THAIMUSLIM::สำนักข่าวไทยมุสลิม :: เชื่อมโยงสังคมไทยมุสลิม เพราะเราคือเรือนร่างเดียวกัน ::หนังสือพิมพ์กัมปง แจกฟรี::ร้านหนังสือมุสลิมออนไลน์::
 
   
สมัคร SMS ข่าวไทยมุสลิม
 
 
 
  แกะรอยศาสดา (อาดัม2)
     
 
 
   
     
 
เรื่องราว ประวัติ ของนบีอาดัม
 
 





     อัลลอฮฺ ได้ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า : และจงนึกถึงตอนที่พระผู้อภิบาลของสูเจ้าได้ทรงนำผู้สืบพงศ์พันธุ์ของพวกเขาออกมาจากท้องของลูกหลานของอาดัมและได้ให้พวกเขายืนยันกับตัวเองโดยพระองค์ทรงกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่พระผู้อภิบาลของสูเจ้ากระนั้นหรือ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่อย่างแน่นอน เราเป็นพยานยืนยันในเรื่องนี้” เราได้ทำเช่นนี้ด้วยเกรงว่ามิฉะนั้นสูเจ้าจะกล่าวในวันฟื้นคืนชีพว่า “เราไม่รู้เรื่องนี้เลย” หรือมิฉะนั้น สูเจ้าอาจจะกล่าวว่า “บรรพบุรุษของเราได้เริ่มทำการตั้งภาคีมาก่อนหน้าเราและเราเป็นลูกหลานภายหลังพวกเขา ดังนี้แล้ว พระองค์ยังจะทรงลงโทษเราเพราะบาปที่ทำโดยผู้ทำความผิดกระนั้นหรือ ?” ดังนั้น เราจึงได้อธิบายอายะฮฺทั้งหลายของเราให้เป็นที่แจ่มแจ้ง ทั้งนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้หันกลับมายังแนวทางที่ถูกต้อง(กุรอาน7:172-174)


     ลูกหลาน ของอาดัมได้ประกาศว่า : “ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา เราขอยืนยันว่าพระองค์เป็นพระผู้อภิบาลของเรา เราไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” อัลลอฮฺได้ทรงเลี้ยงดูอาดัมพ่อของพวกเขาและพระองค์ได้ทรงมองพวกเขาและเห็นพวกเขาบางคนรวย บางคนจน บางคนมีรูปร่างดีและบางคนมีรูปร่างไม่ดี อาดัมได้กล่าวว่า : “โอ้ อัลลอฮฺ ฉันอยากให้พระองค์ทำให้บ่าวของพระองค์เท่าเทียมกัน” อัลลอฮฺได้ทรงตอบว่า “ฉันรักที่จะได้รับการขอบคุณ” อาดัมได้เห็นนบีหลายคนเหมือนกับตะเกียงในหมู่ลูกหลานของเขา




     อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า “และจงนึกถึงเมื่อตอนที่เราได้ให้บรรดานบีทั้งหลายทำสัญญากับเราและที่เราได้ให้เจ้าและนูฮฺและอิบรอฮีมและมูซาและอีซาบุตรของมัรฺยัมทำกับเรา เราได้ให้พวกเขาทุกคนทำสัญญาอย่างมั่นคงไว้กับเรา” (กุรอาน 33:7)


     และในอีกอายะฮฺหนึ่งได้ อัลลอฮฺได้บัญชาว่า : “ดังนั้น (โอ้ มุฮัมมัด)จงตั้งหน้าของเจ้าโดยสุจริตใจและแท้จริงต่อศาสนานี้ (ไม่เคารพสักการะสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ) และแน่วแน่ต่อธรรมชาติที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างมนุษย์ชาติไว้ตามนั้น ไม่อาจมีเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้นมานี่คือศาสนาที่ถูกต้องและแท้จริง แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้” (กุรอาน 30:30)


     ในอีกฉบับหนึ่งของเรื่องนี้กล่าวว่าอัลลอฮฺได้ทรงนำธุลีดินจากโลกนี้และเอาสีขาว สีดำ สีเหลืองและสีแดงผสมเข้ากับดินนั้น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมมนุษย์จึงได้เกิดมามีสีผิวต่างกัน เมื่ออัลลอฮฺได้ทรงผสมธุลีดินกับน้ำซึ่งทำให้มันกลายเป็นดินปั้นหม้อที่มีเสียง มันได้ถูกหมักไว้และมีกลิ่น เมื่ออิบลีสผ่านมาจึงแปลกใจว่าดินนั้นจะถูกนำมาทำอะไร จากดินนั้นเองที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างอาดัม พระองค์ได้ทำรูปร่างของเขาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองและทรงได้เป่าวิญญาณของพระองค์เข้าไปในตัวเขา ร่างกายของอาดัมจึงได้สั่นไหวเพราะชีวิตได้ถูกเป่าเข้าไป “แท้จริง เมื่อพระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด เพียงพระองค์ทรงบัญชาแก่มันว่า ‘จงเป็น’ มันก็เป็นขึ้นมา” (กุรอาน 36:82)





