32.1 C
Bangkok
วันพุธ, มกราคม 29, 2020
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

ถามคนรู้จริง หุก่มการเยี่ยมผู้ป่วยซึ่งเป็นพี่น้องต่างศาสนิก

  บัญญัติมิได้ห้ามที่มุสลิมจะทำการเยี่ยมเยียนผู้ป่วยที่เป็นเพื่อนพ้องพี่น้องต่างศาสนนิก ยิ่งกว่านั้นศาสนาส่งเสริมให้ทำการเยี่ยมเยียนด้วยซ้ำไป หากแม้นมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความอิ่มอกอิ่มใจ แสดงถึงน้ำใจที่มีในหมู่มุสลิมสู่การเผยแผ่ ซึ่งมีตัวอย่างจากการบันทึกของบุคอรีย์ ว่า ท่านนบี(ซ.ล)ได้เยี่ยมไข้ของเด็กรับใช้ของท่านนบีซึ่งเป็นยะฮูดีย์ และมีบันทึกในบุคอรีย์มุสลิมว่าท่านนบี(ซ.ล)เยี่ยมไข้ลุงของท่านขณะไกล้สิ้นชีวิต ท่านอะบูดัรดาอฺเยี่ยมไข้ชายยะฮูดีย์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน   ขอขอบคุณ : อ.อาลี กองเป็ง  

ภาวะโลกร้อนในมุมมองของอิสลาม

  ปัญหาสิ่งแสดล้อมถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ผู้คนในยุคปัจจุบันทั่วทุกมุมโลกให้ความสำคัญและมองว่าเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่เป็นปัญหาระดับประเทศ หรือเป็นปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะเท่านั้น เราจะเห็นได้จากช่วงเวลาที่ผ่านมา มีผู้คนจากหลายทวีป หลายประเทศ หลายเชื้อชาติออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ประชาคมโลกเห็นความสำคัญและเอาจริงเอาจังกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงตรัสถึงความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ของเราเอาไว้อย่างชัดเจนในอายะฮ์ที่ 41 ของซูเราะฮ์อัรรูมความว่า قال الله تعالى : " ظَهَرَ الْفَسَادُ فِي الْبَرِّ وَالْبَحْرِ بِمَا كَسَبَتْ أَيْدِي النَّاسِ لِيُذِيقَهُم بَعْضَ الَّذِي عَمِلُوا لَعَلَّهُمْ يَرْجِعُونَ " سورة الروم /41   ความว่า “ความเสียหาย ความเสื่อมโทรม และการบ่อนทำลายได้เกิดขึ้นแล้วทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องมาจากฝีมือของมนุษย์ที่ได้กระทำเอาไว้...

ระบบของการเป็นพันธมิตรและผลลัพธ์ในการเผยแผ่อิสลาม โดย อ.อาลี เสือสมิง

  ระบบของการผูกมิตร (หรือการเป็นพันธมิตรของตัวบุคคลกับเผ่าอาหรับ) เองนั้นย่อมบ่งชี้ได้อย่างดีถึงการสร้างความเป็นพี่น้องระหว่างชาวอาหรับกับชนพื้นเมือง ทั้งนี้เพราะการผูกมิตรเป็นการสร้างความผูกพันใกล้ชิดเฉกเช่นความสัมพันธ์ทางเครือญาติ หรือถือว่าผู้ที่สาบานผูกมิตรกับชนเผ่านั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในเผ่า เมื่อกลุ่มคนที่เป็นชาวเปอร์เซียมีความประสงค์ในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเผ่าตะมีม หรือเผ่าร่อบีอะห์หรือเผ่าตะญีบหรือเผ่าฮัมดานนั้นย่อมหมายถึง กลุ่มคนดังกล่าวมีความสนิทสนมกับชาวอาหรับเหล่านั้นฉันท์พี่น้องมีความรักใคร่ปรองดองและอยู่ร่วมกันได้โดยดี ชาวเปอร์เซียจึงผูกมิตรและปรารถนาให้ชาวอาหรับเป็นมิตรที่คอยให้การช่วยเหลือแก่พวกตน ณ จุดนี้เราสมควรที่วิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ในการผูกมิตรดังกล่าวซึ่งนักประวัติศาสตร์อิสลามมิค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควรจะเป็นทั้ง ๆ ที่ถือเป็นปรากฏการณ์แบบอิสลามมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างมากต่อธรรมชาติของอิสลามและศีลธรรม การผูกมิตรในลักษณะที่กล่าวมานี้เป็นสาเหตุใหญ่ทีเดียวที่ทำให้ผู้คนเข้ารับอิสลามโดยสมัครใจและพร้อมเพรียงไม่ว่าจะเป็นในดินแดนอิหร่านหรือดินแดนของพวกเติร์ก หรือแม้กระทั่งในดินแดนตะวันตกของโลกอาหรับและสเปน แต่เดิมชนพื้นเมืองเหล่านี้ในขณะที่จักรพรรดิเปอร์เซียมีอำนาจปกครองเหนือแผ่นดินอิรัก อิหร่าน พวกเขามีสถานภาพตามกฎหมายและระบบสังคมในฐานะทาสหรือไพร่ที่คอยรับใช้ราชวงศ์แซสซานิด เมื่อกิซรอ (จักรพรรดิเปอร์เซีย) ได้มอบที่ดินผืนหนึ่งแก่ข้าทาสบริวารของตน บริวารผู้นั้นก็จะถือครองที่ดินและชาวนาที่ทำกินอยู่ในที่ดินนั้นไปพร้อมๆ กัน หรือไม่ก็โยกย้ายกลุ่มชาวนาโดยเปลี่ยนหน้าเจ้านายผู้มีอำนาจเสียใหม่ ผู้คนพลเมืองเดิมจึงกลายเป็นทาสของจักรพรรดิกิซรอและบรรดาเจ้านายที่เป็นเชื้อพระวงศ์ และตกเป็นทาสของเจ้าขุนมูลนายที่มีศักดินาไม่ว่าจะเป็นพวกมัรซุบาน (หมายถึงผู้นำของเปอร์เซียที่มีศักดินา) พวกดิฮฺกอน (หมายถึงข้าหลวงหรือเจ้าครองแคว้นของเปอร์เซียหรือคหบดีที่มีความร่ำรวยจากการค้า) พวกอิซบะห์บาซีนซึ่งหมายถึง ผู้นำหมู่บ้านขนาดใหญ่หรือกำนันและพวกที่ทำหน้าที่เก็บภาษีส่วย ชาวนาก็เป็นผู้ใช้แรงงานคอยทำหน้าที่เพาะปลูกโดยแลกกับอาหารที่พอประทังชีวิตไปวันๆ ส่วนผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็ต้องนำไปประเคนให้กับเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นนายและเจ้าชีวิต     ชนพื้นเมืองที่เป็นชาวนาเหล่านี้เคยชินกับสภาพสังคมเช่นนี้ตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษและกลายเป็นสภาพความเป็นอยู่พื้นฐานในสังคมนั้น ๆ ทั้งนี้เพราะมนุษย์ปุถุชนมิอาจดำเนินชีวิตอยู่ตลอดโดยมิได้ทำอะไร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผูกพันอยู่กับระบบหนึ่งระบบใดที่ชอบด้วยกฎหมายของสังคมนั้น ถึงแม้ว่าความผูกพันเช่นนี้จะเป็นพันธนาการที่คุมขังพวกเขาให้ตกอยู่ในฐานะทาสก็ตามเพราะกฎเกณฑ์ทางสังคมได้กำหนดให้พวกเขาตกเป็นทาสของผู้มีอำนาจหรือตกเป็นกรรมสิทธิของบุคคลที่มั่งคั่งกว่าเมื่อมีผู้ใดคุกคามชนชั้นล่างเหล่านี้พวกเขาก็จะหันไปพึ่งเจ้าชีวิตของตนให้คุ้มครองและเกิดความปลอดภัยในครอบครัวของตน เมื่ออิสลามได้มาถึงและล้มล้างอำนาจกดขี่ของพวกกิซรอและเหล่าเจ้าขุนมูลนายที่เป็นชนชั้นปกครองของเปอร์เซียลงได้ ชาวนาเหล่านี้ก็ตกอยู่ในสภาพอันเป็นสูญญากาศทางสังคม ที่ดินทำกินก็ยังมิได้เป็นที่ดินของชาวนาเหล่านี้ สถานภาพทางสังคมที่ชัดเจนก็หมดไป ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้านายเดิมของพวกเขาได้สิ้นบุญสิ้นวาสนากันถ้วนหน้า...

