30 C
Bangkok
วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 24, 2018
หน้าแรก ข่าวมุสลิม ข่าวไทยมุสลิม

ข่าวไทยมุสลิม

มุสลิมควรรู้ การเล่นหวย บาปหรือไม่?

  คงเป็นวันที่หลายคนคงตั้งตารอทั้งวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนสำหรับ การเล่นหวย หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง คราวนี้เลยอยากรู้ว่ามุสลิมอย่างเราๆ นั้นสามารถเล่นหวยได้หรือไม่ อ.มุสตอฟา อยู่เป็นสุข ตอบ เล่นหวยถือเป็นการพนันชนิดหนึ่งที่รัฐบาลส่งเสริม อย่าลืมว่าสิ่งที่รัฐบาลส่งเสริมไม่ใช่ถูกทั้งหมด รัฐบาลไทยอนุญาตให้เล่นหวยใต้ดินและบนดิน แต่อิสลามห้ามทั้งใต้ดินและบนดินห้ามหมดเลย รายได้ที่ได้จากการพนันนั้นถือเป็นของที่ฮารอม เอามาเลี้ยงครอบครัวเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงลูก เลี้ยงภรรยาไม่ได้ เพราะเนื้อหนังที่เจริญเติบโตจากเงินที่ฮารอม ไฟนรกจะเหมาะสำหรับคนๆนั้น คุณพ่อบ้านต้องนึกตลอดเวลาว่า จะไม่เล่นหวย ไม่เล่นการพนัน ไม่เสี่ยงติ้ว ไม่ทำของฮารอม ทำแต่สิ่งดีๆ หาริสกีเข้าบ้านในทางที่ฮาลาลเท่านั้น ฉะนั้นของฮารอมเงินฮารอมอย่านำเข้าบ้าน เพราะจะเป็นการทำร้ายภรรยา ทำร้ายลูกและตัวเราเอง   ขอบคุณ : สวรรค์ในบ้าน

เลขาธิการคณะกรรมการกลางฯ เลขานุการจุฬาราชมนตรี เข้าร่วมประชุมหารือเตรียมการฮัจย์ประจำปี 2561

  วันที่ 31 มกราคม 2561 เวลาท้องถิ่นที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย 14.00 น. ณ กระทรวงฮัจย์และอุมเราะห์ คณะอนุกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนฮัจย์แห่งประเทศไทย นำโดยร้อยตำรวจโท อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ในฐานะประธานอนุกรรมการเป็นคณะผู้แทนฮัจย์ของประเทศไทยไปร่วมประชุมเตรียมการฮัจย์กับประเทศซาอุดิอาระเบีย ประจำปี 2561 (ฮ.ศ.1439) พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อนุกรรมการ อาจารย์สุธรรม บุญมาเลิศ เลขานุการจุฬาราชมนตรี อนุกรรมการ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะและประชุมเตรียมการฮัจย์ประจำปี 2561 (ฮ.ศ.1439) กับรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงฮัจย์และอุมเราะห์ พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของซาอุดีอาระเบีย โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้ร่วมหารือเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจย์ชาวไทยหลายประเด็น อาทิเช่น การปรับปรุงและแก้ไขปัญหาในช่วงมะชาเอรของปีที่ผ่านมา แนวทางการจัดการขนส่งผู้ประกอบพิธีฮัจย์ชาวไทยในปีนี้ การแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการจัดหาที่พักและการบันทึกข้อมูลการเช่าที่พักและข้อมูลจำเป็นอื่นๆ...

ไม่รู้ไม่ชี้..หรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้..

  ท่านค่อลี้ลบินอะห์หมัดได้ให้อนุสสติว่า คนมีสี่ประเภท 1.คนรู้และเขาก็รู้ว่าเขานั้นคือผู้รู้ คนอย่างนี้แหละคือคนอาเหล่ม ท่านทั้งหลายจงตามเขาเถอะ 2.คนรู้แต่ไม่ทราบว่าตัวเขาเองคือผู้รู้ คนอย่างนี้แหละคือคนหลับใหล ทั้งหลายจงไปปลุกเขาให้ตื่นเถอะ.. 3.คนที่ไม่รู้แล้วเขาก็ทราบว่าตัวเองไม่รู้ คนอย่างนี้เขาต้องได้รับการชี้นำ ท่านทั้งหลายได้โปรดชี้แนะเขาด้วยเถิด.. 4.คนที่ไม่รู้ แล้วก็ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองไม่รู้ คนอย่างนี้คือคนญะเฮ๊ล(โง่) ท่านทั้งหลายได้อย่าไปตอบรับเขานะ     ท่านอิบนุ้ลมุบาร๊อกกล่าวว่า.. คนอาเหล่ม(ผู้รู้)ย่อมแสวงหาความรู้เป็นเนืองนิตย์ หากวันใดเขาคิดว่าเขาอาเหล่มแล้ว ความจริงเขานี้แหละคือคนญะเฮ๊ล(โง่) หากแม้นว่าคนไม่รู้จริงหัดรู้เสียบ้างว่าตัวเองยังไม่รู้จริงหรอก คิดว่าฟิตนะฮ์คงเบาบางลง งั้น..ถ้าไม่รู้จริงก็ไม่ต้องชี้ แต่นี่ไม่รู้กับชอบชี้ ศาสนาหากเรียนให้รู้แล้วต้องเข้าใจ เรียนให้ได้เคร่งครัด มิใช่ให้คลั่งไคล้..เพราะฉะนั้น ได้โปรดเคร่งครัดอย่าได้คลั่งไคล้..   ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี กองเป็ง

รวมประโยค ภาษาอาหรับ ในชีวิตประจำวัน ที่มุสลิมทั่วโลกใช้กัน

  1- อินชาอัลลอฮฺ :  ان شآءالله หมายถึง : หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ ใช้เมื่อคิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด 2- มาชาอัลลอฮฺ :  ماشاءالله หมายถึง : รู้สึกยินดีในสิ่งต่างๆซึ่งแปลว่า พระประสงค์ของอัลลอฮฺ เมื่อพอใจสิ่งใดที่เกิดกับเรา หรือเมื่อเราเห็นสิ่งที่เราพอใจ 3- อัลฮัมดุลิลลาฮ :  الحمدلله หมายถึง : บรรดาการสรรเสริญ เป็นของอัลลอฮฺ เป็นการสรรเสริญพระเจ้า เมื่อพอใจสิ่งใดที่เกิดกับเรา 4- อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ :  استغفرالله หมายถึง : ใช้พูดเมื่อ สำนึกผิดจากการกระทำบาป ซึ่งแปลว่าฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัย 5- ลิฮุบ บิลลาฮฺ :  لحب الله หมายถึง : ใช้พูดเมื่อเกิดความรักกับผู้ใด ซึ่งแปลว่า รักเพื่ออัลลอฮฺ 6- ฟีอะมานิลลาฮฺ : ...