     อัลลอฮฺได้ทรงประกาศว่า : “แท้จริง อุปมาของอีซาในสายตาของอัลลอฮฺก็คืออุปมาของอาดัม พระองค์ได้ทรงสร้างเขามาจากดิน หลังจากนั้นพระองค์ได้ตรัสแก่เขาว่า ‘จงเป็น’ และเขาก็เป็นขึ้นมา” (กุรอาน 3:59)


     อาดัมได้ลืมตาขึ้นมาและเห็นบรรดามลาอิก๊ะฮฺทั้งหมดกำลังก้มกราบต่อหน้าเขายกเว้นสิ่งหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลๆ อาดัมไม่รู้มันสิ่งถูกสร้างประเภทไหนที่ไม่ยอมก้มกราบต่อเขาและเขาก็ไม่รู้จักชื่อของมันด้วย อิบลีสยืนอยู่กับบรรดา มลาอิก๊ะฮฺเพื่อที่จะรวมอยู่ในคำบัญชาที่ถูกให้มา แต่มันไม่ได้เป็นพวกบรรดามลาอิก๊ะฮฺ มันคือญิน ดังนั้นมันจึงอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่ามลาอิก๊ะฮฺ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการกราบซึ่งเป็นการแสดงถึงความเคารพ มิได้หมายความว่ามลาอิก๊ะฮฺกำลังสักการะอาดัม การกราบสักการะนั้นมีไว้สำหรับอัลลอฮฺเท่านั้น อัลลอฮฺได้ทรงเล่าเรื่องราวที่อิบลีสไม่ยอมก้มกราบต่ออาดัมไว้ดังนี้

     “และจงนึกถึงเมื่อตอนที่พระผู้อภิบาลของเจ้าตรัสแก่มลาอิก๊ะฮฺว่า "ฉันจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดินโคลนเน่าที่แห้งแข็ง เมื่อฉันได้ทำให้เขาสมบูรณ์และได้เป่าวิญญาณของฉันเข้าไปในเขาแล้ว สูเจ้าทั้งหลายจงกราบต่อเขา" ดังนั้น บรรดามลาอิก๊ะฮฺทั้งหมดจึงก้มลงกราบ ยกเว้นอิบลีส มันได้ปฏิเสธที่จะรวมอยู่กับบรรดาผู้ก้มกราบ พระองค์จึงตรัสว่า "อิบลีส" สูเจ้าเป็นอะไรไปถึงไม่ยอมร่วมกับบรรดาผู้ก้มกราบ ? มันตอบว่า ไม่เป็นการสมควรที่ฉันจะก้มกราบต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดินโคลนเน่าที่แห้งแข็ง พระองค์จึงตรัสว่า จงออกไปจากที่นี่เสีย เพราะสูเจ้าได้กลายเป็นผู้ถูกสาปแช่งแล้วและการถูกสาปแช่งนี้จะตกอยู่กับสูเจ้าตลอดไปจนกระทั่งถึงวันแห่งการตอบแทน’” (กุรอาน 15:28-35)
ในอีกซูเราะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺได้ทรงเล่าว่า :


     “และแท้จริงเราได้สร้างสูเจ้าแล้วได้ทำให้สูเจ้าเป็นรูปร่างแล้วเราได้บอกแก่มลาอิก๊ะฮฺว่า จงก้มกราบต่ออาดัม ดังนั้น มลาอิก๊ะฮฺทั้งหลายจึงต่างก้มกราบ ยกเว้นอิบลีสซึ่งไม่ยอมอยู่ในหมู่ผู้ก้มกราบ พระองค์จึงตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้ก้มกราบเมื่อฉันได้สั่งเจ้า? มันตอบว่า ‘ฉันดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟและพระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน พระองค์ตรัสว่า ดังนั้น จงลงไปจากที่นี่ เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเจ้าที่จะมาทำโอหัง จงออกไปเสีย แท้จริง เจ้าเป็นผู้อยู่ในหมู่ผู้อัปยศ’ มันจึงกล่าวว่า โปรดประวิงเวลาให้แก่ฉันจนถึงวันที่พวกเขาถูกทำให้ฟื้นคืนชีพด้วยเถิด พระองค์ตรัสว่า "เจ้าเป็นผู้ได้รับการประวิงเวลา” (กุรอาน 7:11-15)
อิบนุญะรีรฺ ได้รายงานว่าอิบนุซีรีนได้กล่าวว่า อิบลีสเป็น ผู้แรกที่ให้เหตุผลเช่นนี้และดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็ไม่ได้ถูกเคารพสักการะก็ด้วยเหตุผลนี้