กินแบบนบี ตอนที่ 2 โดย อ.มูฮัมมัดราชา ฟิรเดาซ์

  ความเดิมจากตอนที่แล้วได้พูดถึงการบริโภคอาหารตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ซึ่งมีท่านศาสดาเป็นต้นแบบในการเจริญรอยตาม “กินแบบนบี ตอนที่ 2” จะพาทุกท่านมาเรียนรู้แนวทางการปฎิบัติในการบริโภคของผู้ศรัทธา 1.อัลลอฮฺได้กล่าวว่า : «يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُلُواْ مِن طَيِّبَاتِ مَا رَزَقْنَاكُمْ وَاشْكُرُواْ لِلّهِ إِن كُنتُمْ إِيَّاهُ تَعْبُدُونَ» (البقرة : 172)   ความว่า : โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย สูเจ้าจงบริโภคสิ่งที่ดีจากสิ่งที่เราได้ประทานแก่สูเจ้า และจงขอบคุณต่ออัลลอฮฺ หากสูเจ้าเคารพสักการะแต่เพียงต่อพระองค์ (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 172) 2.อัลลอฮฺได้กล่าวว่า : «الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الرَّسُولَ النَّبِيَّ الأُمِّيَّ الَّذِي...

นบีมุฮัมมัดกับการปฏิรูปการค้าและการเงิน โดย อ.บรรจง บินกาซัน

  สังคมอาหรับก่อนหน้าอิสลามเมื่อพันกว่าปีก่อนเป็นสังคมการค้าที่มีทั้งการค้าภายในและการค้าระหว่างประเทศ ในเวลานั้น การซื้อขายสินค้าใช้เหรียญทองคำที่ภาษาอาหรับเรียกว่า “ดีนาร์” และเหรียญเงินที่ภาษาอาหรับเรียกว่า “ดิรฺฮัม” เป็นสิ่งบอกมูลค่าสินค้าและสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เงินสองสกุลนี้เป็นเงินที่มาจากสองมหาอาณาจักรคู่แข่งกันในเวลานั้น นั่นคือ อาณาจักรไบแซนตินและอาณาจักรเปอร์เซีย เงินดีนาร์เป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำแท้ที่ใช้ในอาณาจักรไบแซนติน นักวิชาการประวัติศาสตร์อิสลามกล่าว่า “ดีนาร์” มาจากคำว่า “ดีนาริอุส” ในภาษากรีก ส่วนเหรียญกษาปณ์เงินที่เรียกว่า “ดิรฺฮัม” เป็นเหรียญกษาปณ์ที่มาจากอาณาจักรเปอร์เซีย ในเวลานั้น ชามเป็นหัวเมืองใหญ่ของอาณาจักรไบแซนตินที่ติดอยู่กับดินแดนด้านตะวันตกของอาณาจักรเปอร์เซีย และติดอยู่กับทางเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ชามประกอบด้วยดินแดนที่เป็นประเทศซีเรีย จอร์แดน เลบานอนและปาเลสไตน์ในปัจจุบัน แผ่นดินชามเป็นแผ่นดินยุทธศาสตร์ที่สองมหาอำนาจในเวลานั้นแย่งชิงกัน และชามเป็นชุมทางการค้าที่เส้นทางสายไหมพาดผ่าน ชาวอาหรับ ชาวอาฟริกาและชาวยุโรปจะนำสินค้าของตนไปซื้อขายกันที่นั่น ด้วยเหตุนี้ ชามจึงไม่เพียงแต่เป็นแหล่งซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งพบปะแลกเปลี่ยนความเป็นไปของโลกในเวลานั้นด้วย ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูตของพระเจ้าทำหน้าที่เผยแผ่อิสลาม นบีมุฮัมมัดได้ติดตามลุงของท่านไปทำการค้าที่ชามตั้งแต่อายุ 12 ปี ดังนั้น ท่านจึงมีประสบการณ์ทางการค้ามากมายหลายด้าน เช่น การได้เห็นสินค้าใหม่ๆในตลาด รู้เห็นการเจรจาต่อรองและรู้จักสกุลเงินที่สำคัญของโลกในเวลานั้น และเนื่องจากการซื้อขายสินค้าในเวลานั้นใช้สกุลเงินดีนาร์และดิรฺฮัม ชาวอาหรับจึงนำเหรียญดีนาร์และดิรฺฮัมมาใช้ในแผ่นดินอาหรับด้วย     ในตอนนั้น...

ถามตอบผู้รู้!! ภรรยาขอหย่าขาดจากสามีได้หรือไม่?

  ท่านนบี(ซ.ล)กล่าวว่า หญิงใดก็ตามซึ่งนางขอหย่าขาดจากสามีโดยไม่มีเหตุผล นางนั้นจักไม่ได้ยลแม้แต่กลิ่นอายของสวรรค์ ดังนั้นผู้เป็นภรรยามิอนุญาตขอหย่าขาดจากสามีนอกจากสามีเป็นคนไม่ดีตามหลักชะเราะอฺ(บัญญัตอิสลาม) เช่น เสพของมึนเมา ทำร้ายภรรยาเกินขอบเขต ทิ้งละหมาด เป็นต้น ข้อคิด ในกรณีสามีภรรยาเกิดมีปากเสียงหรือขัดข้องหมองใจกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ให้ทั้งสองคงใว้ซึ่งการให้อภัยและอดทน ที่น่าเกลียดและน่ากลัวคือ ทั้งสองเกิดทะเลาะกันแล้วสามีก็ปล่อยอารมณ์ตามชัยฏอน ส่วนภรรยาบางคนก็จะจาบจ้วงด้วยวาจา เช่นคำว่า มึงหย่ากูมาเลย นี้แหละครับพึงระวัง   ขอขอบคุณ อาจารย์อาลี กองเป็ง  

บริจาคแบบปกปิดหรือเปิดเผย แบบไหนดีกว่ากัน?

  จากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคอีสาน สร้างความเดือดร้อนในกับประชาชนในวงกว้าง อย่างที่เป็นข่าวทุกวันนี้ จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงที่สุด ประชาชนหลายพื้นที่ขาดแคลน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ของใช้ต่างๆ มากมาย เหตุการณ์นี้ทำให้เราได้เห็นถึงน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่มีต่อกัน คอยให้การช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องในรูปแบบต่างๆ จากหลายองค์กร มีทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ ด้านองค์กรมุสลิมสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี หรือกลุ่ม Ummatee Thailand ก็ร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยพี่น้องภาคอีสาน แม้ต่างความเชื่อ สีผิว หน้าตา ภาษา รายงานวิจัยฉบับนี้ขอพูดถึงเรื่องการบริจาค สำหรับพี่น้องมุสลิม แท้จริงการบริจาคหรือการซอดาเกาะห์มีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นทรัพย์สินอย่างเดียว การช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่าเราก็เป็นซอดาเกาะห์เช่นกัน ส่วนประเด็นที่ว่าเมื่อไหร่จะบริจาคอย่างปกปิด หรือเมื่อไหร่จะบริจาคอย่างเปิดเผยที่หลายคนยังข้องใจ? เรามาหาคำตอบกันกับ “อาจารย์อับดุลอะซีซ (อนุชา) ขำเจริญ” หัวหน้าฝ่ายเผยแพร่สภายุวมุสลิมโลก (WAMY)     เป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันนี้ความเสียสละยังเป็นที่ต้องการของสังคมมากมาย ผู้ศรัทธาหลายท่านบอกว่าเป็นผู้ศรัทธาแต่พอพูดถึงความเสียสละหรือว่าความใจบุญสุญทาน ในเรื่องการบริจาคบางครั้งยังขาดในชีวิตของเรา ซึ่งอัลลอฮฺ(ซบ.)...

