล่านี้ยังถูกเรียกว่า “ผู้ตักเตือน” นบีจึงมิใช่ศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนา แต่เนื่องจากมนุษย์มีจำนวนมากมายและกระจายตัวกันอยู่เป็นชุมชนต่างๆทั่วโลก พระเจ้าจึงให้มีนบีเกิดขึ้นในทุกชุมชนเพื่อสอนวิธีการดำเนินชีวิตให้แก่ผู้คนในชุมชนของนบี และนบีแต่ละคนจะสอนผู้คนด้วยภาษาของคนในเวลานั้น คัมภีร์กุรอานกล่าวว่าในทุกชุมชนเคยมีนบีของตนมาแล้ว ในบันทึกคำสอนของนบีมุฮัมมัดบอกให้เราได้รู้ว่านับตั้งแต่อาดัมผู้เป็นมนุษย์และเป็นนบีคนแรกมาจนถึงท่าน มีนบีเกิดขึ้นบนโลกนี้เป็นจำนวนถึง...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ชาวชุมชนจารูยะลา จูงลูกหลาน รับแจกไส้กรอก ช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด -19 คึกคัก

ชาวบ้านในชุมชนจารู ตลาดเก่ายะลา และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เดินทางนำบุตรหลานมารับบัตรคิว เพื่อรอรับไส้กรอกกันจำนวนมาก ซึ่งทางบริษัทเบทาโกร ได้นำไส้กรอกในโครงการ "BETAGRO#recover 19# เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน" จำนวน 600 แพ็ค มาแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนประชาชนให้ได้รับอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย ...