27 C
Bangkok
วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 19, 2019
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

ไขข้อข้องใจ การยืนปัสสาวะเป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) ทางด้านศาสนาหรือไม่?

  ญุมฮูรอุละมาอฺแจงว่า การยืนปัสสาวะโดยไม่มีเหตุที่สมควรถือว่ามักโระฮ์ตันซิฮ์ อันเนื่องจากไม่สอดคล้องกับลักษณะส่วนใหญ่ของท่านนบี(ศ.ล) ที่งดงาม ซึ่งเข้าใจจากการปฏิเสทของท่านหญิงอาอิชะฮ์ต่อการยืนปัสสาวะของท่านนบี(ซ.ล) และบางทีอาจนำไปสู่การเปิดเอาเราะฮ์ หรือการเปรอะเปื้อนนะยิสที่มันกระเซ็นมา ท่านอิหม่ามนะวาวีย์ได้แจงใว้ในมัจญ์มัวะอฺว่า ในมัษฮับพวกเราเห็นว่าการยืนปัสสาวะเป็นมักโระฮ์ หากมีอุโษร(อุปสรรค)ก็ไม่ถือว่ามักโระฮ์ ...วั้ลลอฮุอะอฺลัม   ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง

ฮาลาลหรือฮะรอม! แก้ พ.ร.บ. เปิดทางให้ “กัญชา-กระท่อม” ใช้ทางการแพทย์

  หลายประเทศทั่วโลกผ่อนปรนกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาทางการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้อง แต่กัญชายังถือเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 ในไทย ซึ่งผู้เสพต้องระวางโทษปรับ และ/หรือ จำคุก ล่าสุดคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เปิดทางให้ "กระท่อม-กัญชา" นำมาศึกษาวิจัยและใช้ทางการแพทย์ ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เตรียมส่ง สนช.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป แม้ผู้ป่วยไทยบางส่วนลักลอบใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคร้ายมาหลายปีแล้ว ในแง่ของอิสลามสามารถนำกัญชา และกระท่อม มาเป็นยารักษาโรคได้หรือไม่อย่างไร? สกู๊ปข่าวฉบับนี้เรามาหาคำตอบกันกับอาจารย์สอนศาสนา ทั้ง 3 ท่าน จะมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เชิญผู้อ่านติดตามไปพร้อมๆ กัน     อ.สมิตร มะดะเรส อาจารย์ประจำสถานีโทรทัศน์ TMTV กล่าวว่า “เรื่องของกระท่อม ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ยาเสพติด เครื่องดื่ม จะฮะรอมหรือไม่อุลามาอฺจะทำการกิยาส (เปรียบเทียบ) จากเหล้าทั้งสิ้น โดยดูผลของสิ่งนั้นๆ ว่าทำให้มึนเมาหรือไม่เหมือนกับที่ท่านนบี(ซ.ล.) บอกได้รับแจ้งถึงเครื่องดื่มในเยเมนชนิดหนึ่งที่ทำมาจากการหมักน้ำผึ้งและนบีก็ตอบว่า...

