27 C
Bangkok
วันอังคาร, กรกฎาคม 17, 2018
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

ไขข้อสงสัย หากเราสัมผัสคนต่างศาสนิกเพศเดียวกัน หรือสัมผัสคนต่างศาสนิกต่างเพศโดยไม่ได้เจตนา เราต้องล้างน้ำเปล่าหรือไม่?

  ร่างกายของคนต่างศาสนิกทุกคนเราสามารถสัมผัสเขาได้ไม่ว่าเขามีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม หากเป็นเพศเดียวกัน หรือต่างเพศที่เราไม่มีเจตนาสัมผัสเขา แต่ถ้ามีเจตนาสัมผัสเขาถือว่า หะรอม (ต้องห้ามตามนัยยะของศาสนาอยู่แล้ว) สาเหตุที่ไม่เป็นไรก็เพราะ ร่างกายของคนต่างศาสนิกไม่ใช่นะญิส (กล่าวคือ ร่างกายของเขาสะอาด) นั่นเอง ทว่าที่ว่า เป็นนะญิส คือ นะญิสทางด้านความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) เท่านั้น เพราะเขากราบไหว้เจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า إِنَّمَا الْمُشْرِكُونَ نَجَسٌ "แท้จริงบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี (มุชริก) นั้น ถือเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด (ทางด้านอะกีดะฮฺ,ความเชื่อ)" (สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ : 68) ฉะนั้น เมื่อเป็นนะญิสทางด้านความเชื่อก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการเป็นนะญิสทางด้านร่างกายเลยแม้แต่น้อย อนึ่ง ข้อชี้ขาดนี้ (หุก่ม) นี้ นัยยะหมายรวมถึงมุสลิมด้วยกันเอง ร่างกายของเขาก็ไม่เป็นนะญิส (สกปรก)...

อย่าทำลายอีหม่านด้วยการเชื่อการทำนาย โดย อ.อาลี กองเป็ง

  ท่านพี่น้องร่วมศรัทธาที่รักอัลลอฮฺทรงกล่าวว่า ความว่า อัลลอฮฺผู้ทรงรู้สิ่งเร้นลับ ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงเปิดเผยสิ่งเร้นลับของพระองค์แก่ผู้ใดนอกจากผู้ที่พระองค์ทรงยินดีจากร่อซู้ล เป็นการชี้ชัดให้มุมินเข้าใจว่า จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ของล่วงหน้าและของเร้นลับ นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงคัดเลือกเพื่อทำหน้าที่เผยแผ่ศาสน์ของพระองค์เพื่อเป็นสิ่งปาฏิหาริย์แก่พวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ท่านอิบนุลเญาซีย์ กล่าวว่า ในนี้เป็นหลักฐานชี้บอกถึงผู้ใดอ้างว่าดาวฤกษ์หรือบรรดาดวงดาวบ่งชี้ถึงของเร้นลับเขาคือผู้ปฏิเสธศรัทธา และท่านร่อซู้ลกล่าวว่า ใครก็ตามที่ไปหาหมอดูหรือผู้ทำนายทายทัก ดังนั้นเขาก็เชื่อผู้เป็นหมอดูตามที่หมอดูทำนาย ความจริงผู้นั้นได้ปฏิเสธต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่นบีมูฮัมหมัด (อัลกุรอาน) จากท่านหญิงซ่อฟียะฮ์บินติอะบีอุบัยด์ แจงว่า ท่านร่อซู้ลกล่าวว่า ผู้ใดไปหาหมอดูและเขาเชื่อหมอดูที่ทำนาย การละหมาดของเขาไม่ถูกรับถึงสี่สิบวัน     ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า ประชาชนได้ถามท่านร่อซูลเกี่ยวกับเรื่องของบรรดาโหรที่ทำนายทายทัก ท่านร่อซู้ลตอบว่า ไม่มีอะไรตามที่เขากล่าว ประชาชนจึงกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซู้ล สิ่งที่พวกโหรทำนายมันเป็นจริงตามคำทำนายมิใช่หรือ  ท่านร่อซู้ลจึงกล่าวตอบว่า ความว่า นั้นคือคำกล่าวที่จริงซึ่งชาวญินได้จดจำไว้และมันก็ได้สาธยายกระซิบเข้าหูของผู้เลี้ยงดูมัน ดังนั้นหนึ่งความจริงถูกปะปนถึงหนึ่งร้อยความเป็นเท็จ และท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวอีกว่า ฉันได้ยินจากท่านร่อซู้ลกล่าวใจความว่า แท้จริงเหล่าชัยฏอนแอบขโมยฟังจากเหล่ามะลาอิกะฮ์ถึงการงานที่ถูกกำหนดแล้วในท้องฟ้าและพวกมันก็นำมาสาธยายแก่หมอดูหรือโหราศาสตร์ พวกมันจะโกหกและมุสาแต่งเติมถึงร้อยเรื่องด้วยตัวพวกมันเอง     พี่น้องร่วมศรัทธาโปรดเข้าใจร่วมกันว่าชีวิตของผู้ศรัทธาคือการมอบหมายต่อพระผู้เป็นเจ้าคืออัลลอฮฺองค์เดียว คราใดที่มีความสุขเราขอบคุณต่ออัลอัลลอฮฺ และคราใดมีความทุกข์เราพึ่งพระองค์ พระองค์ตรัสว่า อัลอัลลอฮฺคือผู้ที่บ่าวต้องพึ่งพาเสมอ ผู้ศรัทธาที่แท้จริงจะไม่พึ่งพาอาศัยหมอดูเพื่อการขจัดทุกข์ยิ่งกว่านั้นมันย่อมเพิ่มทุกข์แก่เขาและทำลายล้างความเป็นผู้ศรัทธาของเขา โปรดอย่าลืมว่าขณะที่เรากลับไปสู่อัลลอฮฺด้วยกับอีหม่านของเรา เราจะภูมิใจว่าเรากลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์อย่างแท้จริงมิใช่กลับไปสู่ความโกรธกริ้วของพระองค์ และเมื่อเราไปอยู่ในอาหลั่มบัรซัค คือด่านแรกของอาคิเราะฮ์หรือเป็นโลกขั้นกลางระหว่างโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์เราจะถูกสอบถาบจากมะลาอิกะฮ์สองท่านนามว่า มุนกัร และ นะกีร ถึงความศรัทธาของเรา และในขณะนั้นคนที่เป็นมุมินจะตอบคำถามต่อสองมะลาอิกะฮ์ด้วยภาษาอีหม่าน อัลอัลลอฮฺทรงกล่าวว่า...

รู้หรือไม่ มลาอิกะฮฺ จะกล่าว “อามีน” ให้กับผู้ที่ดุอาอฺให้กับพี่น้องในเชิงลับ

  วิงวอนขอดุอาอฺให้แก่พี่น้องมุสลิมในเชิงลับ مَنْ دَعَا لأَخِيْهِ بِظَهْرِ الغَيْبِ . قَالَ المَلَكُ المُوَكَّلُ بِهِ: آمِيْنَ وَلَكَ بِمِثْلِهِ . صحيح الجامع الصغير وزياداته “ผู้ใดวิงวอนขอดุอาอฺให้แก่พี่น้อง (พี่น้องแท้ๆ หรือพี่น้องมุสลิมทั่วไป) ของเขาในเชิงลับ (โดยที่คนนั้นไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่เห็น) มลาอิกะฮฺ ที่ถูกมอบหมายให้แก่ผู้ที่ขอดุอาอฺคนนี้จะกล่าว อามีน และขอให้ท่านได้เหมือนกับที่ท่านได้ขอให้แก่พี่น้องของท่าน” เราทุกคนมีมลาอิกะฮฺหลายฝ่ายที่จะดูแล มีมลาอิกะฮฺฝ่ายบันทึกความดี มลาอิกะฮฺฝ่ายบันทึกความชั่ว มลาอิกะฮฺรักษาความปลอดภัยและมลาอิกะฮฺที่จะติดตามการขอดุอาอฺโดยเฉพาะการขอดุอาอฺในเชิงลับให้แก่พี่น้องเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ ถึงแม้คนที่เราขอดุอาอฺให้นั้นเสมือนเป็นศัตรู เป็นคนที่เราเกลียดชังมาก แต่หากเราขอดุอาอฺให้เขา นั่นแสดงถึงความบริสุทธิ์ของเรา ฉะนั้น เราเกลียดใคร ไม่พอใจใคร ก็ขอให้มีส่วนหนึ่งดีๆ ขอดุอาอฺให้เขา...

เกี่ยงกันเป็นอิหม่าม โดย อ.อาลี กองเป็ง

  ส่วนหนึ่งจากสัญญานหรือเครื่องหมาย ซึ่งใกล้แล้วแห่งวันกิยามัต คือปรากฏการแห่งความโง่เขลา แล้วมันจะขยายวงกว้างระหว่างผู้คน จนกระทั้งหาคนเป็นอิหม่ามนำละหมาดไม่ค่อยได้ และแล้วต่างคนก็เกี่ยงกันเป็นอิหม่าม อันเนื่องจากไร้ซึ่งความรู้ในบัญญัติแห่งอิสลาม และขาดความเห็นพร้องต้องกันในเรื่องของการอ่าน. จากท่านหญิงสะลามะฮ์บินติฮัร ท่านร่อซู้ลกล่าวว่า ส่วนหนึ่งจากสัญญานวันกิยามัต ผู้คนต่างเกี่ยงกันเป็นเป็นอิหม่าม แล้วเขาทั้งหลายหาคนเป็นอิหม่ามนำละหมาดไม่พบ บันทึกโดยท่านอะบูดาวูด จากท่านอับดุลลอฮ์บินอัมร์ กล่าวว่า จะเกิดขึ้นในยุคหนึ่งซึ่งผู้คนจักรวมตัวกันละหมาดในมัสยิดแต่หาคนเป็นอิหม่ามไม่ได้ บันทึกโดยท่านฮาเก่ม คิดว่าในยุคนี้อาจคงยังไม่พบเรื่องดังกล่าว อันเนื่องจากการเรียนรู้ยังคงมีการสืบสานและแสวงหากันต่อเนื่อง และผู้มีความรู้ยังคงสืบทอดในความรู้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ก็คงยังไม่เกิดขึ้นนะครับ เพราะส่วนใหญ่มัสยิดแต่ละแห่งมีคนแย่งกันเป็นอิหม่าม..เฮ้อ ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง  

ไขข้อสงสัย เราจะสามารถถือศีลอดวันใดได้อีก เมื่อ “รอมฏอน” จากเราไป

  การถือศีลอดหรือ "ศิยาม" ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับที่ใช้เรียกการประกอบศาสนกิจประเภทหนึ่งของชาวมุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถือศีลอดในเดือนรอมฏอนนั้นชาวมุสลิมทั่วโลกไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในทวีปใดในโลกใบนี้ล้วนแล้วจะต้องประกอบศาสนกิจชนิดนี้โดยพร้อมเพียงกันโดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ สีผิว คนรวยหรือคนยากจน นั่นก็หมายความว่าการถือศีลอดนอกจากจะถูกนับว่าเป็นศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติแล้ว การถือศีลอดยังได้ฉายภาพของความเป็นเอกภาพของประชาชาติอิสลามอย่างปฏิเสธไม่ได้ และนอกเหนือไปจากการถือศีลอดในเดือนรอมฏอนแล้วพี่น้องมุสลิมทั่วโลกยังสามารถถือศีลอดในวันสำคัญต่างๆได้ตลอดทั้งปีตามแบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ที่ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างเอาไว้ พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้เตรียมประตูทางเข้าสวรรค์ไว้ประตูหนึ่งสำหรับกลุ่มชนผู้ศรัทธาที่แสดงออกถึงความอดทนอดกลั้นต่อการปฏิบัติอามั้ลอิบาดะฮ์ชนิดนี้ โดยมีรายงานจากท่านซะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า عن سهل رضي الله عنه، عن النبي صلى الله عليه وسلم قال: " إِنَّ فِي الْجَنَّةِ بَاباً يُقَالُ لَهُ الرَّيَّانُ ،...

ใครที่จะได้เข้าสรวงสวรรค์ทางประตู ” อัรรอยยาน “

  พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงให้เกรียติบรรดาผู้ที่มีศรัทธาและยำเกรงต่อพระองค์ด้วยหัวใจอันบริสุทธ์อย่างแท้จริงโดยการประทานรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนปารถนานั่นก็คือ " สรวงสวรรค์ " หรือในภาษาอาหรับที่เรียกว่า " اَلْجَنَّةُ "ซึ่งคำๆนี้ถูกกล่าวในคัมภีร์อัลกุรอานมากถึง 139 ครั้ง ทั้งในรูปเอกพจน์ ทวิพจน์และพหูพจน์ สรวงสวรรค์เป็นที่พำนักที่บรรดาผู้มีศรัทธาทั้งหลายจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นตราบเท่านิจนิรันดร์อย่างมีความสุข ตื่นตาตื่นใจและสะดวกสบาย ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานนั้นพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงบรรยายคุณลักษณะของสรวงสวรรค์เอาไว้อย่างน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น อายะฮ์ที่ 15 ของซูเราะฮ์มูฮัมหมัด قال الله تعالى : ﴿ مَّثَلُ الْجَنَّةِ الَّتِي وُعِدَ الْمُتَّقُونَ ۖ فِيهَا أَنْهَارٌ مِّن مَّاءٍ غَيْرِ آسِنٍ...

คุยเฟื่องเรื่องพหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม (ตอนที่ 5)

  การแผ่ขยายอาณาเขตของรัฐอิสลามกับการขยายตัวของสังคมพหุวัฒนธรรม รัฐอิสลามช่วงสมัยการปกครองของวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺ (ฮ.ศ.40-132/ค.ศ.661-750) แห่งนครดามัสกัส ซีเรีย และวงศ์อัล-อุมาวียะฮฺแห่งนครโคโดบาฮฺ (กุรฺฏุบะฮฺ) ในอัล-อันดะลุส (เอ็นดะลูเซีย-สเปน) (ฮ.ศ.138-422/ค.ศ.756-1031) พลเมืองในรัฐอิสลามที่กินอาณาเขตนับจากเขตแดนทางทิศตะวันตกของประเทศจีน (แคว้นซินเกียง-ตุรกีสถานตะวันออก) และแคว้นสินธุของอินเดียจรดมหาสมุทรแอตแลนติกด้านแอฟริกาเหนือ (มอรอคโค) และคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน-โปรตุเกส) ทางทิศตะวันตกฉียงใต้ของทวีปยุโรป เป็นพลเมืองที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมทั้งในด้านชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีการดำเนินชีวิต ถึงแม้ว่าพลเมืองส่วนใหญ่ในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของรัฐอิสลามจะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามแล้วภายหลังการพิชิตดินแดนของชาวมุสลิม แต่พลเมืองอีกเป็นจำนวนมากยังคงดำรงอัตลักษณ์และสืบสานวัฒนธรรมเดิมของตนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมอาหรับโดยเสรีและอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอย่างปกติสุข ชาวยิวในนครดามัสกัสซีเรียและนครคอร์โดบาฮฺ (สเปน) ได้ตั้งชุมชนอยู่ท่ามกลางชุมชนของชาวมุสลิม สถานภาพของชาวยิวในรัฐอิสลามได้รับการคุ้มครองจากชาวมุสลิมในฐานะกลุ่มชนแห่งคัมภีร์ (อะฮฺลุลกิตาบ) และกลุ่มชนแห่งพันธสัญญา (อะฮฺลุซซิมมะฮฺ) ต่างจากชาวยิวที่ถูกกดขี่ในดินแดนของยุโรป     ในขณะเดียวกันชาวคริสต์ต่างนิกายในรัฐอิสลามก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอาหรับได้อย่างเสรีและเป็นปกติสุข ต่างจากกรณีของจักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์ที่เคยกดขี่ชาวคริสต์ต่างนิกายในอียิปต์และสเปน ชาวคริสต์ในสเปนภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมที่เรียกกันว่า “ชาวโมซาราเบสค์” ได้รับเอาวัฒนธรรมของชาวอาหรับมุสลิมทั้งในด้านการแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม อาหารการกินและหลงใหลในวัฒนธรรมแบบชาวอาหรับซึ่งถูกเรียกขานในสเปนว่า “พวกมัวร์” ทั้งๆที่พวกเขายังคงถือศาสนาคริสต์ ในแคว้นฟาริส...

Halal Tourism ฮาลาล เพื่อการท่องเที่ยว ตอนที่ 2

  เมื่อตอนที่แล้วได้เล่าให้ฟังไปแล้วเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของ ฮาลาลเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งนับวันยิ่งเติบโตขึ้นตามยุคสมัย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในยุค 4.0 นักท่องเที่ยวไม่นิยมซื้อทัวร์แต่นิยมที่จะเดินทางมาด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วในฐานะผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยววิถีฮาลาล ฮาลาลเพื่อการท่องเที่ยวตอนที่ 2 จะพาทุกท่านไปรู้จักแนวทางปฏิบัติการจัดที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม ซึ่งในปัจจุบันนั้นการท่องเที่ยววิถีมุสลิมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และนับวันจำนวนของนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการการให้บริการในรูปแบบฮาลาลยิ่งมากขึ้นทบทวี โดยเฉพาะความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อนำมาตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นต้น     แนวทางการปฏิบัติการจัดที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม ห้องพัก ห้องพักมีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมีพื้นที่เพียงพอต่อการปฏิบัติศาสนกิจ มีสัญลักษณ์บอกทิศกิบลัต จัดเตรียมผ้าปูละหมาด ชุดละหมาดชายและหญิง มีตารางบอกเวลาละหมาดติดไว้ในห้อง ในห้องน้ำมีสายฉีดชำระ ในห้องน้ำมีเกาะเล็กๆและเก้าอี้สำหรับทำการอาบน้ำละหมาด ในตู้เย็นปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่วีปราศจากช่องลามกอนาจาร จัดเตรียมคัมภีร์ อัล กรุอาน ฉบับแปลไว้ในห้องพัก แนวทางการปฏิบัติการเพื่อรองรับการท่องเที่ยววิถีฮาลาล พนักงานให้การต้อนรับแต่งกายถูกต้องตามหลักการอิสลามอย่างน้อยควรมี 1 คน กล่าวคำทักทาย ด้วยกับสลาม และควรพูดภาษาอาหรับและมาลายูได้ มีร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์และสินค้าฮาลาลในโรงแรม ไม่จำหน่ายสินค้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมาทุกชนิด พนักงานในโรงแรมสามารถแนะนำศาสนสถาน...

นี่แหละดุนยา โดย อ.อาลี กองเป็ง

  ท่านพี่น้องร่วมศรัทธาที่รัก ท่านวะฮับบินมุนับบะฮ์ ได้กล่าวรายงานว่าท่านนบีอีซา อะลัยหิสลาม ได้ออกเดินทางท่องแดนไกลในพื้นโลก มีเพื่อนร่วมทางเป็นยะฮูดีย์หนึ่งคน ซึ่งเป็นชายชาวยะฮูดีย์ มีเสบียงเป็นขนมปังสองชิ้น ส่วนท่านนบีอีซา มีเพียงชิ้นเดียว ท่านนบีอีซาจึงเอ่ยปากว่า นำอาหารของท่านมารวมกับอาหารของฉันเอาไหม? ยะฮูดีย์ ตอบว่าได้สิครับ ต่อมาจากนั้นยะฮูดีย์ได้ทราบว่า ท่านนบีอีซามีขนมปังเพียงชิ้นเดียว เขาเกิดความเสียใจในการตัดสินใจและกล่าวว่าเราคิดผิดพลาดไปแล้ว ในขณะนั้นท่านนบีอีซาได้ยืนขึ้นไปสู่การละหมาด ชายยะฮูดีย์ จึงใช้เวลาดังกล่าวแอบกินขนมปังไปหนึ่งชิ้น เมื่อท่านนบีอีซาละหมาดเสร็จทั้งสองจึงร่วมรับประทานอาหารของทั้งสอง ท่านนบีอีซาจึงเอ่ยขึ้นว่าขนมปังอีกชิ้นหนึ่งหายไปไหนเล่า? ยะฮูดีย์ตอบว่า ไม่มีใครเอาไปหรอก มันมีแค่นั้นแหละ นบีอีซาจึงกินหนึ่งชิ้นและชายชาวยะฮูดีย์ก็กินอีกหนึ่งชิ้น แล้วทั้งสองเริ่มเดินทางต่อ     จนที่สุดทั้งสองก็ได้พบเจอกับต้นไม้ที่มีร่มเงา ท่านนบีอีซากล่าวว่าเราควรพักแรมใต้ต้นไม้นี้จนถึงรุ่งสาง ชายชาวยะฮูดีย์ตอบตกลง พอรุ่งสางทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ ในขณะนั้นเองทั้งสองได้พบกับชายตาบอด นบีอีซาจึงกล่าวแก่ชายตาบอดว่า ฉันจะรักษาเจ้าจนกระทั้งอัลลอฮฺจะประทานสายตาที่แลเห็นแก่เจ้า แล้วเจ้าจะขอบคุณพระองค์หรือไม่ !? ชายตาบอดตอบตกลง ท่านนบีอีซาได้ลูบไปที่ตา และขอดุอาอ์ให้แก่ชายตาบอดจึงได้ทำให้ชายตาบอดแลเห็นได้ ท่านนบีอีซาจึงหันมาถามชายยะฮูดีย์ว่า ด้วยนามของอัลลอฮฺที่ได้ทำให้ชายตาบอดแลเห็นได้ ท่านไม่ได้เก็บก่อนขนมปังไว้อีกก้อนหนึ่งหรือ ชายชาวยฮูดีย์ กล่าว่า...

เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) และคำสั่งเสียของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวุสัลลัม) รวมถึงเหตุการณ์วันสมรภูมิอูฐ (ตอนที่2)

  ผู้คนที่ร่วมกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮท่านหญิงได้ใช้ให้อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซุบัยรฺ บุตรชายน้องสาวของท่านหญิงเป็นอิมามนำผู้คนละหมาด และมัรวาน อิบนุ อัล-หะกัมเป็นผู้อะซานบอกเวลาละหมาด 5 เวลา ในเวลาค่ำคืนพวกเขาได้เดินทางผ่านสถานที่แห่งหนึ่งเรียกกันว่า อัล-เหาอับ ฝูงสุนัขก็เห่าหอน ณ ที่แห่งนั้น เมื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ได้ยิ่นสิ่งนั้นพระนางจึงกล่าวว่า “สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าอะไร?” พวกเขาจึงกล่าวว่า “อัล-เหาอับ! พระนางจึงตีมือข้างหนึ่งลงบนอีกข้างหนึ่ง และกล่าวว่า “แท้จริงเราเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราย่อมคืนกลับไปยังพระองค์ ฉันไม่คิดว่าตัวฉันจะกระทำสิ่งใดนอกจากการหวนกลับ!” พวกเขาจึงกล่าวว่า “เพราะอะไร” ท่านหญิงกล่าวว่า “ฉันเคยได้ยินท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวกับบรรดาภรรยาของท่านว่า “ฉันรู้นะว่าคนไหนของพวกเธอที่ฝูงสุนัขของอัล-เหาอับจะเห่าหอนใส่เธอผู้นั้น”” อัล-หะดิษบทนี้เป็นสัจจะพยากรณ์ที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้บอกล่วงหน้าเอาไว้ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ตามท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ยังคงร่วมเดินทางต่อไปกับผู้คนที่เข้าร่วมสมทบสู่นครอัล-บัศเราะฮฺ...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

กลุ่มมุสลิมในแคนาดากังวลเกี่ยวกับ “การชุมนุมความเกลียดชังหน้ามัสยิดโตรอนโต”

กลุ่มอิสลามแห่งชาติแสดงในแคนาดาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประท้วงต่อต้านมุสลิมเมื่อวันศุกร์(17ก.พ.) ด้านหน้ามัสยิดโตรอนโต สภาแห่งชาติมุสลิมของแคนาดา กล่าวว่า การประท้วงของผู้ประท้วงประมาณเกือบ 20 คน แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่ชัดเจนในการข่มขู่ชุมชนมุสลิม ภาพบนสื่อมีผู้ประท้วงถือป้ายกับคำขวัญต่อต้านมุสลิมที่กำลังจะเดินเข้าในมัสยิด ผู้อำนวยการบริหารสภาแห่งชาติบอกว่า “เป็นความสะเทือนใจ” ที่การประท้วงเกิดขึ้นหลังจากเหตุคนร้ายหนึ่งคนได้ก่อเหตุกราดยิงในมัสยิดควิเบกทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย อิชซาน การ์ดี บอกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ชาวแคนาดาเผชิญหน้ากับความเกลียดชังในชุมชนของตน การประท้วงกลายเป็นประเด็นในรัฐสภาในการประณามอิสลามโฟเบีย ชนชาติ การอภิปรายได้จุดประกายทางด้านชนชั้นและความเสียหายทางเพศ ปัญหายังดึงดูดความสนใจจาก พรีเมียร์ แคธลีน วายน์ “มีสถานที่สำหรับอิสลามโฟเบียในออนตาริโอ ขอบคุณสำหรับผู้ยืนอยู่กับชุมชนอิสลามกับความเกลียดชัง” วายน์ทวีตข้อความ A national Islamic group is...