30 C
Bangkok
วันพฤหัส, เมษายน 26, 2018
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

“ผู้ชายมุสลิมที่ดี” ตามคำสอนหลักแห่งศาสนาอิสลาม

  เชื่อว่าเป็นความฝันของสาวๆ มุสลิมะห์หลายคนที่อยากได้ผู้ชายดีๆ ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตที่จะแก่เฒ่าไปด้วยกัน แต่ใครจะรู้หละว่าหนุ่มๆ ที่ได้พบเจอแต่ละคนนั้นเป็นแบบไหน วันนี้เราเลยยกข้อ “ผู้ชายมุสลิมที่ดี” มาให้อ่านกัน หากหนุ่มข้างกายมีนิสัยอย่างน้อยสัก 6 ข้อในนี้ก็ถือว่าดีเยี่ยมแล้วหละ เป็นสามีผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์ มีอีมานที่มั่นคง อะกีดะฮ์ที่ใสสะอาดและทำอิบาดะฮ์ที่ถูกต้องตามซุนนะฮ์ท่านเราะซูล รักอัลลอฮ์และเราะซูลเหนือสิ่งอื่นใด คอยเป็นกัปตันของครอบครัวที่มีความสุขุม รอบคอบ ช่วยนำนาวาชีวิตเข้าสู่ชายฝั่งอย่างปลอดภัยทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ มีความอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ เข้มแข็ง แต่ไม่แข็งกร้าว และก้าวร้าว มุ่งมั่น แต่ไม่มุทะลุบุ่มบ่าม เป็นชายชาตรีผู้ประเสริฐ เป็นสามีที่น่ารัก เป็นคุณพ่อที่มีความรับผิดชอบ สร้างความอบอุ่นแก่สมาชิกในครอบครัว เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนครอบครัว รักและดูแลลูกๆ มากกว่านกกรงหัวจุก เวียนวนในมัสยิดมากกว่าเพ้อฝันในร้านน้ำชา มีจิตสาธารณะและเป็นที่พึ่งของชุมชน คอยปลุกภรรยาและลูกๆ ให้ตื่นละหมาดหลังเที่ยงคืนด้วยความรักและถนอมน้ำใจ เป็นหัวหน้าฮาละเกาะฮ์อัลกุรอานให้กับครอบครัว ให้เวลาแก่ลูกๆ และภรรยาด้วยความเอาใจใส่ เป็นผู้ให้กำลังใจยามที่เราท้อ เป็นผู้นำทางของการสัญจรชีวิต ...

พึงระวัง! การได้รับริสกีเเบบ อัลอิสติดรอญีย์( استدراج) (ได้มาบนการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ)

  ไม่ละหมาด เเต่สอบผ่านได้เกรดดีๆ ทุกวิชา ขาดละหมาด เเต่มีเงินไหลมาเทมา ธุรกิจ รุ่งเรื่อง ไม่ปกปิดเอารัต เเต่ร่ำรวย ทำมาค้าขายได้กำไรมากมาย ไม่ถือศีลอดเดือนรอมฎอน เเต่มีบ้านใหญ่โต 3-4 หลัง ไม่จ่ายซากาต เเต่หน้าที่การงานได้เลื่อนขึ้นตำเเหน่งเรื่อยๆ ทำความชั่วกับพ่อเเม่ มากมาย เเต่ก็ยัง ร่ำรวยอย่างมหาศาล          ริสกีที่กล่าวมาข้างต้น นั้น อันตราย เพราะเป็นกับดัก ให้คนเหล่านี้หลงในดุนยามากขึ้น บางคนกล่าวว่า คนที่ละหมาด ยังจนกว่า คนที่ไม่ละหมาด นั่น หมายถึง การกราบไหว้ พระเจ้า ไม่มีสิ่งที่ดีตามมา...

คุยเฟื่องเรื่องพหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม (ตอนที่ 3)

             และในปีค.ศ. 575 สัยฟ์ บุตร ซียะซันได้รับการสนับสนุนจากคุสโรว์ อะนูชัรวาน แห่งจักรวรรดิ์เปอร์เซียในการต่อสู้และขับไล่ชาวเอธิโอเปียซึ่งมีจักวรรดิ์โรมันหนุนหลังออกจากดินแดนยะมัน ชนเผ่าอาหรับในคาบสมุทรอาหรับจึงส่งคณะผู้แทนเพื่อไปแสดงความยินดีกับสัยฟ์ บุตร ซียะซัน และคณะผู้แทนของตระกูลกุรอยช์จากนครมักกะห์มีท่านอับดุลมุฏเฏาะลิบเป็นผู้นำในครั้งนั้น อับดุลมุฏเฏาะลิบคือปู่ของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)  นั่นเอง พหุวัฒนธรรมในหมู่สาวกของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)            บรรดาสาวก (เศาะหาบะฮฺ) ของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มิได้มีแต่เฉพาะชนชาติอาหรับเท่านั้น แต่ในบรรดาสาวกคนสำคัญของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มีบุคคลต่างเชื้อชาติและต่างวัฒนธรรมได้ศรัทธาต่อท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ทั้งในช่วงการประกาศศาสนา ณ นครมักกะห์และภายหลังการอพยพ (ฮิจญ์เราะฮฺ) สู่นครมาดีนะห์ อาทิ            1)...

คุยเฟื่องเรื่องพหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม (ตอนที่ 2)

  กลุ่มศาสนาและลัทธิความเชื่อในคาบสมุทรอาหรับ          ยุคสมัยก่อนอิสลาม (อัล-ญาฮิลียะฮฺ) และช่วงการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)ในคาบสมุทรอาหรับมีกลุ่มศาสนาและลัทธิความเชื่อหลากหลาย ชนเผ่าอาหรับส่วนใหญ่มีความเชื่อแบบพหุเทวนิยมและกราบไหว้รูปเคารพ เฉพาะในนครมักะห์ มีเทวรูปสำคัญที่ชาวกุรอยช์และชนเผ่าอาหรับเคารพสักการะ เช่น ฮุบัล, มะนาต, อัล-ลาต, อัล-อุซซา, อิสาฟ, นาอิละฮฺ เป็นต้น          ในช่วงการประกาศศาสนาอิสลามของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ณ นครมักกะฮฺตลอดระยะเวลา 13 ปี ท่านประกาศศาสนาบนพื้นฐานของความไม่เกี่ยวข้องระหว่างลัทธิพหุเทวนิยมและความเชื่อในเอกานุภาพของศาสนาอิสลาม ดังปรากฏในคัมภีร์อัล-กุรอานว่า          “(โอ้ศาสนทูต) จงกล่าวเถิด โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธ * ฉันจะไม่เคารพสักการะสิ่งที่พวกท่านเคารพสักการะ (ในปัจจุบัน) * และพวกท่านไม่ใช่ผู้เคารพสักการะต่อสิ่งที่ฉันเคารพสักการะ...

คุยเฟื่องเรื่องพหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์โลกมุสลิม (ตอนที่ 1)

