28.5 C
Bangkok
วันอาทิตย์, สิงหาคม 19, 2018
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

บันทึกบทใหม่ในแดนกีวี : เรียนรู้โลกกว้างอย่างเข้าใจ โดย อิมรอน โสะสัน

  บันทึกประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2561 "สำหรับข้าพเจ้าแล้ว อำนาจทางการเมืองมิใช่เป็นเป้าหมาย หากเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในชีวิตทุกรูปแบบอำนาจทางการเมืองหมายถึงความสามารถในอันที่จะกำหนดชีวิตของประเทศโดยผ่านผู้แทนของประชาชน ภาวะเช่นนี้คืออนาธิปไตยที่ตื่นแล้ว ในรัฐที่มีภาวะหรือสภาพดังกล่าว ทุกคนปกครองตนเองโดยไม่เป็นอุปสรรคแก่การอยู่กินของเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น ในอุดมรัฐหรือรัฐในอุดมการณ์ อำนาจทางการเมืองจึงไม่มีเพราะไม่มีรัฐ แต่รัฐในอุดมการณ์ดังกล่าว ไม่มีทางจะบรรลุได้โดยสมบูรณ์ในชีวิต ดังนั้น THOREAU จึงกล่าวไว้เป็นแบบฉบับว่า "รัฐที่ดีที่สุดคือรัฐที่ปกครองน้อยที่สุด” “ข้าพเจ้าเชื่อว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น จะเกิดได้ด้วยวิธีการของอหิงสาเท่านั้น โลกจะเป็นสหพันธ์ได้โดยตั้งมั่นอยู่บนรากฐานของอหิงสา การใช้กำลังหรือความรุนแรงจะต้องละทิ้งโดยเด็ดขาดในการแก้ปัญหาของโลก" (ประชาธิปไตยกับประชาชน มหาตามะ คานธี : เขียน กรุณา-เรืองอุไร กุศลาศัย : แปล) #แด่86ปีกับการเดินทางของประชาธิปไตยประเทศไทย บันทึกประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2561 "ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งข้าพเจ้ามีภารกิจที่ต้องการปฏิรูปโลกใบนี้ ข้าพเจ้าต้องการปฏิรูปตัวของข้าพเจ้าและโลกที่ข้าพเจ้าอาศัย ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อปกป้องตัวเองให้รอดพ้นและยืนดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้อย่างหน้าตาเฉย แน่นอน..มันมีความเป็นไปได้ที่จะยืนมองโลกใบนี้แล้วบอกกับตัวเองว่า ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้น...

การเสียชีวิตของท่านอัล-หุสัยนฺ อิบนุ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.)(ตอนที่ 1)

  อิมามอะหฺมัด บันทึกไว้ในมุสนัดของท่านว่า : จากษาบิตจากท่านอะนัส (ร.ฎ.)   ((اسْتَأْذَنَ مَلَكُ الْقَطْرِأن يَاْتِيْ النبى صلى الله عليه وسلم فأَذِنَ له , فقال لِأُمِّ سَلَمَةَ ((احْفَظِيْ عليْناالبابَ لايدخُل عليناأحَدٌ)) فجاءَالحسينُ بن عَلِيّ فوثَب حَتّى دَخَل , فجَعل يَصْعُدُعَلى مَنْكبِ النبى صلى الله عليه وسلم فقال...

กองขยะที่หน้าบ้านหลังใหญ่ (ตอนที่ 2)