พ่อข่มขืนลูกในไส้! อิสลามมีทางออก โดย อ.อับดุลลาตีฟ ตำราเรียง

  สังคมสมัยนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่เราดูข่าวผ่านหน้าจอหรือเช็คเฟซบุ๊ก มักจะเจอข่าวสารที่เพื่อนแชร์กันมาแต่ละข่าว น้อยครั้งที่เป็นข่าวน่ายินดี อาทิ ยิงกันตายด้วยเรื่องผิดใจกันนิดเดียว, พี่เลี้ยงทำร้ายเด็กจนตายหรือเป็นเจ้าชายนิทราก็มี, ข่าวเด็กหาย, ฉกชิงวิ่งราว, ขบวนการต้มตุ๋นหลอกหญิงสาวไปขายตัวต่างประเทศ, ทำร้ายหลอกลวงนักท่องเที่ยว, ฆ่าแมวแลกบิตคอยน์ หรือแม้กระทั่งพ่อแท้ๆ ข่มขืนลูกในไส้นานนับหลายปี บางรายมีแม่รู้เห็นเป็นใจไปอีก เห็นแล้วช่างสลดหดหู่ใจเสียจริง เพราะสังคมหรือจิตใจคนที่ต่ำลง!? หรือนี่เป็นอีกสัญญาณหนึ่งของวันกิยามะห์ที่ใกล้เข้ามาทุกที… รายงานวิจัยฉบับนีได้รับเกียรติจาก “อาจารย์อับดุลลาตีฟ ตำราเรียง” โต๊ะครูและวิทยากรบรรยายศาสนา ซึ่งจบการศึกษาจากคณะชารีอะห์และดิรอซาตอิสลามียะห์ มหาวิทยาลัยคูเวต ประเทศคูเวต ได้ชี้แจงถึงการข่มขืนในหลักการอิสลามถือเป็นความผิดอย่างไร? และอิสลามมีบทลงโทษอย่างไรกับคนที่ทำสิ่งชั่วช้าเช่นนี้ เรามาติดตามกันค่ะ อ.อับดุลลาตีฟ กล่าวว่า “การข่มขืนถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงมากในอิสลาม ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำเป็นอย่างมาก อิสลามจึงได้วางกฎเกณฑ์อย่างเคร่งคัดเพื่อกำจัดปัญหานี้ให้ห่างไกลจากผู้ศรัทธา หนึ่งในนั้นคือการกำหนดบทลงโทษ โดยยึดหลักการเดียวกันกับการผิดประเวณีกับผู้ที่ทำการข่มขืน ส่วนผู้ที่ถูกข่มขืนนั้นไม่มีความผิดบาปใดๆ กับตัวเขา ซึ่งบทลงโทษนี้อยู่ในเรื่องอัล-หุดูด ว่าด้วยเรื่องการผิดประเวณี” การกำหนดบทลงโทษ (อัล-หุดูด) คือ...

บ้านนบี (ซ.ล.) بَيْتُ النَّبِي (ตอนที่ 1)

  บ้านนบี (ซ.ล.) بَيْتُ النَّبِي   หมายถึง บ้านอันเป็นที่พำนักของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) และครอบครัวของท่านหรือหมายถึงตัวท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  พร้อมด้วยภริยาและบุตรธิดาของท่าน ซึ่งในแง่นี้จะมุ่งหมายถึงตัวบุคคลที่อาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนั้น มิได้จำกัดความเอาเฉพาะตัวบ้านหรือสถานที่อันเป็นสิ่งปลูกสร้างสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น บ้านนบี เริ่มต้นด้วยการออกเรือนและการครองเรือนของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  กับภริยาของท่าน ต่อมาบุตรธิดาของท่านก็ถือกำเนิดและใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านหลังนั้น บ้านนบีมีอยู่ 2 แห่ง แห่งแรกเป็นบ้านของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ บินตุ คุวัยลิด (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ภริยาท่านแรกของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)  ซึ่งตั้งอยู่ที่นครมักกะฮฺ ส่วนบ้านนบีแห่งที่สองตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของมัสยิดนะบะวียฺ ณ นครมะดีนะฮฺ บ้านนบีหลังแรก ณ นครมักกะฮฺ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.)  มีอายุได้ 25 ปีท่านได้สมรสกับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ บินตุ คุวัยลิด (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ซึ่งมีอายุได้ 40...

“มุฮัมมัด อมีร : นิวซีแลนด์คือโอกาสสร้างความเข้าใจอิสลาม” โดย อิมรอน โสะสัน

  ผมเกิดและเติบโตในเมือง Mubarakpur รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เป็นเมืองที่โลกมุสลิมรู้จักกันดี นักวิชาการมุสลิมมีชื่อหลายคนมาจากเมืองนี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาผมตัดสินใจอพยพย้ายมาอยู่นิวซีแลนด์ ถ้าดูประวัติชีวิตและการศึกษา ผมเองก็จินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่า ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? จำได้ว่า ตอนมาถึงนิวซีแลนด์ใหม่ๆ ผมพูดอังกฤษไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แค่คิดจะออกไปซื้อของร้านค้าผมยังทำไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับผู้คนอย่างไร? ผมพยายามเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เข้าไปเรียนหลักสูตรการเขียน มันช่วยให้ผมเข้าใจวัฒนธรรมและรู้จักผู้คนที่นี่มากขึ้น จากนั้นไม่นาน ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะได้สัมผัสชีวิตในประเทศมุสลิม ผมศึกษาอยู่ที่นั่นห้าปี  ช่วงนั้น ผมเริ่มคิดหนัก ควรจะกลับไปนิวซีแลนด์ หรือจะกลับไปอินเดีย หรือที่อื่นๆ สุดท้ายผมตัดสินใจ เอาละ! เราควรจะอยู่ที่นิวซีแลนด์ต่อไปดีกว่า ที่นี่มีมุสลิมไม่มากนัก ห่างไกลจากโลกมุสลิม มีนักวิชาการมุสลิมไม่กี่คน ที่สำคัญ ผมคงจะช่วยทำอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย ชุมชนมุสลิมในประเทศนิวซีแลนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซีย...