เรื่องราวของ กุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺ

  ในช่วงเวลาที่สองมหาอำนาจใหญ่ของโลกคืออาณาจักรโรมันไบแซนตินและอาณาจักรเปอร์เซียแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือคาบสมุทรอาหรับก่อนสมัยอิสลามนั้น คาบสมุทรอาหรับไม่มีรัฐบาลกลางเหมือนมหาอาณาจักรทั้งสอง แต่ชาวอาหรับปกครองโดยเผ่าใหญ่ๆที่ประกอบด้วยหลายตระกูล แต่ละเผ่าจะมีหัวหน้าเผ่าที่รวมตัวกันเป็นสภาผู้ปกครองโดยแต่ละเผ่าจะได้รับมอบหมายหน้าที่ต่างๆ ที่จำเป็นในเวลานั้น เช่น หน้าที่การดูแลต้อนรับผู้มาทำฮัจย์เป็นของเผ่ากุเรช โดยตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺเป็นผู้ดูและก๊ะอฺบ๊ะฮฺและรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺ เป็นต้น ก๊ะอฺบ๊ะฮฺเป็นอาคารที่อับราฮัมบรรพบุรุษของชาวอาหรับและลูกหลานอิสราเอลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียวและเป็นจุดศูนย์กลางในการทำฮัจย์ของผู้ศรัทธาในพระเจ้ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์     แต่หลังจากอับราฮัมและอิสมาอีลลูกชายคนแรกของท่านจากไปได้ไม่นาน ชาวอาหรับก็หลงลืมคำสอนของอับราฮัมจนถึงกับนำเอาเจว็ดบูชาสารพัดรูปร่างมาตั้งไว้ทั้งภายในและรอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺถึง 360 องค์ ชา;อาหรับเคารพสักการะวัตถุบูชาเหล่านี้เหมือนกับพระเจ้า เมื่อนบีมูฮัมหมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามโดยเชิญชวนให้ชาวอาหรับเลิกเคารพสักการะวัตถุบูชาเหล่านั้นและหันมาสู่การเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว ชาวอาหรับโดยเฉพาะชนชั้นผู้ปกครองได้ต่อต้านและหาทางกำจัดท่าน แต่เนื่องจากท่านเกิดในตระกูลใหญ่ที่มีลุงเป็นหัวหน้าตระกูลและเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้ปกครอง ท่านจึงได้รับการคุ้มครอง แต่เมื่อลุงของท่านเสียชีวิตไปและนบีมูฮัมหมัดไม่มีผู้คุ้มครอง หัวหน้าเผ่าชาวอาหรับจึงวางแผนลอบสังหารท่าน ดังนั้น ท่านจึงต้องอพยพออกจากเมืองมักกะห์ไปอยู่ที่เมืองมาดีนะห์ เพียงเวลาแปดปี มีผู้คนหันมารับนับถืออิสลามมากขึ้นและนบีมูฮัมหมัดสามารถรวบรวมกำลังคนได้จำนวนหมื่นคน ท่านจึงนำผู้คนเหล่านั้นกลับมายึดมักกะห์ได้อย่างสันติ เมื่อยึดมักกะห์ได้ สิ่งที่ท่านทำคือท่านได้ตรงไปที่ก๊ะอฺบ๊ะฮฺและสั่งให้ทำลายเจว็ดบูชาทั้งหลายที่อยู่รายรอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺ ในตอนนั้น ท่านนบีมูฮัมหมัดต้องการเข้าไปข้างในก๊ะอฺบ๊ะฮฺ แต่ประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺปิดอยู่ ท่านรู้ว่าผู้เก็บรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺ คืออุษมาน บินฏ็อลฮะฮฺ ท่านจึงสั่งให้คนไปตามตัวเขามา     ท่านผู้อ่านกรุณาเข้าใจด้วยว่าหน้าที่ในการรักษากุญแจก๊ะอฺบ๊ะฮฺนั้นเป็นหน้าที่อันมีเกียรติสูงส่งและบรรดาหัวหน้าเผ่าชาวอาหรับได้ทำสัญญามอบหน้าที่นี้ให้แก่ตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺ ในตอนที่นบีมูฮัมหมัดอยู่ในมักกะห์ก่อนการอพยพ อุษมานไม่ยอมให้นบีมูฮัมหมัดเข้าไปละหมาดในก๊ะอฺบ๊ะฮฺ เพราะเขาไม่ศรัทธาในนบีมูฮัมหมัด แต่เมื่อนบีมูฮัมหมัดยึดมักกะห์ได้ อุษมานไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงรับอิสลามและต้องมอบกุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺให้แก่นบีมูฮัมหมัดซึ่งทำให้อุษมานรู้สึกว่าตัวเองต้องเสียเกียรติและศักดิ์ศรีถ้านบีมูฮัมหมัดเอากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺไปให้ผู้อื่นเก็บรักษา เขาจึงขอร้องนบีมูฮัมหมัดให้คืนเกียรติยศของการเก็บรักษากุญแจก๊ะอฺบ๊ะฮฺแก่เขา ในเวลานั้น มุสลิมจำนวนหลายพันต่างเฝ้ามองว่าใครจะเป็นผู้เก็บรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺคนใหม่ ระหว่างที่ทุกคนนิ่งเงียบรอการตัดสินใจอยู่นั้น นบีมูฮัมหมัดได้ทำลายความเงียบลงด้วยการเปิดประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺและทำลายวัตถุบูชาทั้งหมดที่อยู่ในนั้น...