  ทฤษฎีเหมารวมของคนที่เกลียดชังอิสลามและมุสลิมเป็นทฤษฎีที่ไม่เป็นธรรม เพราะในบ้านนี้เมืองนี้มีชาวมุสลิมอีกเป็นจำนวนมากนับล้านคนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ และบางส่วนในอีสานที่พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตปกติและคลุกคลีอยู่กับคนต่างศาสนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็นั่นแหล่ะ เมื่อเกลียดกันเสียแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางดีไปได้ คนที่จงเกลียดจงชังและใช้ทฤษฎีเหมารวมก็ไม่วายที่จะนำเอาเรื่องการประกอบศาสนกิจ เช่นการอะซาน เอามากล่าวว่าเสียๆ หายๆ  เช่น เอาไปเปรียบกับเสียงร้องของสัตว์หน้าขนบางชนิด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เสียงอะซานจากมัสยิดจะมีการส่งเสียงออกไปในละแวกใกล้เคียงกับมัสยิด 2-3 นาทีต่อครั้ง รวมกันแล้ววันหนึ่ง 5 ครั้ง ก็ราว 15 นาที ไม่เกิน 20 นาทีแล้วก็สงบลง แต่ถ้ามีเสียงตามสายจากวัดใกล้เคียงวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยสำหรับการทำวัตรเช้าและวัตรเย็น รวมแล้วเผลอๆ อาจจะนานกว่าเสียงอะซานไปไหนๆ นี่ยังไม่รวมเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณเวลามีมหรสพในช่วงวันหยุดยาวที่รู้กัน คนส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้วัดหรือมัสยิด ซึ่งอยู่มาแต่เดิมและเป็นคนพื้นที่แทบจะไม่มีปัญหาในเรื่องเสียงในการประกอบศาสนกิจทั้งฝั่งวัดและมัสยิด เพราะถือเป็นเรื่องศาสนาที่ต้องให้เกียรติกันและยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา แต่คนที่รับไม่ได้กับเสียงที่ว่านี้และกร่นด่าในเนื้อเพลงว่า “เห่าหอน”...

Halal Tourism ฮาลาล เพื่อการท่องเที่ยว (ตอนที่ 5)

  โรงพยาบาลตามวิถีอิสลาม หลายท่านคงยังไม่ทราบถึงความนิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เดินทางมารักษาตัวในประเทศไทยแต่ละปี จำนวนเม็ดเงินในธุรกิจด้านตลาดคนไข้ของชาวต่างชาติมากมายมหาศาล ผมขอนำเสนอในมิติของชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาอิสลามจากทั่วทุกมุมโลกที่ได้เดินทางมารักษาตัวพร้อมกับการพักผ่อนหย่อนใจ ผมเองมีเพื่อนๆประกอบอาชีพเป็นล่ามแปลภาษาอาหรับในโรงพยาบาลชั้นนำ หลายโรงพยาบาลด้วยกัน จากการพูดคุยเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น มักนิยมมาเป็นครอบครัว เพราะนอกจากมาพักรักษาตัวแล้ว ผู้ป่วยถือโอกาสพักผ่อนเติมพลังแห่งชีวิตในคราเดียวกันไปด้วย สิ่งสำคัญนอกจากการรักษาผู้ป่วยแล้ว การเข้าใจวิถีการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยที่นับถือศาสนาอิสลามมีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับสถานพยาบาลและสร้างรายได้อย่างมหาศาลเช่นกัน  ดังนั้นสถานพยาบาลหากอยากเพิ่มยอดขายและสร้างแบรนด์เพื่อเป็นที่จดจำ ต้องศึกษา เรียนรู้ เข้าใจกระบวนการ อำนวยความสะดวกเตรียมความพร้อมในการรักษาพยาบาลตามวิถีอิสลาม หลักการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติที่เรียกว่าฮาลาลนั้น มิได้เฉพาะเจาะจงเพียงแค่การผลิตอาหารแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการให้บริการ การรักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน     แนวทางการปฏิบัติ การให้บริการโรงพยาบาลตามวิถีอิสลาม ดังนี้ โรงพยาบาลมีบริการอาหารฮาลาลสำหรับผู้ป่วยและบุคคลทั่วไป จัดสถานที่ละหมาดที่มีความสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่สามารถลุกขึ้นเดินได้ มีห้องละหมาดในโรงพยาบาล เพื่อให้บริการสำหรับญาติที่มาเยี่ยม มีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้หญิงเพียงพอเพื่อให้บริการต่อผู้หญิงมุสลิมที่ตั้งครรภ์และการทำคลอด (ถ้าทำได้) การดูแลผู้ป่วยต้องสอดคล้องตามหลักการของศาสนา เช่นจำนวนบุรุษพยาบาลเพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วยชาย มีการสอนให้ผู้ป่วยกล่าวคำปฏิญาณตน (ชาฮาดะห์) ก่อนการทำหัตถการใดๆที่อาจทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว อาทิเช่น ก่อนฉีดยาสงบประสาทเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เป็นต้น การจัดทำซิงค์น้ำสำหรับอาบน้ำละหมาดแก่ผู้ป่วยแบบเคลื่อนที่สำหรับผู้ป่วยที่เคลื่อนที่ลำบาก การจัดเตียงผู้ป่วยให้หันศรีษะไปทางกิบลัต (กิบลัต...

