28 C
Bangkok
วันพุธ, สิงหาคม 15, 2018
หน้าแรก ข่าวมุสลิม ข่าวโลกมุสลิม

ข่าวโลกมุสลิม

สวย! มัสยิดสุลต่าน อาลาดิน (Masjid Sultan Alaeddin) ในเมืองสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย

  มัสยิดสุลต่าน อาลาดิน ตั้งอยู่ในเมืองประวัติศาสตร์ Jugra เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐ ถูกสร้างขึ้น ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 เป็นที่เชื่อกันว่าการออกแบบของมัสยิดสีเหลืองนี้เกิดขึ้นจากอาณาจักรเดลีในเมดานสุมาตรา ตัวอย่างมัสยิดแบบคลาสสิกมัสยิดมีความคล้ายคลึงกันกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งได้แก่ อาคารสุลต่านอับดุลซามัดในกรุงกัวลาลัมเปอร์โดยเฉพาะในซุ้มประตู ภายในตกแต่งด้วยตัวอักษรอัลกุรอานและงานแกะสลักไม้ที่สลับซับซ้อน มัสยิดสุลต่าน อาลาดิน ได้ประกาศจัดตั้งเป็นอนุสาวรีย์โบราณและโบราณสถานโบราณวัตถุภายใต้พระราชบัญญัติ 1976 ในปี 1980 และจดทะเบียนเป็น Warisan (Heritage) ภายใต้พระราชบัญญัติมรดกแห่งชาติปี 2005 ในปี 2008 ภายในบริเวณใกล้เคียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโบราณอื่นๆ   . . . . . . . .

สะเทือนใจ… พ่อแม่ร่ำไห้หนัก ลูกวัย 5 เดือนถูกพี่เลี้ยงซุกศพ “แช่แข็ง” ในตู้เย็น

  เป็นเรื่องราวที่สุดสะเทือนใจ ที่ล่าสุด นิวสเตรทส์ไทมส์ ได้รายงานข่าวตำรวจเขตกอมบัก รัฐสลังงอร์ ชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ พบศพ ด.ช.อดัม เรย์กอล โมห์ด ซูฟี วัย 5 เดือน ถูกซุกอยู่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นที่สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนซึ่งก่อนหน้านี้อ้างว่ามีคนหน้าตาเหมือนพ่อของเด็กมารับกลับบ้านไปตั้งแต่บ่ายวันอังคารที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงจับกุมพี่เลี้ยงเด็กและผู้ต้องสงสัยในบ้านหลังดังกล่าวไปสอบปากคำและเตรียมดำเนินคดี     โดยหลังจากคุณแม่ได้รับข่าวจากพี่เลี้ยงว่า น้องอาดัม ถูกลักขโมย และหายไปจากบ้าน คุณแม่เลยโพสในเฟช และแจ้งความ แต่ตำรวจไม่เชื่อเลยค้นในบ้านพี่เลี้ยงซึ่งพบพิรุธหลายอย่างจึงยิ่งสอบสวนอย่างหนัก จนกระทั่งพี่เลี้ยงบอกว่าเด็กชายเสียชีวิตแล้วและพาไปดูศพซึ่งห่อผ้าใส่ไว้ในกระเป๋าซิป และซุกซ่อนอยู่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของบ้าน เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งศพของเด็กชายไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลกัวลาลัมเปอร์ และจับกุมพี่เลี้ยง รวมทั้งผู้ต้องสงสัยวัย 36 ปีที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันไปสอบปากคำเพิ่มเติม ...อินนาลิลลาฮิ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน   ขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวสดออนไลน์, Facebook : หนูชื่อ เจ๊นูรีฮัน มาเลเซีย   . . . . .

ICRC ย้ำพม่ายังไม่ปลอดภัยที่ผู้ลี้ภัยโรฮีนจาจะเดินทางกลับบ้านของตนเอง

  ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) กล่าวว่า พม่ายังไม่ปลอดภัยที่ผู้ลี้ภัยโรฮีนจาจะเดินทางกลับบ้านของตนเองได้ เนื่องจากหมู่บ้านทั้งหมดถูกทิ้งร้างและถูกทำลาย นายปีเตอร์ เมาเรอร์ เดินทางเยือนพื้นที่ทางภาคตะวันตกของพม่า ก่อนเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยในฝั่งบังกลาเทศ ซึ่งมีชาวโรฮีนจาเกือบ 1 ล้านคน อาศัยหลบภัยจากความรุนแรง ชาวมุสลิมโรฮีนจาเดินทางมาถึงบังกลาเทศตั้งแต่เดือน ส.ค. หลบหนีการปราบปรามของกองทัพพม่าในรัฐยะไข่ ที่สหประชาชาติ ระบุว่า เปรียบได้กับการกวาดล้างชาติพันธุ์ ขณะเดียวกัน นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า จะเดินทางเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัย ที่จะเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่ชาวโรฮีนจาเกือบ 700,000 คน อพยพมายังบังกลาเทศจนก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม สหประชาชาติ กล่าวว่า กูเตอร์เรส ที่หารือกับชาวโรฮีนจา และนายกรัฐมนตรีชีค ฮาซินา ในกรุงธากา เมื่อวันอาทิตย์ (1) จะใช้การเดินทางครั้งนี้ศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ของการเดินทางกลับพม่าของผู้ลี้ภัยอย่างปลอดภัย และโดยสมัครใจ แต่หน่วยงานช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ เตือนว่า สภาพเงื่อนไขต่างๆ ในรัฐยะไข่...

มาเลเซียเล็งแก้กฎหมายค้ามนุษย์หลังสหรัฐติไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา

  รัฐบาลมาเลเซียกำลังพิจารณาเรื่องจะแก้ไขกฎหมายค้ามนุษย์และการลอบนำคนเข้าเมือง หลังจากถูกสหรัฐระบุว่า ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่รายงานการค้ามนุษย์ (TIP Report) ประจำปี 2561 เมื่อวันพฤหัสบดี ปรับลดมาเลเซียลงไปอยู่ในกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตา (Tier 2 Watch List) โดยระบุว่า มาเลเซียไม่แสดงไม่เห็นถึงความพยายามที่มากขึ้นจากปีก่อนหน้าในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ขณะที่รัฐบาลไม่ให้ได้การคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์เท่าที่ควร อีกทั้งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังทำงานซ้ำซ้อนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ กระทรวงมหาดไทยมาเลเซียแถลงวันนี้ว่า ให้ความใส่ใจต่อรายงานดังกล่าวและได้มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการขจัดการค้ามนุษย์ ขณะนี้กำลังหารือข้อเสนอที่มุ่งให้ความคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์ด้วยการเพิ่มเสรีภาพในการเดินทางและทำงาน และเพิ่มบทลงโทษผู้ค้ามนุษย์ให้รุนแรงขึ้น สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า มาเลเซียเป็นจุดหมายของเหยื่อค้ามนุษย์มานานแล้ว มีทั้งแรงงานถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เศรษฐกิจมาเลเซียต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติค่าแรงต่ำจากบังกลาเทศ อินโดนีเซีย เนปาลและฟิลิปปินส์ มีแรงงานต่างชาติขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายเกือบ 2 ล้านคน แต่มีอีกหลายล้านคนทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง   ที่มา : สำนักข่าวไทย

ตุรกีคุมตัวอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังถูกกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับนักบวชมุสลิมที่ลี้ภัยในสหรัฐ

  สื่อทางการรายงานว่า ตุรกีควบคุมตัวอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ถูกระบุว่า เป็นผู้ก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อปี 2559 เพื่อโค่นล้มประธานาธิบีดเรเจ็พ ไตยึบ แอร์ดวน สำนักข่าวอนาโดลูรายงานว่า อัยการในนครอิสตันบูลสั่งให้ควบคุมตัวนายเอเรน เออร์เดม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครอิสตันบูล จากพรรครีพับลิกัน พีเพิลส์ หรือซีเอชพี. เนื่องจากเป็น “สมาชิกองค์การก่อการร้าย” ทั้งนี้ ตุรกีกล่าวหากลุ่มเคลื่อนไหวที่นำโดยนายเฟตุลลาห์ กูเลน นักบวชมุสลิม ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐว่า เป็นผู้สั่งให้ดำเนินการรัฐประหารที่ล้มเหลว และกลุ่มดังกล่าวถูกเรียกว่า “องค์การก่อการร้ายเฟตุลลาห์” อย่างไรก็ตาม นายกูเลนปฏิเสธว่าไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ต่อความพยายามก่อรัฐประหารดังกล่าว นายเออร์เดมกล่าวทางทวิตเตอร์ช่วงเช้าวันนี้ว่า เขาถูกควบคุมตัว โดยไม่ทราบเหตุผล และว่า ตำรวจควบคุมตัวเขาที่บริเวณนอกบ้านพักของเขา   ที่มา : ThaiNews

ธนาคารโลกมอบเงิน 15,900 ล้านบาทช่วยผู้ลี้ภัยโรฮิงญาเพื่อหนุนระบบสาธารณสุข

  ธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) ประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือสูงสุด 480 ล้านดอลลาร์ (ราว 15,900 ล้านบาท) ให้แก่รัฐบาลบังกลาเทศเมื่อวานนี้ (28 มิ.ย.) เพื่อนำไปจัดหาปัจจัยขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้ลี้ภัยโรฮิงญาทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา น้ำดื่ม สุขอนามัย และการปกป้องทางสังคม งบช่วยเหลือภาคสาธารณสุขนี้ยังรวมถึงเงินบริจาคที่ได้จากแคนาดา ร่วมกับสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ (International Development Association - IDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดเวิลด์แบงก์ โดยจะนำไปสนับสนุนบริการด้านสุขภาพและโภชนาการสำหรับมารดา ทารกแรกเกิด เด็ก และวัยรุ่น ตลอดจนอนามัยเจริญพันธุ์และการวางแผนครอบครัว ตั้งแต่เดือน ส.ค. ปีที่แล้ว มีชาวมุสลิมโรฮิงญาหลบหนีความรุนแรงจากพม่าข้ามมาอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่เขตค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศมากกว่า 700,000 คน ทำให้ที่นี่กลายเป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่มีขนาดใหญ่และขยายตัวเร็วที่สุดในโลก “เรารู้สึกสะเทือนใจกับความทุกข์ยากของชาวโรฮิงญา และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ จนกว่าพวกเขาจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เต็มใจ และมีศักดิ์ศรี” จิม...

อียูจะลงโทษจนท.ด้านความมั่นคงของพม่า7คน ที่ละเมิดสิทธิชาวมุสลิมโรฮีนจา

  นักการทูตและเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป หรือ อียู เปิดเผยว่า อียูจะลงโทษเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของเมียนมา 7 คน ซึ่งทางอียูเห็นว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำอย่างเป็นระบบในการละเมิดสิทธิมุษยชนชาวมุสลิมโรฮีนจา รายงานแจ้งว่า เจ้าหน้าที่เมียนมาทั้ง 7 คน จะถูกอายัดทรัพย์สินและห้ามเดินทางไปยังสหภาพยุโรป หลังจากที่ก่อนหน้าที่อียูได้ขยายระยะเวลาการห้ามจัดส่งอาวุธและห้ามร่วมในการให้การฝึกอบรมหรือร่วมมือกับกองทัพเมียนมา มาตรการลงโทษครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการทูตของอียู ซึ่งระงับมาตรการเข้มงวดกับเมียนมาเมื่อปี 2012 เพื่อสนับสนุนการที่เมียนมาเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ชะตากรรมของชาวโรฮีนจาเกือบ 700,000 คน ที่ต้องอพยพหนีภัยความรุนแรงในรัฐยะไข่ของเมียนมา ทำให้ความสัมพันธ์กับอียูไม่ราบรื่น ในขณะที่ทางการเมียนมาปฎิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวโรฮีนจา ที่มา : สำนักข่าวไทย

ทรัมป์ยิ้ม! ศาลสูงสุดไฟเขียวคำสั่งห้ามพลเมืองชาติมุสลิม 5 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ

  ศาลสูงสุดลงมติ 5-4 ยุติการต่อสู้อันดุเดือดในศาลต่อคำถามว่าที่นโยบายดังกล่าวซึ่งเทียบเท่ากับการแบนชาวมุสลิมนั้นชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ขัดขวางคำสั่งห้ามเดินทางของทรัมป์ที่แถลงเมื่อเดือนกันยายน เช่นเดียวกับอีก 2 เวอร์ชันก่อนหน้านี้ ในการยื่นคัดค้านทางกฎหมายโดยรัฐฮาวายและรัฐอื่นๆ ซึ่งล่าสุดคำตัดสินได้ออกมาว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยศาลระบุว่าฝ่ายคัดค้านคำสั่งนี้ไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดกับหลักรัฐธรรมนูญหรือละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯได้ หลังจากที่ศาลมีคำตัดสินออกมาไม่นาน ทรัมป์รีบทวีตข้อความชื่นชมการตัดสินของศาลว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และก็ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่าสหรัฐฯจำเป็นต้องมีกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด เพื่อรักษาความปลอดภัยของคนในชาติ ทั้งนี้เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ประกาศคำสั่งห้ามพลเมืองจากประเทศมุสลิม 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนัก จนต้องมีการปรับปรุงคำสั่งถึงสองครั้ง และลดจำนวนประเทศที่จะถูกแบนจาก 7 ประเทศ เหลือ 5 ประเทศ ประกอบด้วย อิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซีเรีย และ เยเมน แต่ก็ยังถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ขัดขวาง และหลายๆรัฐก็ไม่ให้ความร่วมมือในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว โดยคำตัดสินล่าสุดของศาลสูงสุดสหรัฐฯหมายความว่าคำสั่งแบนของทรัมป์จะมีผลบังคับใช้ได้ และยังเปิดโอกาสให้ทรัมป์เพิ่มเติมรายชื่อประเทศที่จะแบนเพิ่มเติมในอนาคตได้อีกด้วย  