ทำความรู้จัก “มัสยิดบางอุทิศ” มัสยิด 100 ปี อยู่คู่ถนนเจริญกรุง

  ชาวบางอุทิศเป็นมุสลิมเชื้อสายมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาพระนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2328 กลุ่มเดียวกับมุสลิมชุมชนสวนหลวง แต่เดิมละหมาดรวมกัน  ณ สุเหร่าเก่า โดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ในสมัยแรกๆ บรรพบุรุษที่เป็นเชลยมาสื่อสารโดยใช้ภาษามลายู (ยาวี) เช่น คุตบะห์วันศุกร์ การอ่าน การเขียน เป็นต้น เวลาผ่านไปอาคารมัสยิดทรุดโทรมด้วยผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน อีกทั้งที่ดินเป็นที่ดินของกรมพระคลังข้างที่ไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ต่อมากรมพระคลังข้างที่เรียกค่าเช่าให้เสียทุกปี ซึ่งหากจะสร้างสุเหร่าหลังใหม่ในพื้นที่เดิมกลัวว่าจะไม่ยั่งยืน หะยีนิโซ๊ะ บินนิเง๊ะ เป็นโต๊ะคอเต็บ สุเหร่าเก่า ท่านจึงเรียกประชุมลูกบ้านโดยมีดำริให้สร้างสุเหร่าหลังใหม่ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นชอบ เช่น หะยีซาวี หะยีอาลี หะยีโน๊ต หะยีมะหมูด นายวันดิน ฯลฯ ด้วย นางขัตติยะ บีบี นานา ได้ทราบว่าสุเหร่าเก่าที่สวนหลวง (สุเหร่าเก่าวัดพระยาไกร) ต้องเสียค่าเช่า...

จะทำอย่างไร เมื่อมีเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือขณะที่คุณกำลังละหมาด

  ในยุคปัจจุบันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เพราะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกผลิตมาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำรงค์ชีวิตของมนุษย์เรามากมายนับไม่ถ้วน สมัยที่ผู้เขียนเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ คิดถึงบ้านอยากคุยกับพ่อแม่เพื่อถามถึงสาระทุกข์สุกดิบของคนทางบ้าน มีอยู่ไม่กี่วิธีที่หรอกครับสามารถติดต่อกับทางบ้านได้ บางทีก็ใช้วิธีการเขียนจดหมาย บางทีก็ใช้วิธีโทรศัพท์ทางไกลซึ่งต้องเสียเงินเยอะมาก แต่ละครั้งหลายสิบปอนด์จึงไม่สามารถโทรศัพท์กลับบ้านได้บ่อยๆ ผู้เขียนมักจะเลือกใช้วิธีการเขียนจดหมายเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะประหยัดที่สุด สมัยก่อนนักศึกษาไทยในกรุงไคโรขึ้นไปเรียนกันในแต่ละปีจะต้องพกเงินกันไปให้พอใช้ หรือไม่ก็ใช้วิธีฝากกันขึ้นไป เพราะสมัยนั้นไม่สามารถกดเงินจากตู้ เอ ที เอ็ม ได้สะดวกเหมือนสมัยนี้ ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ในยุคปัจจุบันนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนับวันจะไฮเทคขึ้นทุกวันจนเราเกือบจะก้าวตามจะไม่ทัน และถือว่าเป็นอุปกรณ์มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนทุกวัยไม่เว้นแม้แต่เด็กตัวเล็กๆก็ยังมีอุปกรณ์ชิ้นนี้ ผมพูดเช่นนี้ท่านผู้อ่านก็คงจะนึกออกขึ้นมาทันทีเลยว่ามันเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้นอกจากโทรศัพท์มือถืออย่างแน่นอน ท่านผู้อ่านเคยพบปัญหานี้ไหมครับ ขณะกำลังละหมาดอยู่มีเสียงเรียกของโทรศัพท์ดังขึ้นมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่เราลังละหมาดญะมาอะฮ์ที่มีพี่น้องร่วมละหมาดอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก คำถามคือว่า " เราจะทำอย่างไร ??? ปล่อยให้เสียงนั้นดังต่อไป หรือเอื้อมมือมาปิดโทรศัพท์ทั้งๆที่ใจก็เกรงว่าจะเสียละหมาด " ผู้เขียนขอแนะนำอย่างนี้ครับว่า เราควรที่จะตรวจสอบก่อนที่เข้ามัสยิดว่าโทรศัพท์มือถือของเรานั้นปิดเรียบร้อยหรือยังก่อนเข้าสู่มัสยิดซึ่งเป็นบ้านของพระองคอัลลอฮ์ (ซบ.) เพราะถ้าเราสังเกตุ เราจะเห็นว่าหลายมัสยิดมีการแปะป้ายติดประกาศชัดเจนว่า " งดใช้โทรศัพท์มือถือในมัสยิด หรือกรุณาปิดโทรศัพท์มือถือขณะอยู่ในมัสยิด " เพราะเกรงว่าเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือนั้นจะรบกวนสมาธิของผู้กำลังทำอิบาดะฮ์ในมัสยิดได้     ในประเด็นนี้นักวิชาการมีความเห็นว่าอย่างไร ก่อนอื่นผู้เขียนต้องบอกว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวในขณะที่เรากำลังละหมาดโดยตรง ดังนั้นจะต้องย้อนกลับไปศึกษาเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายในขณะที่เรากำลังละหมาดว่านักวิชาการมีมุมมอง...

รู้หรือไม่? ทำไมอิสลามห้ามบริจาคร่างกาย

  เชื่อว่ามุสลิมหลายคนถูกเพื่อนถามถึงการบริจาคร่างกายว่า ทำไมอิสลามห้ามบริจาคร่างกาย? ตามหลักศาสนาอิสลาม ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับการบริจาคร่างกาย เพราะร่างกายแม้เป็นของเรา แต่ตามหลักอิสลามร่างกายไม่ใช้กรรมสิทธิ์ของเรา หากแต่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า คำฟัตวา  เรื่องการบริจาคอวัยวะ ร่างกาย คำตอบโดย: อ.มูรีด ทิมาเสน นักวิชาการแบ่งเป็นทัศนะไว้ดังนี้ ทัศนะแรก มีความเห็นว่า อวัยวะของมุสลิมไม่สามารถบริจาคให้แก่ผู้ใดหรือองค์ใดได้เลย โดยให้เหตุผลว่า ร่างกายเป็นของเราไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งเราไม่สามารถนำไปมอบให้ใครได้เพราะมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา เช่นนั้นการบริจาคอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจึงไม่อนุญาตให้กระทำ ทัศนะที่สอง มีความเห็นว่า อวัยวะร่างกายอนุญาตให้บริจาคได้แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่รับบริจาคจะต้องเป็นมุสลิมเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า หากอวัยวะส่วนที่มุสลิมบริจาคให้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมเขาผู้นั้นมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยมีวิถีชีวิตที่ฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมบริจาคอวัยวะแก่ผู้ที่มิใช่มุสลิม อาทิเช่น เราบริจาคไตให้แก่ชายผู้หนึ่งที่มิใช่มุสลิม เขาผู้นั้นก็มีชีวิตอยู่ต่อในสภาพที่เขาทำซินา หรือดื่มสุรา ทำนองนี้เป็นต้น ทัศนะที่สาม ทัศนะที่สามนี้เปิดกว้างอย่างมาก โดยอนุญาตให้บริจาคอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายได้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น (ซึ่งทัศนะนี้ไม่ถูกยอมรับจากนักวิชการเท่าใดนัก เพราะเปิดช่องว่างมากเกินไป) ส่วนประเด็นการบริจาคศพของมุสลิม คำถามข้อนี้ตอบได้เลยว่า ไม่มีช่องทางให้มุสลิมบริจาคศพของตนเองอย่างเด็ดขาด เพราะศาสนากำหนดว่า วาญิบ (จำเป็น) คนเป็นจะต้องทำให้แก่คนตายมี 4 ประการ (1)...

ไขข้อสงสัย มุสลีมะฮฺสามารถ “ทาเล็บ” ได้หรือไม่

เรื่องความสวยความงามมักอยู่คู่ผู้หญิงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะการแต่งตัว แต่งหน้า หรือการทาเล็บมือเล็บเท้า ซึ่งมุสลีมะฮฺเองก็เช่นกัน วันนี้เราเลยอยากจะไขข้อสงสัยของสาวๆ ทั้งหลายว่า มุสลีมะฮฺนั้นสามารถทาเล็บได้หรือไม่ การทำเล็บของมุสลีมะฮฺตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามแล้วถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดหลักแต่อย่างใด ยิ่งเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวไกลกว่าเมื่อก่อนมากจึงมีตัวเลือกให้เราใช้ได้หลากหลาย หากใช้ยาทาเล็บที่ไม่ใส่สารกั้นน้ำ เมื่ออาบน้ำละหมาดน้ำยังสามารถซึมผ่านเข้าไปได้ แต่ถ้าหากคุณใช้ยาทาเล็บแบบมีสารกั้นน้ำคุณจะต้องล้างน้ำยาทาเล็บให้สะอาดก่อน เพราะหากคุณอาบน้ำละหมาดทั้งที่ยังไม่ล้างยาทาเล็บออกไป ยาทาเล็บกั้นไม่ให้น้ำละหมาดถึงไปยังเล็บหรือผิวหนังของเรา น้ำละหมาดที่อาบไปถือว่าใช้ไม่ได้ ซึ่งการทาเล็บจะผิดหลักได้นั้นขึ้นอยู่กับเจตนาของตนเองด้วยว่าทาเล็บเพื่ออะไร เพื่อความสวยงามและให้สามีเกิดความประทับใจมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนและเป็นสิ่งที่อนุญาตในศาสนาอิสลาม แต่ถ้าหากทาเล็บเพื่อทำให้ตนเองดูโดดเด่นกว่าคนอื่นหรือเพื่อดึงดูดสายตาเพศตรงข้ามที่ไม่ได้เป็นมะฮฺรอมจนก่อการทำให้เกิดซีนาและเกิดนัฟซู การกระทำนี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เมื่อรู้แบบนี้คงหายสงสัยกันพอสมควร ดังนั้นการจะทำอะไรก็ตามขึ้นอยู่กับเจตนาของตัวเราด้วยว่าเราทำไปเพื่ออะไร เพราะทุกอย่างมักมี 2 ด้านเสมอ ความสวยงามแม้ให้ความสุขก็มีโทษได้เช่นกัน

สาวๆ ต้องอ่าน! การแต่งหน้า ขณะทำน้ำละหมาด ทำได้หรือไม่!!

  คำถาม : ถ้าแต่งหน้า เขียนคิ้ว เวลาอาบน้ำละหมาดต้องล้าง คิ้ว ออกหมดเกลี้ยงไหมคะ? คำตอบ : ก่อนอื่นต้องขอเรียนก่อนว่า การแต่งหน้า หรือ เสริมสวย สำหรับผู้หญิงนั้น "ทำได้" ในอิสลาม โดยมีเงื่อนไขว่า          1. ต้องไม่แต่งหน้าเพื่อโอ้อวด (หากแต่งเพราะรักสวยรักงาม หรือ แต่งเพื่อให้สามีรัก ทำได้ และควรทำในกรณีหลัง ซึ่ง ทั้งคู่ ต่างจาก “การแต่งเพื่อโอ้อวด”) เพราะการโอ้อวดถือเป็น บาปใหญ่ถึงขั้น “ชีริกเล็ก” (ภาคีเล็ก)          2. ไม่ได้แต่งหน้าโดยมีเจตนาเลียนแบบผู้ที่อัลลอฮฺรังเกียจ เพราะ...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ชาวอินโดนีเซียประท้วงให้คว่ำบาตรสินค้าของสหรัฐหลังทรัมป์รับรองกรุงเยรูซาเล็ม

ชาวมุสลิมในอินโดนีเซียเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์จากอเมริกัน ซึ่งเป็นการประท้วงใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียต่อการรับรู้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์รับรองกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล อินโดนีเซียรวมตัวกันเพื่อปาเลสไตน์ ประมาณ 80,000 คน ชุมนุมในเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกใน การประท้วงจัดขึ้นโดยองค์กรชั้นนำของประเทศมุสลิม