ไขข้อสงสัย ทำไมอิสลามถึงอนุญาตให้มีภรรยาได้ 4 คน

  ทำไมศาสนาอิสลามจึงอนุญาตให้มีภรรยาได้ถึง 4 คน? มีแนวคิดอยู่แนวคิดหนึ่งนึงว่าการแต่งงานมีภรรยาเป็นเรื่องของผู้ที่ยังมีกิเลส ยังมีความอยากได้ / อยากเป็น / อยากมี / อยู่ วิธีละซึ่งกิเลสวิธีหนึ่งคือการครองตนให้เป็นโสดจะทำให้หลุดออกจากการอยากครองและมีอีกแนวคิดหนึ่งเห็นว่าคนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความสุขจึงไม่ใช่เรื่องที่ มนุษย์ควรทิ้งขว้างไปง่ายๆ การมีเพศสัมพันธ์เป็นความเสรีสุขที่ฝังตัวมากับมนุษย์ ในเมื่อเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็ไม่ควรมีอะไรมาจำกัดมัน ไม่ว่าจะมีศีลธรรม ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม จำนวน กาละ หรือเทศะ คำถามที่ตามมา “แล้วทำไมอิสลามไม่กำหนดจำนวนภรรยาไว้แค่คนเดียว” บัญญัติอิสลามเป็นอิสระจากกาลเวลา ถ้ามองไปที่ประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมการมีภรรยาคนเดียวอย่างเคร่งครัดนั้นเพิ่งมีมาไม่กี่ร้อยปี หมายความว่าคนในยุคไม่กี่ร้อยปีทานี้มองว่าการมีภรรยามากกว่าหนึ่งเป็นเรื่องแปลก แต่ในทางกลับกันในยุคก่อนหน้านั้นสังคมมองว่าการมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนเป็นเรื่องปกติ อิสลามไม่ใช่ศาสนาแรกที่อนุญาตให้มีภรรยาได้หลายคน และไม่ได้ริเริ่มเรื่องนี้ขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามอิสลามเป็นศาสนาแรกที่วางระเบียบการสมรสและจำกัดจำนวนภรรยายภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด การมีภรรยาได้หลายคนนั้น มีมาก่อนที่อิสลามจะเกิดขึ้นมาบนโลกนี้เสียอีก และไม่ใช่เฉพาะชนเผ่าอาหรับเท่านั้น เผ่าอื่นๆก็มีเช่นกัน อิสลามจึงจัดระเบียบใหม่โดยยกเลิกประเพณีที่ผิด ในสังคมสมัยนั้น ซึ่งเป็นการยากที่จะยกเลิกประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในคราวเดียวกันทั้งหมด ดังนั้นอิสลามจึงได้ทำการยกเลิกประเพณีดังกล่าวทีละขั้นตอน ซึ่งแม้แต่ในเรื่องการกำหนดจำนวนภรรยาก็ตาม     อิสลามได้จำกัดจำนวนภรรยาให้เหลือเพียง...

บทเรียนจากภูเขาไฟ โดย อ.บรรจง บินกาซัน

  ครั้งหนึ่ง หลังจากผมสอนประวัติศาสตร์เรื่องเมืองโซดอมที่ถูกทำลายเพราะผู้ชายในเมืองนี้นิยมการสมสู่ในหมู่ผู้ชายด้วยกันโดยไม่สนใจผู้หญิงซึ่งเป็นการผิดวิถีธรรมชาติ หนุ่มห้าวคนหนึ่งที่ฟังการบรรยายของผมได้ขอเวลาถามคำถามที่ใครฟังแล้วรู้ได้ทันทีว่าเขามีอคติต่อคำสอนและเรื่องทางศาสนา หนึ่งในคำถามของเขาคือถ้าพระเจ้ามีจริงและพระองค์ทำลายเมืองโซดอมด้วยการพลิกเมืองทั้งเมืองคว่ำจมหายไปในธรณีและตามด้วยฝนหินละลายที่ตกมาจากฟากฟ้ากลบผืนธรณีบริเวณนั้นซ้ำแล้ว ทำไมพระเจ้าไม่ทำลายผู้คนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศที่กำลังแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน? เหลือเชื่อครับ คำถามของหนุ่มห้าวในยุค 4.0 คนนี้ช่างไม่ต่างอะไรจากคำถามของชาวอาหรับในยุคอวิชชาก่อนหน้าอิสลามเมื่อ 1,400 กว่าปีก่อน นบีมูฮัมหมัดถูกส่งมาเพื่อปฏิรูปศีลธรรมในหมู่มนุษย์โดยเริ่มในหมู่ชนชาวอาหรับก่อน ท่านเรียกร้องผู้คนให้เลิกเคารพกราบไหว้สิ่งศักดิ์ที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติสารพัดรูปร่างและหันมาสักการะพระเจ้าองค์เดียว เพราะวัตถุบูชาเหล่านั้นไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมใดๆ แต่พระเจ้าที่แท้จริงต่างหากที่เป็นผู้สร้างมนุษย์และวางกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมให้มนุษย์ปฏิบัติเพื่อผลดีแก่มนุษย์เอง เนื่องจากเสพติดการเคารพกราบไหว้วัตถุบูชามานานนับพันปี ชาวอาหรับส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและต่อต้านท่าน ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงประทานเรื่องราวของกลุ่มชนในอดีตที่เคยเคารพกราบไหว้วัตถุบูชาและไร้ศีลธรรมแก่นบีมูฮัมหมัดมาเล่าให้ผู้คนในเวลานั้นฟังเพื่อเป็นบทเรียน     หนึ่งในเรื่องราวของผู้คนในอดีตที่ถูกพระเจ้าลงโทษทำลายคือเรื่องราวของเมืองโซดอมที่ผู้คนกราบไหว้รูปปั้นบูชาและเสื่อมทรามทางศีลธรรมอย่างหนักจนผู้คนเห็นอาชญากรรมเป็นเรื่องปกติ และสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของชาวเมืองนี้ก็คือผู้ชายในเมืองนี้นิยมการสมสู่ในหมู่ผู้ชายด้วยกัน คัมภีร์กุรอานเล่าว่าหลังจากนบีอิบรอฮีม(หรืออับราฮัม)และลูฏ(หรือโลท)อพยพออกจากเมืองอูร์ในอิรักมาแล้ว เขาได้ส่งลูฏไปยังเมืองโซดอมเพื่อตักเตือนผู้คนให้เกรงกลัวพระเจ้าและเลิกพฤติกรรมรักร่วมเพศ แต่ยิ่งตักเตือน ยิ่งห้ามปรามก็เหมือนยิ่งเป็นการราดน้ำมันลงไปบนกองเพลิงแห่งความชั่ว ในที่สุด พระเจ้าได้สั่งลูฏให้พาครอบครัวและผู้ศรัทธาในพระเจ้าออกนอกเมืองในคืนหนึ่งก่อนรุ่งสาง เมื่อลูฏและผู้ศรัทธาออกไปแล้ว แผ่นดินเมืองโซดอมได้ถูกพลิกคว่ำจมหายไปในแผ่นดินตรงบริเวณทางใต้ของทะเลสาบเดดซี ไม่เพียงเท่านั้น พระเจ้ายังให้มีหินละลายตกมากลบแผ่นดินบริเวณนั้นอีกด้วย เรื่องราวของลูฏและเมืองโซดอมมีกล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิลด้วย นบีมูฮัมหมัดนำเรื่องราวของชาวเมืองนี้มาเล่าเป็นบทเรียนให้ชาวอาหรับที่เสื่อมทรามทางศีลธรรมในสมัยของท่านฟัง แต่ชาวอาหรับได้เยาะเย้ยว่าสิ่งที่ท่านเล่ามาเป็นนิยายปรัมปรา ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังท้าทายว่า “ถ้าสิ่งที่ท่านเล่าเป็นเรื่องจริง ท่านสั่งพระเจ้าให้ลงโทษพวกเราเดี๋ยวนี้เลย”     นบีมูฮัมหมัดได้บอกคนเหล่านั้นว่าท่านไม่สามารถสั่งพระเจ้าให้ลงโทษใครได้ตามที่ท่านต้องการ เพราะท่านเป็นเพียงผู้ตักเตือน ส่วนการตัดสินลงโทษเป็นเรื่องของพระเจ้า ชาวอาหรับในเวลานั้นทำชั่วจนไม่รู้จักพระเจ้าและสมองไม่มีพื้นที่มากพอที่จะคิดว่าถ้าพระเจ้าจะลงโทษคนทำผิดทันที บนโลกนี้คงไม่มีมนุษย์เหลืออยู่ แต่พระเจ้าเป็นผู้ทรงขันติธรรม ผู้ทรงให้อภัยและผู้ทรงเมตตา การที่พระองค์ไม่ทรงลงโทษมนุษย์ทันทีที่ทำผิดมิใช่ว่าพระเจ้าไม่มีหรือพระเจ้าเฉยเมยต่อบาปและความผิด แต่พระองค์ทรงประวิงเวลาไว้เพื่อให้มนุษย์มีโอกาสสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจก่อนการลงโทษจะมาถึง คนในยุค 4.0...

เรื่องคุณธรรมทางใจ… โดย อ.อาลี กองเป็ง

  ท่านพี่น้องร่วมศรัทธาที่รัก ในวันหนึ่งท่านอิบนุอุมัรพร้อมกับส่วนหนึ่งของพร้องเพื่อนได้เดินทางท่ามกลางทะเลทราย ซึ่งไม่ไกลจากนครมาดีนะห์มากนัก เขาทั้งหลายนั่งร่วมทานอาหารที่นำติดตัวมา บังเอิญมีชายหนุ่มร่างเล็กกำลังเลี้ยงฝูงแกะเข้ามา แล้วกล่าวสล่ามแก่พวกเขา ท่านอิบนุอุมัรจึงได้เชิญเด็กหนุ่มร่างเล็กร่วมรับประทานอาหาร และกล่าวแก่ชายหนุ่มร่างเล็กซึ่งเลี้ยงแกะว่า เจ้าหนุ่มน้อย มารับประทานอาหารกับพวกเราเถอะ ชายหนุ่มเลี้ยงแกะจึงกล่าวตอบท่านอิบนุอุมัรไปว่า ฉันถือศีลอด ท่านอิบนุอุมัรแปลกใจมาก พร้อมเอ่ยขึ้นว่า เจ้าบวชได้หรือ!? ในวันที่ร้อนจัดเช่นนี้ ทั้งที่เจ้าเลี้ยงแกะตามขุนเขาทะเลทรายที่ร้อนระอุ ครั้นต่อมาด้วยความประหลาดใจท่านอิบนุอุมัรจึงได้ลองทดสอบความยำเกรงต่ออัลลอฮฺและความีอะมานะฮ์ของเด็กหนุ่มคนนี้ ท่านถามเด็กหนุ่มว่า งั้นเจ้ามีแกะมาขายให้พวกเราซักตัวได้ไหม? พวกเราจะไห้ราคาที่งดงามแก่เจ้า และเราก็จะให้เนื้อของมันส่วนหนึ่งเพื่อเจ้าจะได้นำไปละศีลอด เด็กหนุ่มกล่าวตอบไปว่า แกะฝูงนี้มิใช่ของฉันหรอก มันเป็นของเจ้านายฉัน ท่านอิบนุอุมัรจึงกล่าวว่า งั้นก็บอกแก่นายเจ้าไปสิว่า หมาป่ามันคาบไปกินแล้ว เด็กหนุ่มที่เลี้ยงแกะมีอาการโมโห เขาจึงเอ่ยขึ้นพร้อมถอยหลังกลับ และชี้นิ้วขึ้นฟ้าพร้อมกล่าวว่า แล้วอัลลอฮฺอยู่ไหนกัน.. !?.... ท่านอิบนุอุมัรทวนคำพูดของเด็กหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วท่านก็ร้องไห้ เมื่อท่านกลับเข้านครมาดีนะห์ ท่านส่งคนไปซื้อแกะจากนายของเด็กหนุ่ม พร้อมทั้งตัวของเด็กหนุ่มด้วย แล้วท่านก็ปล่อยเด็กหนุ่มร่างเล็กให้พ้นสภาพของการเป็นทาส พี่น้องร่วมศรัทธาครับ ขณะที่ท่านนบี(ซ.ล)นั้งร่วมสนทนากับเหล่าศ้อฮาบะฮ์ มะลาอิกะฮ์จำแลงร่างเป็นมนุษย์รูปงาม.ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักเขาเลย...

จงหลีกเลี่ยงการโต้เถียง ถึงเราเป็นฝ่ายถูกก็ตาม!!