     นั่นหมายความว่าอิบลีสได้พยายามที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับอาดัม มันเชื่อว่ามันมีเกียรติกว่าอาดัม ดังนั้น มันจึงไม่ยอมก้มกราบถึงแม้ว่าอัลลอฮฺจะบัญชาให้มันก้มกราบเช่นเดียวกับที่บัญชามลาอิก๊ะฮฺ


     ถ้าหากจะเปรียบเทียบ เราจะเห็นว่าอิบลีสไม่มีเหตุผล เพราะความจริงแล้วดินนั้นดีกว่าไฟ เนื่องจากในดินมีคุณสมบัติแห่งความสงบ ความเยือกเย็น ความพากเพียรและการเติบโต ในขณะที่ในไฟนั้นเราจะพบความเลินเล่อ ความไม่มีค่า ความรีบเร่งและการเผาลาญเป็นเถ้า อิบลีสได้พยายามที่จะให้เหตุผลการปฏิเสธของมัน แต่ก็ไร้ผล มันได้กล่าวว่า : “พระองค์ทรงพิจารณาดูหน่อยซิ นี่นะหรือที่พระองค์ทรงยกย่องให้เหนือกว่าฉัน ? ถ้าหากพระองค์ทรงผ่อนปรนเวลาให้แก่ฉันไปจนถึงวันแห่งการฟื้นขึ้น ฉันจะทำลายพงศ์พันธุ์ของเขาให้หมดสิ้น จะมีก็แต่เพียงน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถช่วยตัวเองให้ปลอดภัยจากฉันได้” (กุรอาน 17:62)


      อาดัมได้เฝ้าติดตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวเขาและมีความรู้สึกกลัวและประหลาดใจ เขารักในอัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงให้เกียรติเขาและผู้ทรงให้มลาอิก๊ะฮฺของพระองค์กราบนบนอบต่อเขาอย่างลึกซึ้ง เขากลัวความกริ้วของอัลลอฮฺเมื่อพระองค์ได้แยกอิบลีสออกไปจากความเมตตาของพระองค์อาดัมประหลาดใจต่ออิบลีสที่เกลียดเขาโดยไม่รู้จักเขาและคิดว่าตัวเองดีกว่าเขาโดยยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่ามันดีกว่าเขา อิบลีสเป็นสิ่งถูกสร้างประเภทไหนซิ และเหตุผลที่นำมาอ้างเพื่อจะไม่ก้มกราบก็ช่างน่าแปลกเสียนี่กระไร ?

     มันคิดว่าไฟดีกว่าดิน แต่มันไปเอาความคิดนี้จากไหน ? ความเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ที่อัลลอฮฺผู้ทรงสร้างไฟและดินและผู้ทรงรู้ว่าอะไรดีกว่ากันต่างหาก




      จากบทสนทนา อาดัมรู้ว่าอิบลีสเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่มีเล่ห์เหลี่ยมและเนรคุณเขารู้ว่าอิบลีสคือศัตรูอันนิรันดร์กาลของเขา เขาประหลาดใจในความยโสโอหังของอิบลีสและความอดทนของอัลลอฮฺเป็นอย่างมาก ทันทีหลังจากที่เขาถูกสร้างขึ้นมาอาดัมก็ได้เห็นเสรีภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อัลลอฮฺได้มอบให้แก่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา


     อัลลอฮฺทรงรู้ว่าอิบลีสจะไม่เชื่อฟังพระองค์ในการก้มกราบต่ออาดัม อัลลอฮฺสามารถที่จะทำลายมันทันทีหรือทำให้มันกลายเป็นฝุ่นไปในทันทีหรืออุดปากมันไว้ไม่ให้ปฏิเสธก็ได้ แต่พระองค์ก็ให้เสรีภาพแก่มันจนถึงขนาดที่ว่ามันสามารถปฏิเสธคำบัญชาของอัลลอฮฺ พระองค์ให้มันมีเสรีภาพที่จะปฏิเสธ ไม่เชื่อฟังและแม้แต่จะไม่เห็นด้วยกับพระองค์


     ถ้าบรรดาผู้ไม่ศรัทธาจะไม่เชื่อพระองค์ อาณาจักรของพระองค์ก็จะไม่เล็กลงและถ้ามนุษย์จำนวนมากเชื่อในพระองค์ อาณาจักรของพระองค์ก็จะไม่ขยายไปกว่านี้ในทางตรงกันข้าม บรรดาผู้ปฏิเสธต่างหากที่จะขาดทุนและผู้ศรัทธาจะได้รับกำไรแต่อัลลอฮฺทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง

     มีฮะดีษมากมายเกี่ยวกับอิบลีสในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด อินุมัศอูด, อิบนุอับบาสและสาวกของท่านนบีกลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่าอิบลีสเคยเป็นหัวหน้าของมลาอิก๊ะฮฺในสวรรค์แห่งโลก อิบนุอับบาสได้กล่าวว่าชื่อของมันคืออะซาซิล และในอีกรายงานหนึ่ง เขาได้กล่าวว่ามันคืออัล-ฮาริษา อิบนุอับบาสยังได้กล่าวอีกว่าอิบลีสเป็นญินและครั้งหนึ่งมันเคยทำหน้าที่เป็นผู้รักษาสวรรค์ที่มีเกียรติที่สุด มีความรู้และมีคุณธรรมมากที่สุดในหมู่พวกมัน ในอีกคำบอกเล่าหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้มีปีกที่มีชื่อเสียงทั้งสี่ (นั่นคือมลาอิก๊ะฮฺ) ก่อนที่อัลลอฮฺได้ทรงเปลี่ยนมันให้เป็นชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง


      อัลอลฮฺได้ทรงเล่าเรื่องราวการฝ่าฝืนของอิบลีสไว้ในอีซูเราะฮฺหนึ่งว่า : “เมื่อพระผู้อภิบาลของเจ้าได้กล่าวแก่มลาอิก๊ะฮฺว่า ‘ฉันจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดิน หลังจากนั้น เมื่อฉันได้ทำให้เขาเป็นรูปร่างและได้เป่าวิญญาณของฉันเข้าไปในตัวเขาแล้ว พวกเจ้าจงก้มกราบต่อเขา’ ดังนั้น มลาอิก๊ะฮฺทั้งหมดจึงก้มลงกราบ นอกจากอิบลีสที่ยโสโอหังและเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปฏิเสธ


     พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า ‘อิบลีส อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้ก้มกราบต่อเขาซึ่งฉันได้สร้างมาด้วยมือทั้งสองของฉัน ? เจ้ายโสโอหังนักหรือ หรือว่าเจ้าเป็นผู้สูงส่งนัก ?’

     มันตอบว่า ‘ ข้าพระองค์ดีกว่าเขา พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟและ ทรงสร้างเขามาจากดิน’


     พระองค์ทรงกล่าวว่า ‘ดังนั้น เจ้าจงออกไปจากที่นี่ แท้จริง เจ้าเป็นผู้ที่ ถูกสาปแช่งแล้ว และการสาปแช่งของฉันจะมีแก่เจ้าจนกระทั่งวันแห่ง การตัดสิน’
มันกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระผู้อภิบาล ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์ได้ทรงผ่อนผัน
ให้แก่ข้าพระองค์จนถึงวันที่พวกเขาถูกฟื้นคืนชีพด้วยเถิด’
พระองค์ทรงกล่าวว่า ‘ได้เจ้าได้รับการผ่อนผันจนถึงวันที่ได้ถูกกำหนดไว้’
มันกล่าวว่า ‘ข้าสาบานด้วยอำนาจของพระองค์ ข้าพระองค์จะทำให้พวกข้าทั้งหมดหลงผิด นอกจากบ่าวของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้’
พระองค์ทรงกล่าวว่า ‘แล้วนี่คือความจริงและความจริงเท่านั้นที่ฉันกล่าวฉันจะทำให้นรกเต็มไปด้วยพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่ตามพวกเจ้าทั้งหมด’”
(กุรอาน 38:71-85)

 
     
  update : 2009-11-17 17:00:08 / จำนวนผู้ชม 2446 ครั้ง  
     
 
 
 
 
  เรื่องราวของนบีมูซา (โมเสส) และนบีฮารูน (อาโรน) ตอน 1.8
  เรื่องราวของนบีมูซา (โมเสส) และนบีฮารูน (อาโรน) ตอน 1.7
  เรื่องราวของนบีมูซา (โมเสส) และนบีฮารูน (อาโรน) ตอน 1.6
  เรื่องราวของนบีมูซา (โมเสส) และนบีฮารูน (อาโรน) ตอน 1.5
  เรื่องราวของนบีมูซา (โมเสส) และนบีฮารูน (อาโรน) ตอน 1.4
 
บริการข่าวไทยมุสลิม
 
      แสดงความคิดเห็น
 
 
  1. ทุกความคิดเห็นจะถูกส่งขึ้นระบบ โดยอัตโนมัติ เพื่อการแลกเปลี่ยนโดยอิสระ
  2. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึง สถาบันอันเป็นที่เคารพ
  3. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ ผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถ นำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  4. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจง เหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
 
  สถานะ: แสดงความคิดเห็น    
  ชื่อ/email *:    
           
           
 
 
  กรุณาพิมพ์ตัวเลขตามที่เห็นด้วยค่ะ  
 

 

 
ไม่มีข้อมูลแสดงความคิดเห็น
 
 
 
     
Contact Us :
cs@thaimuslim.com