           มุสลิม คือ ผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงที่มีความแตกต่างและความหลากหลาย ศรัทธาต่อท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ศาสนทูตผู้ประกาศสาส์นสุดท้ายจากพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.) สู่มนุษยชาติทุกชาติพันธุ์ สีผิว ภาษาทั่วทุกภูมิภาคของโลก นับแต่ปีค.ศ.610 และสาส์นแห่งอิสลามจะยังคงแผ่สู่ประชาคมโลกตามวิถีแห่งสันติวิธีตราบจนวันโลกาวินาศ          ปัจจุบันมีประชากรโลกที่เป็นมุสลิมนับพันล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆในทุกทวีป ประชาคมมุสลิมเป็นกลุ่มศาสนิกชนที่มีความหลากหลายในด้านวัฒนธรรมและการดำรงชีวิต แต่ความหลากหลายในเรื่องดังกล่าวต่างอยู่ในกรอบแห่งหลักคำสอนของศาสนาอิสลามและถูกหล่อหลอมให้มีอัตลักษณ์แบบหลากหลายในความเป็นหนึ่งเดียว (เอกภาพ+พหุวัฒนธรรมแบบมุสลิม)          ประชาคมมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งของประชากรโลกและอยู่ร่วมกับพหุวัฒนธรรมอื่นอย่างปกติสุขตลอดระยะเวลานับพันปีที่ผ่านมา ในกลุ่มประเทศมุสลิมสัญชาติอาหรับยังคงมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ราว 14 ล้านคน และในกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆทั่วโลกยังคงมีศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากตราบจนทุกวันนี้ เหตุนั้นจึงเป็นข้อยืนยันได้ว่า ประชาคมมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกับผู้คนต่างลัทธิ ศาสนา ความเชื่อ และต่างวัฒนธรรมนับแต่อดีต และผู้คนที่มิใช่มุสลิมก็สามารถอยู่ร่วมกับประชาคมมุสลิมได้ ความวุ่นวายในกลุ่มประเทศมุสลิมในช่วงทศวรรษนี้ ตลอดจนมายาคติที่ทำให้ภาพลักษณ์ของชาวมุสลิมถูกมองจากชนต่างศาสนิกในเชิงลบและบิดเบือน ย่อมมิอาจทำลายข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมกับพลเมืองต่างวัฒนธรรมที่เคยอยู่ร่วมกันมาตลอดระยะเวลาพันกว่าปีที่ผ่านพ้นได้เลย นิยาม...

10 คำถามที่เพื่อนต่างศาสนิกมักชอบถาม

              บุคคลใดมีเพื่อนต่างศาสนิกหรือพบคนที่รู้จักที่มิได้นับถือศาสนาอิสลามเดียวกับท่าน เชื่อว่าใครหลายคนต้องพบคำถามต่อไปนี้ เมื่อบอกว่าเป็นมุสลิม หรือนับถือศาสนาอิสลาม เราควรจะตอบคำถามนั้นอย่างไร? สกู๊ปข่าวหลักฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต  เลาะวิถี ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต มาช่วยอธิบายคำถามต่างๆ ให้เข้าใจกันดังนี้     ทำไมถึงเชื่อว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้า?             คำตอบของคำถามนี้ คงจะไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในคำพูดเพียงหนึ่งประโยค หรือถ้อยคำเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ หากแต่ต้องใช้ปัญญาของมนุษย์ พิจารณาสิ่งรอบตัวว่า มีกำเนิดมาอย่างไร จึงขอยกตัวอย่าง เพื่อย้อนถามความประสงค์ของคำถามว่า เคยคิดหรือไม่ว่า โลกนี้มีกลางวันกลางคืนได้อย่างไร? ถ้าจะตอบแบบแบบง่ายๆ ก็คือ มีกลางวันเพราะดวงอาทิตย์ขึ้น มีกลางคืนเพราะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และมีดวงจันทร์มาให้แสงสว่างแทน แต่ผู้ตั้งคำถามเคยคิดให้กว้างกว่านั้นหรือไม่?             - กลางวัน / กลางคืน ย่อมอยู่เหนือการกำหนดของมนุษย์ใช่หรือไม่?             - ไม่มีมนุษย์คนใดควบคุมเวลาให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตกได้ใช่หรือไม่?             แม้แต่ความร้อนที่ดวงอาทิตย์ส่องมากระทบผิวมนุษย์ เรายังไม่สามารถควบคุมได้ นับประสาอะไร ที่มนุษย์จะไปควบคุมกาลเวลา ดังนั้น โลกนี้จึงต้องมีผู้สร้าง...