  เราถูก เราเถียงดีไหม? ท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ‘ฉันรับประกันด้วยกับบ้านหลังหนึ่งข้าง ๆ สวรรค์ สำหรับคนละทิ้งการโต้เถียง ทั้ง ๆ ที่เขาสมควรเถียง (เพราะเขาถูกต้อง) และฉันรับประกันด้วยบ้านหลังหนึ่งใจกลางสวรรค์ สำหรับผู้ละทิ้งการโกหก แม้ว่าจะเป็นการพูดเล่น และฉันรับประกันด้วยบ้านหลังหนึ่งสูงสุดในสวรรค์ สำหรับคนที่มารยาทดี .. อีกฮะดิษ ที่เป็นตัวอย่างที่ดี ครั้งหนึ่ง ท่านนบีศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั่งอยู่กับอบูบักร อัศศิดดีก ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮฺ มีชายคนหนึ่ง กล่าวหาว่าร้ายต่อท่านอบูบักร ท่านอบูบักรไม่โต้ตอบอะไร ท่านนบียิ้ม และพอใจ ครั้นเมื่อชายผู้นั้น ว่าร้ายมากขึ้น ท่านอบูบักร จึงตอบโต้ ท่านนบีไม่พอใจ และลุกออกมา เมื่อท่านอบูบักรมาหาท่านนบี รีบถามว่า’โอ้ ท่านร่อซุลฯ เขาว่าร้ายฉัน ท่านก็นั่งอยู่กับฉัน...

จงให้สิทธิแก่ผู้ใช้ถนน อย่ากีดขวางทางสัญจร

  มีรายงานจากอบีซะอี๊ด อัลคุดรียฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า إِيَّاكُمْ وَالْجُلُوسَ بِالطُّرُقَاتِ فَقَالُوا يَا رَسُولَ اللَّهِ مَا لَنَا مِنْ مَجَالِسِنَا بُدٌّ نَتَحَدَّثُ فِيهَا فَقَالَ إِذْ أَبَيْتُمْ إِلَّا الْمَجْلِسَ فَأَعْطُوا الطَّرِيقَ حَقَّهُ قَالُوا وَمَا حَقُّ الطَّرِيقِ يَا رَسُولَ اللَّهِ  قَالَ غَضُّ الْبَصَرِ وَكَفُّ الْأَذَى...

9 อาม้าลในชีวิตประจำวัน ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

  อยากมีความสุข/ละหมาดให้ตรงเวลา อยากให้ใบหน้ามีรัศมี/ละหมาดตะฮัจญุด อยากสบายใจ/อ่านกุรอ่าน อยากสุขภาพดี/ถือศีลอด อยากหมดทุกข์/ขออภัยโทษตลอดเวลา อยากคลายกังวล/ขอดุอาอฺมากๆ อยากพ้นวิกฤต/กล่าว “ลาเฮาล่ะ ว่ะลากูว่ะต่ะ อิ้ลลา บิ้ลลาฮฺ” อยากมีบ่ะร่อกะห์(ความจำเริญ)/เศาะละวาตมากๆ อยากได้ความดีง่ายๆ ช่วยส่งต่อโดยเหนียตเป็น เศาะดะเกาะห์ญารียะห์แก่ตัวท่าน และพ่อแม่ของท่าน. (อาอิฎ อัลก็อรนีย์) ที่มาของเนื้อหา : Khaled Shafe Shams

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสชี้แจงทำความเข้าใจครอบครัวผู้เห็นต่าง ตามโครงการตำบลประชารัฐสานใจฯ

พลตรี วิชาญ สุขสง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และคณะ ลงพื้นที่เพื่อพบปะ ชี้แจงทำความเข้าใจกับครอบครัวผู้เห็นต่าง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ตามโครงการตำบลประชารัฐสานใจ ร่วมแก้ไขความรุนแรง ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลกาวะ อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ครอบครัวผู้เห็นต่าง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ ร่วมมือกับภาครัฐแก้ปัญหาความรุนแรงในตตำบลให้ยุติ โดยการช่วยกันพูดคุยให้ผู้เห็นต่างยุติการก่อเหตุ และออกมารายงานตัวเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ทั้งนี้ โครงการตำบลประชารัฐสานใจ ร่วมแก้ไขปัญหาความรุนแรง...