ฮาลาลเพื่ออการท่องเที่ยว ตอนที่ 9 อิสลามกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

  ในความเป็นจริงแล้วอิสลามส่งเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยว เพื่อให้มนุษย์ได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของผู้สร้าง นั้นก็คือเอกองค์อัลลอฮ์ ซ.บ ไม่เพียงเท่านั้นแล้วการท่องเที่ยวไปในโลกใบกว้างยังช่วยลดความตรึงเครียด และนำความสงบสุขมาสู่จิตใจ ร่างกาย และสมองของมนุษย์ นอกเหนือจากนั้นแล้ว ในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งของผู้ศรัทธาจะต้องนำมาซึ่งความดี กล่าวคือเรียนรู้จากสิ่งที่ได้พบเห็น ศึกษาเรื่องราวในอดีต คำสอน คำเตือน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ออกไปดูว่าสถานที่แห่งนี้ในอดีตที่ผ่านมานั้นเกิดอะไรขึ้น ผู้ที่ฝ่าฝืนต้องได้รับบทเรียนอย่างไร และบรรดาผู้ที่ศรัทธามั่นเขาได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทน จากสิ่งดังกล่าวนั้นพระองค์ทรงตรัสเอาไว้ว่า فَلَمْ يَسِيرُوا فِي الْأَرْضِ فَتَكُونَ لَهُمْ قُلُوبٌ يَعْقِلُونَ بِهَا  أَوْ آذَانٌ يَسْمَعُونَ بِهَا فَإِنَّهَا لَا تَعْمَى الْأَبْصَارُ وَلَٰكِن تَعْمَى الْقُلُوبُ الَّتِي فِي الصُّدُورِ อัล-หัจญ์...