องค์การความร่วมมือด้านอิสลามจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องสตรี

  องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสองวันในวันที่ 28 และ 29 มิถุนายนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขครั้งที่ 7 เรื่องบทบาทสตรีในการพัฒนาประเทศสมาชิกในเมืองหลวงของบูร์กินาฟาโซในกรุงวากาดูกู การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะกล่าวถึงการริเริ่มหลายอย่างรวมถึงความพยายามของหน่วยงานและสถาบันต่างๆในการสนับสนุนความสามารถของผู้หญิง เสริมสร้างร่างข้อเสนอของธนาคารครอบครัวที่สนับสนุนโดยหอการค้าอิสรภาพอุตสาหกรรมและการเกษตรของประเทศอิรัก (ICCIA) และแนวคิดเกี่ยวกับรางวัล OIC สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสตรี ตามคำขอร้องของสภารัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงที่ 45 ในกรุงธากา 2018

ครั้งแรก! อิหร่านอนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬาชมฟุตบอลโลกในรอบเกือบ 40 ปี

  เตหะราน 21 มิ.ย.- ทางการอิหร่านอนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสนามกีฬาในกรุงเตหะรานได้ เพื่อร่วมชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 รัสเซีย คู่ระหว่างอิหร่านกับสเปนเมื่อคืนที่ผ่านมา ถึงแม้อิหร่านจะพ่ายไปอย่างน่าเสียดาย 1-0 แต่ถือเป็นความยินดีที่สตรีอิหร่านได้เข้าสนามเพื่อร่วมรับชมเกมฟุตบอลโลกบนจอใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 40 ปี  ทีมชาติอิหร่านพบสเปนเมื่อคืนวันพุธตามเวลาท้องถิ่นรัสเซีย หรือ 01.00 น.ที่ผ่านมาในไทย เป็นการลงสนามนัดสองในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลก 2018  ผู้หญิงอิหร่านได้เข้าสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเพื่อรับชมเกมผ่านจอขนาดใหญ่ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในปี 2522  สภาท้องถิ่นกรุงเตหะรานลงมติอนุมัติในนาทีสุดท้ายเมื่อเช้าวันพุธ เพื่อให้ผู้หญิงเข้ารับชมการถ่ายทอดเกมที่สนามกีฬาได้เป็นครั้งแรก ภายหลังจากเมื่อสัปดาหี่แล้วอิหร่านได้รับชัยชนะครั้งแรกในเกมฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 2541 ทำให้ทั้งชายและหญิงในอิหร่านต่างออกมาแสดงความดีใจกันถ้วนหน้าตามท้องถนนสายต่างๆ   ที่มา : สำนักข่าวไทย  

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ผบ.ฉก.นย.ทร. ลงพื้นที่พบปะพัฒนาสัมพันธ์กับประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมนาวิกนาวีสัญจรที่จ.นราธิวาส

  ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ลงพื้นที่เพื่อพบปะพัฒนาสัมพันธ์กับประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมนาวิกนาวีสัญจร ที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมฝากช่วยกันสอดส่องดูแลป้องกันการก่อเหตุจากผู้ไม่หวังดี รวมถึงชักชวนผู้หลงผิดเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน วันนี้ (23 มิ.ย. 61) นาวาเอก นิรัตน์ ทากุดเรือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ และคณะ เดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะพัฒนาสัมพันธ์กับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชน ในการจัดกิจกรรมนาวิกนาวีสัญจร ที่อาคารเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ...