27.2 C
Bangkok
วันเสาร์, ตุลาคม 1, 2022
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

ก่อนจะถึงวันสิ้นโลก

ถ้าคำทำนายว่าโลกจะถึงกาลอวสานในวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ.2011 ตามที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่งในสหรัฐเคยนำมาออกอากาศเปรียบเหมือนหมอดูบอกหวย คนที่ซื้อหวยเลขนี้ก็ถูกเจ้ามือกินเรียบกันไปหมดแล้ว เพราะโลกยังไม่ถึงกาลอวสานตามคำทำนายดังกล่าว ชาวอเมริกันที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้จึงออกมาเดินขบวนล้อเลียนสถานีวิทยุแห่งนั้นจนเป็นข่าวไปทั่วโลก ความเชื่อในเรื่องวันสิ้นโลกเป็นหลักคำสอนพื้นฐานของทุกศาสนา เพราะทุกศาสนาสอนในเรื่องโลกหลังความตายโดยใช้ถ้อยคำเรียกแตกต่างกันไป เช่น นรกและสวรรค์ การฟื้นคืนชีพหลังความตาย วันแห่งการพิพากษา เป็นต้น แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น โลกนี้ต้องสิ้นสุดลงเสียก่อนซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินความจริงแต่ประการใด เพราะทุกสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมาย่อมต้องมีวันสิ้นสุดเป็นธรรมดา แมลงหวี่ตัวเล็ก จึงมีอายุสั้น ถ้าจะบอกมันว่าอีกสามเดือนโลกจะมีฤดูหนาวที่พื้นโลกขาวโพลนด้วยหิมะ มันก็คงไม่เชื่อ มนุษย์ที่ไม่เชื่อในเรื่องวันสิ้นโลกและโลกหลังความตายก็คงไม่ต่างอะไรไปจากแมลงหวี่ อาจจะยิ่งกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าเปรียบเทียบอายุของมนุษย์กับอายุของโลก เราก็จะพบว่าอายุขัยของมนุษย์นั้นสั้นกว่าแมลงหวี่เสียอีก การที่ทุกศาสนามีคำสอนเรื่องวันสิ้นโลกและโลกหลังความตายก็เนื่องจากศาสนาต้องการปฏิรูปมนุษย์ด้วยการให้มนุษย์มีความรู้สึกเกรงกลัวการถูกลงโทษในโลกหน้าเพราะบาปที่ตัวเองได้ทำไว้ ถ้าไม่เกรงกลัวการถูกลงโทษในโลกหน้า มนุษย์ก็จะทำความชั่วช้าเลวทรามได้ทุกอย่าง แม้กฎหมายและการศึกษาสูงๆก็ไม่อาจควบคุมมนุษย์มิให้ทำชั่วได้ วันสิ้นโลกเป็นความจริง แต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีใครรู้แม้แต่ศาสดาผู้ใกล้ชิดพระเจ้าเอง ดังนั้น มนุษย์จึงไม่ควรที่จะไปคาดการณ์วันสิ้นโลกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดให้ถูกเย้ยหยัน ถ้าฉลาดพอ มนุษย์ก็น่าจะเตรียมตัวไว้สำหรับโลกหน้าซึ่งเป็นการดีกว่าสำหรับตัวมนุษย์เอง คำถามเรื่องวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์หลายพันปีแล้ว ในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด คำถามนี้ได้ถูกถามต่อท่านอีกเช่นกัน แต่คำตอบของท่านคือวจนะที่มาจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกว่า : “พวกเขาถามเจ้าถึงวันสิ้นโลกว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อใด จงตอบพวกเขาเถิดว่า ‘แท้จริง ความรู้ในเรื่องนี้อยู่ที่พระผู้อภิบาลของฉันเท่านั้น...

การทำเสน่ห์ ทำมุสลิมเสี่ยงตกศาสนา

การทำเสน่ห์ไม่ว่าเวลาจะผ่านสักเท่าไร หรือละครในทีวีผ่านมากี่ยุคก็ยังมีเรื่องราวของการทำเสน่ห์ แม้กระทั้งบนโลกเน็ตเวิรค์มีทั้งวิธีทำหลายรูปแบบ มีสินค้าขาย ถ้าเอาแบบไม่ใกล้ตัวก็คนในละแวกบ้านเราก็จะพูดถึงเรื่องการทำเสน่ห์ และการทำเสน่ห์ก็มีหลากหลายวิธี แล้วในศาสนาอิสลามหล่ะจะมีการทำเสน่ห์หรือไม่อย่างไรนั้น กัมปงไทยฉบับมาขอข้อชี้แนะและข้อมูลจากอาจารย์อาลี เสือสมิง กันคะ การทำเสน่ห์ ก็คือ การทำให้รักทำให้หลงทำให้ผิดปกติไป เพราะโดยปกติคนเราต้องมีทั้งรักทั้งเกลียด ชอบหรือไม่ชอบมันก็แล้วแต่ จะบังคับกันหรือจะกระทำให้รักหรือให้เกลียดก็เท่ากับทำให้ผิดปกติ คนเรารักกันหรือไม่รักกัน ก็จะมีเหตุปัจจัยของมัน ศาสนาใช้ว่าให้ปล่อยเรื่อองนี้เป็นไปตามสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดเอาไว้ อย่างเช่น วิญญาณของคน มันจะเป็นพรรคเป็นพวกกันมันจะเป็นกลุ่มกัน บางทีเวลาจ้องตากันทีเดียวถูกชะตาเลย บางคนพอเห็นหน้ากันก็ไม่ถูกชะตาเลยก็มี เพราะอะไร ฉะนั้นเรื่องรักเรื่องชอบนั้นก็เป็นไปด้วยกับสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดเอาไว้ และมันก็จะมีเหตุปัจจัยของมัน ทำดีเอาไว้เกิดความรักกัน ทำไม่ดีต่อกันประทุษร้ายต่อกันมันก็ย่อมเป็นที่ชิงชัง เป็นที่โกรธเกลียดกัน ทีนี้ถ้าเราไปทำให้รักกันอย่างเดียวตลอด ไม่มีโกรธ ไม่มีเกลียด ไม่มีชิงชังเลย หรือทำให้โกรธเกลียดไม่มีทางที่จะรักกันได้เลย เรากำลังไปทำลายสิ่งที่มันจะต้องเป็นไป ในลักษณะ 2 อย่างก็คือ ต้องเป็นอย่างนี้คุณจะทำให้มันเป็นอันเดียวนี่เลยไม่ได้...

อิสลามสอนตั้งสติก่อนเปล่งคำอุทานนั้นออกไป

คำอุทานเป็นประโยคที่เราจะใช้เวลาตกใจ หรือแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่มีความหมายอะไร เช่น อุ๋ย โอ้ย โอ้โห เป็นต้น แต่ก็จะมีคำพูดหรือประโยคที่อุทานฟังแล้วระคายหู ที่จะออกแนวหยาบคาย แนวลามก หรือคำพูดที่ออกมาจากอารมณ์โดยไม่ได้กลั่นกรอง เช่น อยากตาย โอ้ยเมื่อไรจะหายสักที เหนื่อยวะ อิ่มโว้ย เป็นต้น กัมปงไทยฉบับนี้มาค้นหาข้อมูลว่าการพูดในอิสลาม ขอบเขต มารยาท ผลกระทบของการพูด ยกตัวอย่างในสมัยนบีว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยนั้น นำมาเพื่อเตือนใจพี่น้องมุสลิม จากอาจารย์ ชารีฟ ศรีเจริญ ต่อกรณีในเรื่องคำอุทานของพวกเรา โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมบางครั้งอาจจะเกินเลย อาจจะฟังดูแล้วไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไหร่ ฟังดูแล้วอาจจะกระทบความรู้สึกในบางถ้อยคำ เราต้องเข้าใจคำว่าอุทานก่อน คำว่าอุทานบางครั้งไม่ได้เป็นประโยค เพราะว่าประโยคฟังแล้วต้องได้ใจความ เป็นการเปล่งเสียงออกไปเพื่อแสดงความรู้สึกของอาการช่วงเวลานั้น จะเป็นอาการโกรธ อาการดีใจ อาการตกใจ บางครั้งคำออกไปแล้วหาความไม่ได้ หรือบางครั้งเป็นถ้อยคำไม่มีความหมายในภาษาไทย...

รู้จักกินรู้จักใช้ในวิถีอิสลาม

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการด้วยกัน ทั้งสิ้น แต่ความต้องการของแต่ละคนนั้น แตกต่าง กันไป สิ่งสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้คือ ปัจจัยสี่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ถ้าขาดสิ่ง หนึ่งสิ่งใดไปคงดำเนินชีวิตลำบาก การดำรงชีวิตของ มนุษย์ในแต่ละวันก็เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยเหล่านี้ตอบ สนองความต้องการของตนเอง ในห้วงเวลาแห่งวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเช่น ทุกวันนี้ เชื่อว่าทุกคนจะต้องมีความระมัดระวังใน การดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอด ปลอดภัย บางคนอาจประสบความสำเร็จในหน้าที่ การหรือธุรกิจกำลังไปได้สวย ในขณะที่บางคนกลับ ล้มเหลว การงานล่มไม่เป็นท่า ทำให้การเงินขัดข้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้หลายคนเข้าสู่วงจรการกู้เงิน จากสถาบันการเงิน เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ บางทีอาจลืมนึกถึงผลที่จะตามมานั่นก็คือดอกเบี้ย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนา ดังนั้น เราต้องรู้ว่าทำอย่างไรให้ห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ หรือ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรปฏิบัติตัวอย่างไร รายงานพิเศษฉบับนี้อาจารย์บรรจง บินกาซัน จะมาไขข้อข้องใจต่างๆให้พี่น้องมุสลิมได้ทราบกัน...

สัตว์ที่ถูกระบุถึงในคัมภีร์อัลกุรอาน(ช้าง หรือ คชสาร)

ช้าง หรือ คชสาร เป็นชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิด Elephus maximus ในวงศ์ Elephantidae ตัวสีเทา จมูกยื่นยาวเรียกว่า งวง ตัวผู้มีงายาว เรียก ช้างพลาย ถ้าไม่มีงาเรียก ช้างสีดอ ในฤดูผสมพันธุ์มีอาการดุร้ายมาก ตัวเมียเรียก “ช้างพัง” ส่วนใหญ่ไม่มีงาปรากฏให้เห็น แต่บางตัวมีงาสั้นๆ ซึ่งเรียกว่า “ขนาย” โผล่ออกมา กินพืชอยู่รวมกันเป็นโขลง มีช้างพังอายุมากเป็นจ่าโขลง ...

สัตว์ที่ถูกระบุถึงในคัมภีร์อัลกุรอาน(สุกร หรือ หมู)

เป็นชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดในวงศ์ Suidae เป็นสัตว์กีบคู่ ตัวอ้วน จมูกและปากยื่นยาว มีทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยงและที่เป็นสัตว์ป่า หาอาหารโดยใช้จมูกดุด คำว่า “ดุด” เป็นกริยาที่เอาจมูกดุนดินเวลาหาอาหารนั่นเอง ในภาษาอาหรับเรียกเจ้าอู๊ดหรือหมูว่า คินซีรฺ (خِنْزِيْرٌ ) มีรูปพหูพจน์ว่า ค่อนาซีรฺ (خَنَازِيْرُ ) ...

พระเจ้าเฝ้ามองมนุษย์อยู่เสมอ

กว่ายี่สิบปีก่อน ผมเคยดูภาพยนตร์สงครามเรื่องหนึ่งซึ่งจำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เป็นฉากสงครามที่ผู้บัญชาการรบอยู่ในทวีปหนึ่ง แต่สามารถมองเห็นการรบในอีกทวีปหนึ่งอย่างชัดเจนว่าข้าศึกอยู่ตรงไหนและทหารของฝ่ายตนอยู่ที่ใด ในตอนนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องจินตนาการที่เกินความจริง แต่ในยุค 5G เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่แม้แต่เด็กก็เข้าใจได้ แค่เปิดแอพพลิเคชั่นดาวเทียมในกูเกิล เราจะสามารถมองเห็นแม้กระทั่งฝาตุ่มของแต่ละบ้านโดยที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นดาวเทียมที่อยู่บนท้องฟ้า กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ตามที่ต่างๆช่วยบันทึกภาพพฤติกรรมความเคลื่อนไหวของผู้คนและยานพาหนะสามารถนำมาเปิดย้อนดูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว ถ้าสิ่งที่กล่าวมาเป็นความจริงที่ประจักษ์ได้ด้วยสายตา คำสอนที่คัมภีร์กุรอานกล่าวไว้ก็ไม่เกินความจริงที่จะเข้าใจ เมื่อประมาณ 1,400 กว่าปีก่อน นบีมุฮัมมัดผู้ไม่รู้หนังสือได้อ่านข้อความจากคัมภีร์กุรอานตอนหนึ่งซึ่งมีความหมายว่า : “แล้วเรา(พระเจ้า)ได้ทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิในที่พักอันมั่นคง(มดลูก) แล้วเราได้ทำให้อสุจิเป็นก้อนเลือด ก้อนเนื้อ แล้วทำก้อนเนื้อให้เป็นกระดูกแล้วหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง” (กุรอาน 23:14) โลกยุคนั้นยังไม่เข้าใจสิ่งที่คัมภีร์กุรอานกล่าวไว้ จนกระทั่งเวลาผ่านไปพันกว่าปี เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าจนสามารถประดิษฐ์เครื่องเอกซ์เรย์และอุลตราซาวด์ได้ มนุษย์จึงมีโอกาสได้เห็นทารกในครรภ์ที่เป็นโลกแคบๆของมนุษย์ก่อนที่จะคลอดออกมายังโลกใบนี้โดยมีวิญญาณอยู่กับร่างกาย แต่โลกนี้ยังไม่ใช่โลกสุดท้ายของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องคลอดอีกครั้งหนึ่งตอนหมดลมหายใจสุดท้าย แต่การคลอดครั้งนี้เป็นการคลอดทางด้านจิตวิญญาณเท่านั้น เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิต วิญญาณได้ทิ้งสังขารไว้เหมือนกับหมอทำคลอดที่ทิ้งรกไปเมื่อทารกคลอดออกมา วิญญาณได้คลอดออกไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งเป็นโลกที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นและวิทยาศาสตร์ไม่อาจเอื้อมไปถึง ปัจจุบันนี้...

ข้อเท็จจริงบางประการที่เกี่ยวข้องกับการสวมใส่ทองคำและผ้าไหมในมุมมองของอิสลาม

ในยุคปัจจุบันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นยุคแห่งแฟชั่นและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เพราะในบางครั้งเรารู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างหมุนไปเร็วเหลือเกินจนทำให้เรารู้สึกว่าบางทีเราอาจจะก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่กลายเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิตมนุษย์ไปแล้ว และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่สังคมมุสลิมของเราจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อม ในความเป็นจริงแล้วพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงอนุมัติให้มวลผู้ศรัทธาทั้งหลายสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ทั้งหมด ยกเว้นบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นที่พระองค์ทรงห้ามเอาไว้เนื่องจากไม่สมควรที่จะนำมาใช้และอาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ได้ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงตรัสเอาไว้ในอายะฮ์ที่ 29 ของซูเราะฮ์อัลบะกอเราะฮ์ความว่า قال الله تعالى : " هُوَ الَّذِي خَلَقَ لَكُم مَّا فِي الْأَرْضِ جَمِيعًا ثُمَّ اسْتَوَىٰ إِلَى السَّمَاءِ فَسَوَّاهُنَّ سَبْعَ سَمَاوَاتٍ ۚ وَهُوَ بِكُلِّ شَيْءٍ...