เมื่อวิทยาศาสตร์มีบทบาทสนับสนุนศาสนา โดย อ.บรรจง บินกาซัน

  ความขัดแย้งกันระหว่างสถาบันนักบวชรุ่นเก่ากับนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในยุคกลางได้ก่อให้เกิดการแยกตัวของคริสตจักรและส่งผลให้เกิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่เป็นฐานรากของความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการในปัจจุบัน ความขัดแย้งในคริสตจักรเกิดขึ้นเพราะนักบวชรุ่นเก่ามีความเชื่อในสิ่งที่ไม่มีอยู่ในคัมภีร์ศาสนาซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเห็นว่าเป็นสิ่งที่ขัดกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เนื่องจากสถาบันนักบวชในเวลานั้นมีอำนาจ นักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงถูกลงโทษด้วยศาลศาสนาซึ่งทำให้บาทหลวงบางคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่พอใจและประกาศแยกตัวออกจากคริสตจักรไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของพระสันตะปาปาแห่งคริสตจักรอีกต่อไป นับแต่นั้นมา กลุ่มชาติตะวันตกที่ฉีกตัวออกจากคริสตจักรได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มากมายหลายอย่างจนทำให้เกิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการขึ้นมา     ความอยากรู้ในสรรพสิ่งและการค้นพบความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ตอบโจทย์ความอยากรู้ทำให้โลกมีความเจริญทางวัตถุจนคนยุคใหม่มีความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ไม่ต่างอะไรไปจากความเชื่อในศาสนาของคนยุคเก่า และนับถือนักวิทยาศาสตร์เหมือนศาสดา แต่ขณะเดียวกัน ความอยากรู้และการค้นพบบางอย่างก็ขัดกับความเชื่อทางศาสนาของคนยุคเก่า หนึ่งในนั้นคือเรื่องต้นกำเนิดของมนุษย์ เมื่อประมาณสองร้อยปีที่แล้ว ชาร์ลส ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะคนหนึ่งของโลกต้องการจะศึกษาค้นคว้าหาที่มาของมนุษย์ซึ่งในคัมภีร์ศาสนาคริสต์กล่าวไว้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้าง แต่อาจเป็นเพราะเขาไม่เชื่อในพระเจ้าหรือคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้น ที่มาของมนุษย์ต้องอยู่ในโลกนี้ เขาเดินทางไกลและใช้เวลายาวนานในการค้นหาที่มาของมนุษย์ ในที่สุด เขาได้กลับมาเขียนหนังสือเรื่อง The Origin of Man (ต้นกำเนิดของมนุษย์) โดยอธิบายว่ามนุษย์เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเซลล์ที่มีชีวิตและค่อยๆวิวัฒนาการไปตามกาลเวลานับหลายล้านปีจนกระทั่งกลายมาเป็นลิงและเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบในปัจจุบัน ทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาถูกนำไปสอนในสถาบันการศึกษาทุกระดับทั่วโลกและมีผู้ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกสนับสนุนทฤษฎีของเขาหลายร้อยฉบับ อีกทั้งมีความพยายามหาวัตถุหลักฐานมายืนยันทฤษฏีของเขา หนึ่งในนั้นคือ การค้นพบโครงกระดูกมนุษย์พิลท์ดาวน์ที่ประเทศอังกฤษ แต่ต่อมาได้ถูกเปิดโปงว่าเป็นหลักฐานเท็จ ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วินจึงสั่นคลอนมาตั้งแต่นั้น อย่างไรก็ตาม บางคนก็ยังเชื่อในทฤษฎีของเขา     เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้นจนถึงขั้นมีการค้นพบดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมที่ไม่เหมือนกันในตัวของมนุษย์แต่ละคน ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ดีเอ็นเอของมนุษย์จะเหมือนกับของลิง การค้นพบความจริงด้วยเทคโนโลยีชีวภาพนี้เองที่ทำให้ทฤษฎีของชาร์ลส ดาร์วินที่ครั้งหนึ่งเคยท้าทายความเชื่อทางศาสนาหมดความน่าเชื่อถือ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์อีกอย่างหนึ่งที่ท้าทายทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาก็คือการค้นพบว่าครั้งหนึ่งโลกเคยเป็นกลุ่มก๊าซที่ถูกควบแน่นจนเป็นของเหลวร้อนที่มีอุณหภูมิหลายพันองศา หลังจากนั้นจึงค่อยๆเย็นตัวลงจนกลายเป็นแผ่นเปลือกโลกที่ลอยอยู่บนหินละลายในขณะนี้ การค้นพบดังกล่าวทำให้ได้ข้อสรุปว่าด้วยอุณหภูมิร้อนขนาดหินละลายเช่นนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตใดๆก่อตัวขึ้นเป็นสารตั้งต้นสิ่งมีชีวิตและวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ แต่กว่าจะรู้ความจริงผ่านทางวิทยาศาสตร์ โลกก็เสียหายไปมากมายจากการที่มีคนนำทฤษฎีวิวิวัฒนาการของเขาที่ว่า “ผู้แข็งแรงกว่าเท่านั้นที่อยู่รอด” ไปสนับสนุนการรุกรานชาติต่างๆและการทำธุรกิจแบบปลาเล็กกินปลาใหญ่จนมนุษย์ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนกันทั่วโลกในขณะนี้   ขอขอบคุณ...

หัซซาน บิน ษาบิต กวีคู่กายท่านร่อซู้ล (ซ.ล.)

  ในขณะที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ประกาศศาสนาอยู่นั้น ท่านศาสดาต้องต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายที่กระทำต่อท่านศาสดาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลอบทำร้ายร่างกายท่านศาสดา หรือการกล่าวเสียดสี ด่าทอที่ท่านร่ออซู้ล (ซ.ล.) มักจะประสบอยู่เป็นประจำ ซึ่งบรรดาศ่อฮาบะฮ์ผู้ที่มีความรักต่อท่านร่อซู้ลก็มักจะออกมาปกป้องท่านร่อซู้ลในรูปแบบต่างๆมากมาย มีศ่อฮาบะฮ์ท่านหนึ่งได้ลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีและเกรียติยศของท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ด้วยการประพันธ์บทกวีสรรเสริญท่านร่อซู้ล และตอบโต้บทกวีที่กล่าวเสียดสีท่านร่อซู้ลอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด และบทกวีของเขาก็เต็มไปด้วยศิลปะแห่งการประพันธ์บทกวีอย่างแท้จริง บุคคลผู้นี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจากกวีเอกผู้ได้รับฉายานามว่า กวีคู่กายของท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) (شاعر الرسول) หัซซาน บิน ษาบิต หัซซาน บิน ษาบิต มีชื่อเต็มว่า อะบุ้ลวะลีด หัซซาน บิน ษาบิต บิน อัลมุนซิร สืบเชื้อสายมาจากอาหรับเผ่าคอซรอ๊จ และเป็นชาวอันศอร ซึ่งต้นตระกูลของเขาอพยพมาจากยะมัน (เยเมน) มาตั้งรกรากในนครมะดีนะฮ์ร่วมกับอาหรับเผ่าเอาซฺ หัซซาน บิน...

เผยให้รู้ การอ่านกุรอานด้วยการท่องจำหรือการดูกุรอานด้วยอย่างใดประเสริฐกว่า?

  มีอาษารจากบางส่วนของชนสลัฟว่ามีการส่งเสริมให้อ่านกุรอานด้วยการดูกุรอานด้วย ถึงแม้จะท่องจำแล้วก็ตาม ซึ่งได้มีรายงานที่อิบนุอะบีชัยบะฮ์ด้วยสายสืบจากอิบนิมัสอู๊ดกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงมองกุรอานให้เป็นประจำ และส่วนใหญ่จากอะฮ์ลุ้ลอิลม์ให้ความประเสริฐในการอ่านกุรอานด้วยการมองดูกว่าการอ่านโดยท่องจำ ดังท่านอิหม่ามนะวาวีย์กล่าวใว้ในชัรหุ้ลมุฮัษษับว่า เพราะการอ่านแบบดูกุรอานด้วยนั้นมันได้รวมถึงสองอิบาดะฮ์ คือ อ่านและมอง แต่นักวิชาการก็ยังอธิบายอีกว่า หากอ่านกุรอานด้วยการอ่านพร้อมดูกุรอานไปด้วยทำให้เกิดความสงบนิ่ง (คุชัวะอฺ) และใจอยู่กับกุรอาน ดังนั้นการอ่านพร้อมดูย่อมประเสริฐยิ่ง หากอ่านโดยท่องจำโดยไม่มองดูกุรอานแล้วมันเกิดความ (คุชัวะอฺ) สงบพร้อมใคร่ครวญอย่างนี้ก็ย่อมประเสริฐยิ่งในส่วนตัวเขา ตรงประเด็นนี้ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ามีกุรอานกันทุกบ้านจะมีสักกี่คนที่อ่านหรือดูกุรอาน ...วัลลอฮุ่อะอฺลัม   ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง

แจงชัด! มีคำสอนจากศาสนาหรือไม่ว่า “ยามโพ้เพ้ห้ามนำเด็กๆ ออกตระเวน”?

  เวลาที่ไม่ควรนำเด็กๆ ออกตระเวนคือ ขณะดวงอาทิตย์ใกล้จะตกหรือขณะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพราะมีหะดิษศอเฮี๊ยะห์มากมายที่ชี้แจงว่า เป็นเวลาที่บรรดาชัยฏอนกระจัดกระจายหาที่พักพิง จึงมีรายงานจากท่านนบีในบุคอรีย์ มุสลิม และอีกหลายท่าน ได้ห้ามนำเด็กหรือบรรดาสัตวเลี้ยงต่างๆ ออกตระเวนในช่วงเวลานี้ ในยุคโบราณเราจะถูกพ่อแม่และบรรดาผู้ใหญ่ห้ามเด็กๆ และคนโตๆ ออกตระเวนในช่วงเวลาโพ้เพ้ นั้นแสดงว่าพ่อแม่และผู้หลักผู้ใหญ่ในยุคก่อนๆ เขาได้เรียนรู้กันมาแล้ว ...วัลลอฮุ่อะอฺลัม   ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

อ.เมือง จ.นราธิวาส จัดกิจกรรม “Big Cleaning Day” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงร.10 และเป็นการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก

อำเภอเมืองนราธิวาส จัดกิจกรรม "Big Cleaning Day" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นการควบคุมเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกและโรคต่างๆ ที่พบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส วันนี้ 18 ส.ค. 60 เวลา 09.00 น. ที่บริเวณลานหน้ามัสยิดดารุสลาม หมู่ที่ 10 บ้านทุเรียนนก ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส...