31.4 C
Bangkok
วันพฤหัส, เมษายน 2, 2020
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

10 วิธีสยบอารมณ์โกรธ สำหรับคนหัวร้อนฉบับอิสลาม โดย อ.วาเฮด มานน้อย

  “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินวลีที่ว่านี้อย่างแน่นอน เวลาที่เราโกรธ ไม่พอใจ หรือหงุดหงิด จะทำอะไรมันก็ดูแย่ไปหมด ทั้งสภาวะอากาศแสนร้อน หรือสภาพสังคมอันตึงเครียด ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เราเกิดความโกรธขึ้นง่ายๆ ความโกรธมันไม่เข้าใครออกใคร บางคนถึงกับฆ่ากันเลยก็มี ถ้าหากติดตามข่าวสารเรามักจะเจอข่าววัยรุ่นตีกัน หรือแม้กระทั่งคนมีอายุชักปืนยิงกันตาย หรือแม้แต่เด็กแอบลักขโมยปืนของผู้ปกครองมายิงใส่รุ่นพี่ด้วยเหตุผลที่พอได้รู้ถึงกับอึ้งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเหตุว่ามองหน้ากัน กระทบกระทั่งกันนิดหน่อย ขับปาดหน้า เป็นต้น การควบคุมอารมณ์ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยเราให้พ้นจากเรื่องนี้ หากใครต้องการตัวช่วยขจัดอารมณ์โกรธของตัวเอง สกู๊ปข่าวฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “อาจารย์วาเฮด มานน้อย” นักวิชาการอิสลาม อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี จะมาแนะนำวิธีสยบความโกรธตามแบบอิสลามว่าทำได้โดยง่ายอย่างไร...?     ความโกรธ คือ ถ่านไฟ คือเชื้อเพลิง  ที่มันเกิดขึ้นในหัวใจของมนุษย์ มันสามารถที่จะมาเผาผลาญความสุขุม ความสง่างาม และจรรยามารยาทอันงดงาม ให้หมดไปจากมนุษย์ ประดุจดังเชื้อไฟที่มาเผาพลาญไม้ฟืน ความโกรธจะนำพาไปสู่ การเกลียดชัง การแก้แค้น และอาจจะนำไปสู่การสังเวยชีวิตในที่สุด...

ถามคนรู้จริง เข็มขัดหนังสัตว์เช่นหนังจระเข้หรือหนังอื่นๆ จะนำมาสวมใส่ในเวลาละหมาดจะได้หรือไม่?

  เข็มขัดหนังสัตว์เช่นหนังจระเข้หรือหนังอื่นๆ จะนำมาสวมใส่ในเวลาละหมาดจะได้หรือไม่? 1.)เครื่องหนังที่ประดิษฐ์จากการสังเคราะห์หรือหนังเทียมเช่นกระเป๋า เข็มขัด รองเท้า และอื่นๆ ถือว่าสะอาดและอนุญาตเพราะยึดหลักที่แจงว่า อะศ๊อลเดิมในสิ่งต่างๆถือว่าสะอาดและอนุญาต 2.)หนังสัตว์ที่กินเนื้อได้แล้วถูกเชือดตามหลักศาสนะบัญญัติก็ถือว่าสะอาดด้วยการเชือดเช่นหนังวัวหนังแพะเป็นต้น. 3.)หนังสัตว์ที่กินเนื้อได้ที่มันตายโดยไม่ได้ถูกเชือดตามหลักบัญญัติของศาสนา หรือหนังสัตว์ที่ห้ามรัปประทานเนื้อนอกจากหนังสุนัขและสุกร ก็อนุญาตนำมาใช้หลังจากทำการฟอกเรียบร้อยแล้ว. เช่น เข็มขัดหนังจระเข้ หนังวัว หนังแกะที่ตายโดยไม่ได้เชือด ดังนั้นเราซื้อรองเท้าหรือเข็มขัดหรือกระเป๋าหนังเทียมหรือหนังแท้ตามห้างร้านต่างๆ ถือว่าได้และสะอาดเพราะผ่านการฟอกมาเรียบร้อยแล้ว   ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง

“อัชราฟ เชาดารี : ทุกคนคือชาวนิวซีแลนด์เท่ากัน” โดย อิมรอน โสะสัน

  ถ้วยกาแฟดำตอนสายวางตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงจ้าจากดวงอาทิตย์สาดส่องลอดหน้าต่างห้องทำงาน ท้องฟ้าสีครามถูกแต่งแต้มด้วยเมฆยาวสีขาวนวลจับกลุ่มเรียงราย ไม่รู้ว่าท้องฟ้ากำลังส่งสัญญาณอะไรบอกเรา เราไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์หลังฟ้าใสได้เลย อากาศที่นี่มันเดายากเหลือเกิน บางวันเจอทั้งฝน ทั้งลม ทั้งแดด บางวันฝนตกราวฟ้ารั่ว บางวันแดดออก แต่หนาวเหน็บยากจะเข้าใจ นี้แหละครับโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ยามฤดูเปลี่ยน ทั้ง ๆที่ตอนนี้เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว ผมนั่งจิบกาแฟ พลางจ้องมองไปที่สุดขอบฟ้าไกลลิบตา คิดถึงเรื่องราวของผู้คนมากมายที่กล้าหาญตัดสินใจตั้งหลักปักฐานในดินแดนอันไกลโพ้นทะเล สุดที่จะเข้าใจและเอื้อมถึง เพื่อนผมคนหนึ่งจากทวีปแอฟริกาเพิ่งได้รับสถานะ “ผู้ลี้ภัย” หรือที่เรียกกันว่า “Refugee” เขาต้องหอบหิ้วครอบครัวหนีภัยสงคราม ความขัดแย้งจากบ้านเกิดเมืองนอน เขาต้องอพยพลูกๆข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ปลอดภัยกว่า พวกเขาใช้เวลาเดินทางไกลกว่าจะถึงนิวซีแลนด์ ผมจินตนาการไม่ด้วยซ้ำว่า ระหว่างทางพวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง พวกเขารับมือกันยังไง หัวใจต้องเข้มแข็งขนาดไหนที่จะพยุงตัวให้อยู่รอด เขาตัดสินใจอพยพลูกสาวอีกสามคนที่กำลังโตเป็นสาวน่ารัก แต่ต้องดิ้นรน ต้องหนี ต้องแสวงหาชีวิตที่ปลอดภัย เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกทั้งสามมาถึงนิวซีแลนด์ด้วยความปลอดภัย  เขาเลือก “นิวซีแลนด์” เป็นบ้านหลังใหม่ “ลูกสาวของผมดีใจ มีความสุขมาก ผมเห็นพวกเขายิ้ม...

ถามคนรู้จริง ฮุก่มศาสนาว่าอย่างไรกับผู้ไม่ยอมชดใช้หนี้สินที่ขอยืมไป?

  ฮุก่มศาสนาว่าอย่างไรกับผู้ไม่ยอมชดใช้หนี้สินที่ขอยืมไป? 1.) คนเหนียวหนี้คือคนซอเหล่ม 2.) ถ้าหากตายไปในสภาพที่ไม่ชดใช้พร้อมมีเจตนาไม่ชดใช้ถือว่าห้ามตัวเองจากการเข้าสวรรค์ ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวไว้ซึ่งมีความว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ หากผู้หนึ่งถูกฆ่าในสมรภูมเพื่อศาสนา ต่อมาก็ฟื้นชีพ แล้วถูกฆ่าในสมรภูมรบเพื่อศาสนาต่อมาก็ฟื้นคืนชีพอีก แล้วก็ถูกฆ่าตายในสมรภูมรบเพื่อศาสนาอีก แต่แล้วเขาผู้นั้นมีหนี้สินเขาก็มิอาจเข้าสวรรค์ได้จนกว่าจะถูกชดใช้ให้ 3.) ผู้มีหนี้สินไม่ตั้งใจใช้หนี้ถือว่าเป็นขโมย ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวไว้มีความว่า ผู้ยืมหรือผู้มีหนี้สินโดยไม่มีเจตตนาชดใช้จะพบอัลลอฮฺในสภาพเป็นคนขโมย. 4.) ผู้มีหนี้สินไม่ชดใช้และไม่มีเจตนาชดใช้จะได้รับความวิบัติในชีวิตและทรัพย์ของเขาทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวไว้ใจความว่า ผู้ใดยืมทรัพย์ผู้อื่นมาโดยมีความต้องการชดใช้หรือมีเจตนาชดใช้ อัลลอฮฺทรงชดใช้แทนให้(หรือพระองค์ทรงให้เขาได้มีซึ่งทรัพย์ในการชดใช้) และผู้ใดยืมทรัพย์สินผู้อื่นมาโดยเพื่อให้เกิดหนี้เสีย หรือไม่มีเจตตนาชดใช้ อัลลอฮฺจะทรงให้เขาได้เกิดความเสียหาย ...วั้ลอะยาษุบิ้ลลาฮ์   ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง  

“แม่” บุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในคำภีร์อัลกุรอ่าน โดย ผศ.ดร. ฮัสบุ้ลเลาะหฺ เซ็มมี

  ศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาที่สอนให้เราทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะอย่างไร เราจะต้องให้ความรัก ความเอาใจใส่ และดูแลบุพการีผู้ให้กำเนิดเรามาอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่ต้องประสบกับความยากลำบากอย่างมากในการอุ้มท้องเรามาเป็นเวลานานนับหลายเดือน อีกทั้งคลอดเราออกมาอย่างทุกข์ทรมาน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ได้ทรงสั่งเสียเรื่องนี้เอาไว้ในโองการต่างๆของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานหลายต่อหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น โองการที่ 14 ของซูเราะฮ์ลุกมาน พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ทรงตรัสว่า   قال الله تعالى : ﴿ وَوَصَّيْنَا الْإِنسَانَ بِوَالِدَيْهِ حَمَلَتْهُ أُمُّهُ وَهْنًا عَلَىٰ وَهْنٍ وَفِصَالُهُ فِي عَامَيْنِ أَنِ اشْكُرْ لِي وَلِوَالِدَيْكَ...

กินแบบนบี ตอนที่ 4 “21 มารยาทของการรับประทานอาหารแบบอิสลาม”

  อาหารเป็นพระเมตตาของพระเจ้าอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพระองค์ทรงให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่มนุษย์ทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ต้องให้ความสำคัญต่ออาหารการกิน ไม่ตำหนิ ดูถูก ทำลาย และทิ้งขว้าง อีกทั้งต้องขอบพระคุณต่อพระผู้ประทานอาหารให้ คือ อัลลอฮฺตะอาลา พระองค์ตรัสในอัลกุรอานบท อะบะสะ โองการที่ 24-32 ความว่า “ดังนั้น มนุษย์จงพิจารณาไปยังอาหารของเขาเถิด แท้จริงเราได้หลั่งน้ำฝนอันอุดมสมบูรณ์ให้ตกลงมาหลังจากนั้น เราได้แยกแผ่นดินออกอย่างแท้จริงแล้วเราก็ให้เมล็ดพันธุ์พืชได้งอกงามขึ้นในนั้นทั้งองุ่น และผักนานาชนิด อีกทั้งมะกอกและอินทผลัมและบรรดาสวนอันหนาแน่น (ไปด้วยต้นไม้ต่างๆ) ตลอดจนบรรดาผลไม้และหญ้า ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเจ้า และแก่ปศุสัตว์ของพวกเจ้า”  (80/24-32) มุสลิมนั้น กินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน ดังนั้น ต้องกินอย่างพอเพียงแก่ความต้องการทางร่างกาย และกินเพื่อให้มีพลังในการปฏิบัติศาสนกิจต่ออัลลอฮฺ และปฏิบัติดีมีคุณธรรม โดยเหตุนี้ อัลลอฮฺทรงมีพระบัญชาแก่เหล่าศาสนทูตของพระองค์ในอัลกุรอาน บท อัลมุมินูน โองการที่ 51 ความว่า “โอ้บรรดาศาสนทูตทั้งหลาย พวกเจ้าพึงบริโภคสิ่งที่ดี และพึงปฏิบัติการที่ดีเถิด” (23/51) และพระองค์มีบัญชาแก่เหล่าศรัทธาชนในบทอัลบะกอเราะฮฺ โองการที่ 172...

รู้จักพระเจ้าง่ายนิดเดียว โดย อ.บรรจง บินกาซัน

  ทุกศาสนามีความเชื่อเหมือนกันในสิ่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “สิ่งเร้นลับ” ที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สิ่งเร้นลับดังกล่าวนี้มีอยู่จริงแม้จะมองไม่เห็น และความเชื่อในสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นนี้เรียกว่าศรัทธาที่เป็นพื้นฐานของทุกศาสนา พระเจ้า นรก สวรรค์ วิญญาณ ทูตสวรรค์ สิ่งเหล่านี้ทุกศาสนายืนยันว่ามีอยู่จริง ใครไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่ศรัทธา ในอิสลาม มุสลิมคนใดที่ไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ไม่ศรัทธาและพ้นสภาพความเป็นมุสลิมไปทันที เนื่องจากสิ่งเร้นลับเหล่านี้อยู่นอกเหนืออาณาจักรทางวัตถุและไม่สามารถทดลองในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้น ใครที่ต้องการความรู้ในเรื่องเหล่านี้จึงต้องไปหาจากคำสอนของศาสนาที่มีมาก่อนวิทยาศาสตร์ คัมภีร์ทางศาสนาทุกเล่มเอ่ยถึงการมีอยู่ของพระเจ้าและเรียกพระเจ้าด้วยภาษาที่แตกต่างกันไป มนุษย์ส่วนใหญ่ของโลกเชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้ามานานก่อนจะมีลัทธิปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าเกิดขึ้น แม้ความศรัทธาในพระเจ้าถือเป็นพื้นฐานสำคัญของศาสนาและเป็นเรื่องใหญ่ แต่กลับเป็นเรื่องง่ายที่สุดที่มนุษย์สามารถทำความเข้าใจและรู้จักพระองค์ เมื่อเราจะเชื่อใจใครคนหนึ่ง เราต้องรู้จักประวัติที่มาและคุณสมบัติของคนผู้นั้น ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงได้แนะนำตัวเองเพื่อให้มนุษย์รู้จักพระองค์ เช่นเดียวกับที่เราต้องการรู้คุณสมบัติของคนมากกว่ารูปร่างหน้าตาฉันใด พระองค์ก็แนะนำคุณสมบัติของพระองค์ให้มนุษย์ได้รู้จักพระองค์ฉันนั้น การรู้จักพระเจ้าจึงไม่จำเป็นต้องเห็นตัวพระองค์ เพราะถ้ามนุษย์เห็นพระเจ้าด้วยตา นั่นก็ไม่ใช่ความศรัทธา นักวิชาการทางด้านศาสนากล่าวว่าการรู้จักพระเจ้ามีทางที่เปิดให้เข้าไป 100 ทาง แต่มีทางหนึ่งที่มีประตูปิดสนิทอยู่และคนที่ปฏิเสธพระเจ้าพยายามจะเข้าไปทางที่มีประตูปิดอยู่ หากมีใครคนหนึ่งบอกว่าตัวเขามีความรู้ความสามารถในการทำอาหาร เราไม่มีทางรู้ได้เลยถึงคุณสมบัติของคนผู้นั้นเพราะความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่สามารถเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องให้เห็นได้ หนทางเดียวที่เราจะเห็นความรู้ความสามารถก็คือการให้คนผู้นั้นแสดงความรู้ความสามารถของเขาออกมา     พระเจ้าแนะนำพระองค์ด้วยตัวเองไว้ในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอานว่าพระองค์เป็นผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง ใครจะปฏิเสธคุณสมบัติข้อนี้ก็หาข้อพิสูจน์มายืนยัน แม้ในคัมภีร์พระเวท พรหมก็แปลว่าผู้สร้าง พระเจ้าแนะนำพระองค์ต่อไปว่าพระองค์เป็นผู้ทรงจัดระเบียบทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา และพระองค์ได้แสดงหลักฐานให้เห็นในจักรวาลที่ประกอบด้วยดาวนับหลายแสนล้านดวงที่โคจรกันอย่างเป็นระบบเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยการสังเกตเห็นการโคจรของดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ในท้องฟ้านี้เอง อับราฮัม...

ทำไมนบีมุฮัมมัดมีภรรยาหลายคน โดย อ.บรรจง บินกาซัน

  มนุษย์ทุกคนต้องการให้ชีวิตของตัวเองมีความปลอดภัยและมีกิน โดยเฉพาะมนุษย์เพศหญิงที่อ่อนแอ ดังนั้น ผู้หญิงในอดีตจึงต้องการผู้ชายมาคุ้มครองและหาเลี้ยงไม่ว่าตนเองจะเป็นภรรยาลำดับที่เท่าไหร่ของผู้ชายที่เป็นสามีของตน นอกจากนี้แล้ว สัญชาติญาณของความเป็นแม่ยังทำให้ผู้หญิงต้องการมีลูกเพื่อดูแลช่วยเหลือตัวเองในอนาคตหลังจากที่สามีต้องจากไป ในสังคมเผ่าที่ความเข้มแข็งขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ชาย หัวหน้าเผ่ามักจะมีภรรยาหลายคนโดยหวังว่าจะมีลูกชายหลายคนมาสร้างความเข้มแข็งและสืบทอดอำนาจการปกครองเผ่าต่อไป การมีภรรยาหลายคนในอดีตจึงเป็นเรื่องธรรมดาหรือเป็นความจำเป็นของสังคมเสียด้วยซ้ำถ้าเราไม่เอาแว่นตายี่ห้อ MONOGAMY (การมีภรรยาเพียงคนเดียว)ที่ฝรั่งคิดขึ้นมาใส่มองสังคมในยุคนั้น แต่การมีภรรยาหลายคนในอดีตไม่ได้มีการจำกัดจำนวน ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในบางกรณี (มิใช่ทุกกรณี) สามีไม่สามารถดูแลภรรยาและลูกๆได้ทั่วถึงและเป็นธรรม สังคมอาหรับในยุคอวิชชาก่อนหน้าอิสลามก็ไม่แตกต่างไปจากสังคมในส่วนอื่นๆ ของโลก     ในขณะที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูตของพระเจ้า นบีมุฮัมมัดแต่งงานเมื่ออายุ 25 ปีกับนางเคาะดีญะฮฺแม่หม้ายเศรษฐีนีวัย 40 ปีทั้งๆที่เวลานั้นท่านสามารถที่จะแต่งงานกับสาวโสดอายุรุ่นน้องคนใดก็ได้ เพราะคุณสมบัติของท่านจัดอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเนื้อหอมพอสมควร หลังแต่งงาน นบีมุฮัมมัดใช้ชีวิตกับภรรยาเพียงคนเดียวในสถานะนายมุฮัมมัดและมีลูกด้วยกัน 6 คน เป็นผู้หญิง 4 คนและผู้ชาย 2 คน แต่ลูกชายทั้งสองคนของท่านได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่อท่านได้รับภารกิจการเป็นนบีทำหน้าที่ประกาศสัจธรรมอิสลามในวัย 40 ปี ท่านต้องประสบกับการต่อต้านทุกรูปแบบ นางเคาะดีญะฮฺภรรยาของท่านนี่เองที่ให้การสนับสนุนท่านทั้งทรัพย์สินและกำลังใจจนกระทั่งความตายได้มาแยกคนทั้งสองออกจากกันหลังจากใช้ชีวิตร่วมกันมาเป็นเวลา 25 ปี เมื่อนางเคาะดีญะฮฺจากไปโดยทิ้งลูกสาวสี่คนไว้ให้รับผิดชอบท่ามกลางภารกิจที่ยากลำบากและการต่อต้านที่รุนแรง ท่านจึงต้องแต่งงานอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาภรรยามาคอยดูแลลูกสาว แม้ท่านจะเลือกแต่งกับหญิงสาวคนใดก็ได้ แต่ท่านเลือกแต่งงานกับนางเซาด๊ะฮหญิงหม้ายที่มีอายุมากกว่าท่าน การแต่งงานครั้งที่สามของนบีมุฮัมมัดเกิดขึ้นเมื่อสาวกคนสนิทเสนออาอิชะฮฺลูกสาววัยประมาณ 10...

รู้เขารู้เรา! เทศกาลเขาที่เราปฏิบัติไม่ได้ โดย อ.อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์

  ในแต่ละปีจะมีเทศกาลเกิดขึ้นมากมาย มีการเฉลิมฉลอง มีการจัดงานสังสรรค์รื่นเริง มีการถ่ายทอดตามสื่อต่างๆมากมาย ออกโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต วิทยุ เป็นต้น ทุกครั้งที่เทศกาลมาถึง ไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้าน หรือนอกบ้าน อยู่คนเดียว หรืออยู่กับใคร เทศกาลนั้นมันก็ยังดำเนินต่อไป และเราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่รอบๆ ตัว โดยเฉพาะคนไทยไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็ร่วมเฮกับเขาได้ทุกงาน ในฐานะที่เราเป็นคนไทยมุสลิม เรามีหลักศรัทธาที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆนั้น ไม่ได้ ตรงกันข้ามการรู้เขา รู้เรา ทำให้เราได้เปิดกว้างทางความคิดของเราได้อีกด้วย “สกู๊ปข่าวหลัก” ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “อาจารย์อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์” นักวิชาการอิสลาม มาช่วยชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่าทำไมมุสลิมถึงเข้าไปร่วมงานประเพณีต่างๆ ของต่างศาสนิกไม่ได้ เรามาหาคำตอบกัน...     อ.อับดุลวาเฮด กล่าวว่า “เมื่อพูดถึงเรื่องของประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา มุสลิมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้หรือไม่ได้อย่างไร? ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมไทยความเป็นมุสลิมไม่ได้ทำให้เรามีข้อจำกัด จนกระทั่งไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ ตรงนี้เป็นการเข้าใจผิด ที่จริงแล้วอิสลามเป็นศาสนาที่เรียกว่าเป็นศาสนาแห่งสันติ ศาสนาแห่งธรรมชาติ อิสลามมาในครั้งแรกไม่ได้มาแบบมีแต่คนศรัทธาทั้งหมด...

กินแบบนบี ตอนที่ 3 โดย อ.มูฮัมมัดราชา ฟิรเดาซ์

  อัลฮัมดุลิ้ลละห์ กินแบบนบี ดำเนินมาถึงตอนที่ 3 เมื่อศึกษาแบบอย่างการดำเนินชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) โดยเฉพาะในเรื่องของการบริโภค กลับพบว่ามีรายละเอียดที่น่าสนใจ ในมิติต่างๆ อย่างมากมายเกี่ยวกับมารยาทของการบริโภค ดังนั้นเป็นการสำคัญที่ผู้ศรัทธาจะเจริญรอยตามแบบอย่างของท่านอย่างเคร่งครัด กินแบบนบี ตอนที่ 3 จะนำพาทุกท่านไปพบกับมารยาทในการบริโภคอาหารแบบนบี   ไม่ดื่มพลางยืน มีรายงานจากอบีสะอีด อัลคุดรียฺ ว่า : أَنَّ النَّبِىَّ -صلى الله عليه وسلم- زَجَرَ عَنِ الشُّرْبِ قَائِمًا   ความว่า : ท่านนบี  ได้ห้ามการดื่มพลางยืน (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 2025)   ปริมาณอาหารที่รับประทาน (การแบ่งท้องเป็นสามส่วน) จากมิกดาม บิน มะดีกะริบ เล่าว่า : سَمِعْتُ رَسُولَ...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

องค์การความร่วมมือด้านอิสลามจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องสตรี

  องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสองวันในวันที่ 28 และ 29 มิถุนายนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขครั้งที่ 7 เรื่องบทบาทสตรีในการพัฒนาประเทศสมาชิกในเมืองหลวงของบูร์กินาฟาโซในกรุงวากาดูกู การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้จะกล่าวถึงการริเริ่มหลายอย่างรวมถึงความพยายามของหน่วยงานและสถาบันต่างๆในการสนับสนุนความสามารถของผู้หญิง เสริมสร้างร่างข้อเสนอของธนาคารครอบครัวที่สนับสนุนโดยหอการค้าอิสรภาพอุตสาหกรรมและการเกษตรของประเทศอิรัก (ICCIA) และแนวคิดเกี่ยวกับรางวัล OIC สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสตรี ตามคำขอร้องของสภารัฐมนตรีต่างประเทศในช่วงที่ 45 ในกรุงธากา 2018