เพราะเหตุใดวันศุกร์จึงเป็นวันที่ประเสริฐที่สุดในรอบสัปดาห์

พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) นั้นพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะให้สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาบางอย่างนั้นประเสริฐกว่าอีกบางอย่าง เช่น พระองค์ทรงประสงค์ให้ศาสดาบางท่านประเสริฐกว่าศาสดาอีกบางท่าน พระองค์ประสงค์ให้เดือนบางเดือนประเสริฐกว่าอีกบางเดือน เช่น เดือนรอมฏอนประเสริฐกว่าเดือนใดทั้งหมดในรอบปี เฉกเช่นเดียวกันกับการที่พระองค์ทรงประสงค์ให้วันศุกร์นั้นประเสริฐกว่าวันใดๆทั้งหมดในรอบสัปดาห์ คุณสมบัติพิเศษที่ทำให้วันศุกร์ประเสริฐกว่าวันอื่นๆในรอบสัปดาห์ในมุมมองของอิสลามนั้นมีมากมายหลายประการ เช่น 1. วันศุกร์นั้นเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆขึ้นมากมายหลายเหตุการณ์ดังที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ในอัลหะดีษบทหนึ่งของท่านความว่า قال النبيّ صلّى الله عليه وسلّم: "خيرُ يومٍ طلعت عليه الشَّمسُ يومُ الجمعةِ، فيه خُلِق آدمُ، وفيه أُدخل الجنَّةَ، وفيه أُخرج منها، ولا تقومُ السَّاعةُ...

การนิกะห์อย่างถูกต้องตามหลักการของอิสลามแก้ปัญหาสังคมได้จริงหรือไม่ ???

คำว่านิกะห์ ( نِكَاحٌ )เป็นคำภาษาอาหรับที่สังคมมุสลิมคุ้นหูและทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความมหมายว่า “การแต่งงาน หรือการสมรส” ซึ่งในทางภาษาแล้วคำๆนี้แต่เดิมทีมีความหมายว่า “การรวมกัน” เพราะการแต่งงานนั้นคือการที่คนสองคนตัดสินใจร่วมชีวิตและครองคู่เป็นสามีภรรยากัน แต่ในทางนิติบัญญัตินั้นนักนิติศาสตร์อิสลามได้ให้นิยามนิกะห์ว่า “นิกะห์คือข้อตกลงที่อนุญาติให้ทั้งสองฝ่าย (เจ้าบ่าวและเจ้าสาว) อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายอิสลาม” ส่วนคำว่าวะลีมะฮ์ ( وَلِيْمَةٌ ) ที่เราได้ยินอยู่เป็นประจำก็เป็นคำภาษาอาหรับเช่นเดียวกันซึ่งในพจนานุกรมให้ความหมายคำๆนี้เอาไว้ว่า วะลีมะฮ์หมายถึง “การเลี้ยงอาหารค่ำรับรอง หรือการเลี้ยงอาหารเนื่องในงานมงคลสมรส” ซึ่งเรามักจะได้ยินการเรียกงานฉลองมงคลสมรสโดยการนำคำทั้งสองมาสนธิกันว่า “งานวะลีมะตุนนิกะห์” ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาไทยโดยสรุปว่า “งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส” นั่นเอง สังคมยุคปัจจุบันมีค่านิยมของสังคมหลายอย่างที่ทำให้คนหนุ่มสาวมากมายไม่มีโอกาสได้แต่งงานเมื่อถึงวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นค่าสินสอดที่แพงลิบลิ่ว สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้จะดีนักทำให้คนหนุ่มสาวแต่งงานช้าลง หรือค่านิยมอยู่ก่อนแต่งที่ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของเยาวชน ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสลามต่อต้านมาโดยตลอด ผลพวงของปัญหานี้ลุกลามบานปลายทำให้จำนวนประชากรในบางประเทศขาดความสมดุล และในที่สุดบางประเทศต้องเผชิญหน้ากับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลประชากรของประเทศไทยปี 2558 จำนวนประชากรในประเทศไทยอยู่ที่ 65,203,979 คน เป็นผู้ที่มีอายุ...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาเปิดงานวิชาการและกีฬาตาดีกาสัมพันธ์ที่ จ.นราธิวาส

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดงานวิชาการและกีฬาตาดีกาสัมพันธ์ ที่จ.นราธิวาส พร้อมย้ำให้การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเด็ก/เยาวชนในพื้นที่ ในทุกมิติ วันนี้ (17 ก.ย.65) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดโครงการมหกรรมวิชาการและกีฬาตาดีกาสัมพันธ์ ประจำปี 2565 ของเทศบาลตำบลกะลุวอเหนือ ที่บริเวณลานหลังปอเนาะบาบอซูบ้านปูลากาป๊ะ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีคณะผู้บริหาร อปท. อดีต ส.ส. จังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ทหาร...