“อิสลาม” แพร่หลายด้วยความประเสริฐและพลังเฉพาะตัว โดย อ.อาลี เสือสมิง

  ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีต ไม่ปรากฏว่าสำหรับชาวมุสลิมมีนโยบายทางการเมืองที่ถูกกำหนดเพื่อการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม โดยมีคณะบุคคลที่มีความชำนาญหรือสันทัดกรณีดำเนินการตามแผนงานที่มีกิจจะลักษณะ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายทางการเมืองนั้น ดังเช่นสภาพที่เราได้พบในศาสนาคริสต์ เป็นต้น พระสันตะปาปาแห่งโรมันคาธอลิกและองค์กรสงฆ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นฟรานซิสกัน, โดมินิกันและเยซูอิตในคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิก ตลอดจนกลุ่มองค์กรมิชชันนารีของฝ่ายโปรแตสแตนท์ ต่างก็ตระเตรียมและมีความพร้อมในการผลิตบุคลากรของตนในสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะ สถาบันเหล่านี้ได้รับเงินอุดหนุนอย่างมากมายจากทางคริสตจักรหลังจากนั้นก็จะส่งบุคลากรเหล่านี้ที่มีความพร้อมไปยังดินแดนห่างไกลเพื่อเรียกร้องผู้คนให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนาด้วยสื่อทางวิชาการที่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบเพื่อทำให้ผู้คนที่คณะเผยแพร่เหล่านี้ได้พบปะยอมรับและเข้ารีต  บุคลากรเหล่านี้ได้อุทิศและเสียสละความสุขสบายเพื่อการเผยแพร่ศาสนาของตนอย่างบริสุทธิ์ใจดังที่เราได้รับรู้ถึงความทุ่มเทดังกล่าวในหมู่บาทหลวงทางคริสต์ศาสนาและพุทธศาสนา ส่วนในอิสลามนั้นเราจะไม่พบรูปแบบเช่นนี้ยกเว้นในปัจจุบันนี้เท่านั้นในขณะที่กระแสการเผยแพร่ของศาสนาอื่นได้เพิ่มขึ้นจนทำให้มุสลิมต้องหันมาสนใจและจัดระบบองค์กรเผยแผ่ศาสนาขึ้นให้เป็นระบบและมีการจัดเตรียมบุคลากรอย่างจริงจัง นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้อิสลามได้แพร่หลายออกไปด้วยตัวเอง นั่นคืออิสลามได้เรียกร้องผู้คนด้วยลักษณะเฉพาะตัวและดึงดูดจิตใจของผู้คนซึ่งยอมรับอิสลามด้วยความรักต่ออิสลามและเกิดความสนใจต่อคำสอนของอิสลามโดยมุ่งหวังพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ.) และทางนำของพระองค์ สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ พลังเฉพาะตัวของอิสลามเองนั้นอยู่เหนือระบบองค์กรในการเผยแพร่ทุกรูปแบบและได้ยืนยันถึงศักยภาพเฉพาะตัวที่มีอิทธิพลมากกว่าทรัพย์สินที่องค์กรเผยแพร่ในศาสนาอื่นได้ทุ่มเทในการเรียกร้องสู่ศาสนาของตน อิสลามแพร่หลายและมีขอบข่ายกว้างไกลออกไปทุกขณะ ประชาชาติแล้วประชาชาติเล่าได้เข้ารับอิสลามโดยสมัครใจเพียงแต่อิสลามไปถึงพวกเขาเท่านั้น และชาวอาหรับนั้นได้ทำการพิชิตดินแดนต่างๆ และเสนออิสลามแก่ชนพื้นเมืองเหล่านั้นโดยพวกเขายังคงดำเนินชีวิตไปตามปกติ จนในที่สุดชนพื้นเมืองที่คลุกคลีกับชาวอาหรับก็ยอมรับถึงคุณค่าทางด้านมนุษยธรรมของอิสลามอย่างช้าๆ จนกระทั่งบางคนที่มีอคติต่อชาวอาหรับกล่าวหาชาวอาหรับว่าไม่ให้ความสนใจในการเผยแผ่ศาสนาโดยเห็นแก่ญิซยะห์ (ส่วย) มากกว่าการเข้ารับอิสลามของชนพื้นเมืองและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เราจะพบได้ในทำนองนี้อันเป็นข้อเขียนของตำรับตำราที่เขียนขึ้นโดยผู้มีอคติต่ออิสลาม สิ่งดังกล่าวนั้นจริงๆ แล้วมิได้เกิดจากการขาดความเอาจริงเอาจังของชาวอาหรับในการเผยแผ่ศาสนา หากแต่เป็นการดำเนินตามรูปแบบการเผยแผ่ในยุคแรกของอิสลาม นั่นคือรูปแบบวิธีการนำเสนออิสลามให้เป็นที่รับรู้ของผู้คน เมื่อพวกเขาได้รับรู้เพียงพอถึงลักษณะพิเศษของอิสลามแล้วก็เป็นเรื่องที่พวกเขามีอิสระที่จะเลือกในการยอมรับศรัทธาหรือไม่ ที่น่าแปลกก็คือกรณีที่เกิดขึ้นในอียิปต์และสเปนนั้นการที่อาหรับใช้รูปแบบวิธีการเช่นที่ว่านี้กลับเป็นสิ่งที่ได้ผลในการเข้ารับอิสลามของผู้คนได้เป็นอย่างดี     ชาวอาหรับมิได้ใช้ความรุนแรงหรือกำลังบังคับในการเผยแผ่อย่างที่พวกโรมันได้กระทำ บาทหลวงจูลูจแห่งนครโคโดบาฮฺซึ่งชิงชังต่ออิสลามได้กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งจากแผนการอันแยบยลของชาวอาหรับก็คือ แสร้งทำเป็นว่าไม่ให้ความสนใจต่อการรับอิสลามของผู้คน จิตใจของผู้คนก็เลยมีความอยากรู้อยากเห็นถึงคำสอนของอิสลามและทำความรู้จักกับชาวอาหรับ ทั้งนี้ก็เพื่อพลเมืองเหล่านั้นจะได้รู้ถึงสาเหตุที่ชาวอาหรับผูกขาดและซ่อนเร้นศาสนานี้ต่อพลเมือง  ผู้คนเหล่านี้จึงทำความรู้จักและสอบถามถึงอิสลามและขอความกระจ่างจนในที่สุดก็พบว่าตัวเองได้เป็นมุสลิมไปแล้วโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว” บาทหลวงโยฮันน่า นิกบูซ ชาวค็อปติกก็กล่าวในทำนองนี้เช่นกันและก็แสดงความเศร้าใจว่า ชาวอาหรับไม่ใช้ความรุนแรงหรือกำลังบังคับให้ผู้คนยอมรับอิสลาม นั่นก็คือว่า ถ้าชาวอาหรับทำเช่นนั้นคือ...