รู้ไว้เป็นเรื่องดี! หลักในการทำ “พินัยกรรม” ตามหลักศาสนาอิสลาม

  พินัยกรรมนั้นมี 4 ประเภทด้วยกัน         การทำพินัยกรรมที่จำเป็นต้องกระทำ (วายิบ) เช่น การทำพินัยกรรมให้ส่งคืนทรัพย์สินที่รับฝากไว้ หนี้ที่ไม่มีเอกสารบอกจำนวน สิ่งที่เป็นหน้าที่ต้องกระทำเองการจ่ายซะกาต การบำเพ็ญหัจญ์ ค่าปรับในการขาดการถือศีลอด การละหมาดและสิทธิของผู้อื่นที่จะต้องชดใช้         พินัยกรรมที่ควรกระทำ (มุสตะหับบะฮฺ) เช่น การทำพินัยกรรมให้กับเครือญาติ ใกล้ชิด ที่ไม่มีสิทธิรับมรดก บุคคลที่มีความต้องการและขัดสน บุคคลที่มีหนี้สาธารณะประโยชน์         พินัยกรรมที่อนุญาตให้กระทำได้ (มุบาฮฺ) เช่น การทำพินัยกรรมให้กับทายาทและบุคคลอื่นที่ร่ำรวย         พินัยกรรมที่ไม่ควรกระทำ (มักรูฮะฮฺ) เช่น การทำพินัยกรรมให้บุคคลกระทำความ ชั่ว และ การทำพินัยกรรมของผู้ยากจนที่มีทายาทรับมรดก...

หลับตาขณะละหมาด มีผู้บอกว่าเป็นข้อห้าม คือเรื่องจริงหรือไม่?

  1. บรรดาอุละมาอ์(ญุมฮูร)ถือว่ามักโระฮ์.. 2. บางอุละมาอ์..ถือว่าสุนัต..หากการหลับตานั้นนำมาซึ่งการคุชัวะ.. 3. ท่านอิหม่ามนะวาวีย์ชี้แจงไว้ในมัจญ์มัวะอ์ซึ่งมีความว่า..          อนึ่ง..การหลับตาในละหมาด ท่านอับดะรีย แจงว่าจากกลุ่มของพวกเรา ในเรื่องการแตกต่างเกี่ยวกับการเหนียตของอิหม่ามและมะมูม มักโระฮ แก่ผู้ละหมาด ทำการหลับตาทั้งสองข้างของเขาในละหมาด เขากล่าวว่า ท่านฏ้อฮาวีย์กล่าว่า มันคือมักโระฮ์ ณ มัษหับของพวกเราเช่นกัน และเป็นทัศณะของท่านเษารีย์..          ท่านอิหม่ามมาลิก แจงว่า ไม่เป็นไรหรอกในการหลับตา ในละหมาดฟัรฏูหรือละหมาดสุนัต แต่ที่ถูกคัดเลือกในการนำปฏิบัต คือการหลับตาในละหมาดไม่เป็นที่มักโระฮ์ หากไม่กลัวเกิดอันตราย เนื่องจากการหลับตา มันนำมาซึ่งการคุชัวะอ์ ใจไม่ออกนอกละหมาด หักห้ามจากการสอดสายตาไปยังสิ่งอื่นๆ สติไม่กระเจิง เรียกได้ว่ามีทัศนะหลากหลายในเรื่องดังกล่าว.. 4. หลังจากได้ทบทวน จึงขอไห้ความเห็นว่า..    ...

การละหมาดญะเมาะอฺ (ละหมาดรวม)

  การละหมาดญะเมาะอฺ ซึ่งคนเดินทางไกลได้รับการผ่อนผันให้รวมเอาการละหมาดฟัรดู 2 เวลาเข้าด้วยกันนั้น อนุญาตให้รวมได้ 2 ชนิดคือ รวมในเวลาแรก เรียกว่า ญะเมาะอ์ ตักดีม รวมในเวลาหลัง เรียกว่า ญะเมาะอ์ ตะอ์คีร แต่มีเงื่อนไขว่าละหมาดที่จะรวมกันได้นั้น คือละหมาดดุฮ์รีร่วมกับอัสริ และมักริบรวมกับอิซาเท่านั้น จะรวมกันโดยวิธีอื่นไม่ได้   ญะเมาะฮ์ตั๊กดีม (การรวมในเวลาแรก) มีเงื่อนไขดังนี้ - ต้องเนียตว่าเอาละหมาดอัสริมารวมกับดุฮริ หรือเอาอิซามารวมกับมักริบ - ต้องละหมาดดุฮ์ริก่อนอัสริในเวลาดุฮ์ริ หรือละหมาดมักริบก่อนอิซาในเวลามักริบ - การต้องละหมาดที่รวมกันระหว่างละหมาดแรกกับละหมาดหลัง อย่าให้ทิ้งห่างกันนานนัก - กาเดินทางไกลต้องยังไม่ถึงจุดหมายก่อนที่จะตักบีร ละหมาดหลัง   วิธีละหมาดกอซ้อรและญะเมาะอ์ตั๊กดีมโดยอัสริรวมกับดุฮ์ริ เมื่อถึงเวลาละหมาดดุฮ์ริ ให้ละหมาดดุฮ์ริ 2 ร่อกะอัต โดยเนียตว่า " อุซ้อลลีฟัรด๊อลดุฮ์ริ ร๊อกอะไตนี่ ก๊อซรอน มัจญ์ มูอันอิลั้ลอัสรี่ อะดาอัน ลิ้ลลาฮี่ตะอาลา...

ขณะผู้ทำหน้าที่แสดงคุฏบะฮ์ทำการขอดุอาอฺในคุฏบะฮ์ สามารถกล่าวอามีนได้หรือไม่?

  ท่านบักรีย์อัชชาฟิอีย์ใด้แจงใว้ในตำราหนึ่งนามว่า..อิอานะตุฏฏอลิ่บีน ว่า ส่วนหนึ่งจากการสมควรในวันศุกร์คือการตะอฺมีน(กล่าวคำว่าอามีน) ต่อการขอดุอาอฺของผู้ทำหน้าที่อ่านคุฏฏบะฮ์ โดยมิต้องกล่าวเสียงดังแก่การขอดุอาอฺของคอเต็บ คำว่า อามีน ตามศาสตร์นะฮูศ่อร๊อฟคือ อิเซ็มฟิอิ้ลอะมัร ซึ่งมีความหมายว่าอิสตะญิบ..(ขอพระองค์อัลลอฮฺโปรดรับด้วยเถิด).. งั้น..ส่วนหนึ่งจากระเบียบมารยาทในดุอาอฺที่จะถูกตอบรับนั้นคือการกล่าวอามีน แล้วมีคนขอดุอาอฺให้พวกเราได้พบกับสิ่งดีๆ ก็อามีนเถอะครับ ขยับปากเพียงเล็กน้อย เพียงเสียงแผ่วๆ คุ้มเกินคุ้มนะครับ   ขอขอบคุณอาจารย์อาลี กองเป็ง

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

การ์ตาเปิดมัสยิดใหม่ในนิว อัล เรยยาน-จุละหมาด 977 คน

เดอะแพนเนซูล่า รายงานว่า (16ม.ค.60) กระทรวงเอากาฟและกิจการอิสลามได้เปิดตัวมัสยิดใหม่ที่สามารถรองรับผู้ที่มาละหมาดได้ 977 คน บนพื้นที่ในนิว อัล เรยยาน มัสยิดใหม่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการของกระทรวงฯที่จะสร้างมัสยิดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้ศรัทธา จุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยสะดวกแก่ประชาชนที่เพิ่มขึ้นของประเทศ มัสยิดใหม่(No 300) ประกอบด้วยพื้นที่หลักในการละหมาดที่มีความจุได้ 413 คน สำหรับพื้นที่ผู้หญิงจุได้ 54 คน ชั้นลอยสามารถรองรับได้อีก 510 คน มัสยิดใหม่ที่มีสิ่งอำนวยสะดวกที่จำเป็นอื่นๆอีกด้วย The new mosque has a...