“จาก Mahometan ถึง Kiwi Muslim : ย้อนรอยประวัติศาสตร์มุสลิมนิวซีแลนด์” (ตอนจบ) โดย อิมรอน โสะสัน

  ชนกลุ่มน้อยมุสลิมในศตวรรษที่ 21 นายตอเฮร นาวาซ ประธานสมาคมมุสลิมนานาชาติแห่งนิวซีแลนด์  (The International Muslim Association of New Zealand-IMAN) หนึ่งในองค์กรมุสลิมเก่าแก่ที่สุดของประเทศและใหญ่ที่สุดในเวลลิงตันเมืองหลวงของประเทศ อธิบายว่า ปัจจุบันชนกลุ่มน้อยมุสลิมนิวซีแลนด์มีจำนวนเกือบ 6 หมื่นคน ส่วนหนึ่งมาจากผลพวงด้านนโยบายรับคนอพยพและผู้ลี้ภัยของรัฐบาลนิวซีแลนด์ผ่านโครงการโควตารับผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ “Refugee Quota Programme” ตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งนิวซีแลนด์จะรับผู้ลี้ภัยปีละ 750 คน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2018 ที่ผ่านมา รัฐบาลผสมชุดปัจจุบันนำโดยพรรคแรงงานของนายกรัฐมนตรีหญิง นางจาซินดา อาร์เดิร์น ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์ต้องการเพิ่มโควตาผู้ลี้ภัยจาก 1,000 คน (กรกฎาคม 2018)...

“รัฐอิสราเอล” เกิดขึ้นได้อย่างไร? โดย ดร.ศราวุฒิ อารีย์

  ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศปาเลสไตน์ได้เผชิญกับอุปสรรคจากการรุกรานของอิสราเอล ด้วยความต้องการกำจัดปาเลสไตน์ให้ออกไปจากแผนที่โลกและยึดครองแผ่นดินนี้ ย้อนกลับไปเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ปาเลสไตน์ได้ต่อสู้กับความอธรรมที่เกิดขึ้นจากนโยบายที่โหดร้ายของอิสราเอล มีการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์เกิดขึ้นในดินแดนนี้ทุกวัน นับตั้งแต่มีการประกาศเอกราชของอิสราเอล รัฐอิสราเอลเกิดขึ้นได้อย่างไร? ใครตั้งรัฐนี้ขึ้นมา? อนาคตปาเลสไตน์จะเป็นอย่างไร? รายงานวิจัยฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “ดร.ศราวุฒิ อารีย์” ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาให้คำตอบพร้อมไขข้อข้องใจทุกประเด็น ให้เราได้ทราบกัน...   รากเหง้าความขัดแย้ง อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ดร.ศราวุฒิ กล่าวถึงจุดกำเนิดของปัญหาว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่สะท้อนให้เห็นถึงความเกลียดชังอันนำไปสู่การเข่นฆ่าและการจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกันไม่เว้นแต่ละวัน คงทำให้หลายต่อหลายคนอดที่จะนึกสงสัยไม่ได้ว่า ต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับและชาวยิวนั้นมีความเป็นมาอย่างไร อะไรที่เป็นชนวนก่อให้เกิดเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นที่ยังคงลุกโชนมาถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่า 80 ปีก็ตาม บางคนสรุปเป็นทฤษฎีง่ายๆ ว่า ความอาฆาตพยาบาทระหว่างกลุ่มชนสองเผ่าพันธุ์นี้มีพื้นฐานมาจากความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งทำให้ยากต่อการเยียวยาแก้ไข แต่หากพิจารณาอย่างครอบคลุม โดยใช้รากฐานทางประวัติศาสตร์และความเชื่อทางศาสนาเป็นข้อมูลประกอบแล้ว จะพบว่าทฤษฎีความขัดแย้งทางศาสนาไม่น่าจะถูกต้องเสียทีเดียว     เพราะอย่างน้อยในทัศนะอิสลามถือว่า ทั้งชาวยิวและชาวคริสเตียนที่ยังคงนับถือศาสนาดั้งเดิมของตนโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ล้วนเป็น “ชาวคัมภีร์” (People of...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

หลานทรพี! เนรคุณใช้กระโถนตีหัวยายจนเลือดอาบ

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2560 นางลั่นทม งุ่ยไก่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้าน ก.ม.12 ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งว่า นางถวิล ปานปุ่มทอง อายุ 105 ปี ถูกหลานสาววัย 60 ปี ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ใช้กระโถนทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเลือดอาบ ส่วนสาเหตุ หลานสาวอ้างว่าไม่พอใจทำบ้านสกปรกและเป็นภาระในการเลี้ยงดู ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าแม้ว่านางถวิลจะอายุมาก แต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้...