31.4 C
Bangkok
วันอาทิตย์, สิงหาคม 25, 2019
หน้าแรก ข่าวดัง

ข่าวดัง

ไขข้อข้องใจ ไก่ทอดชื่อดัง “ฮาลาล” จริงหรือ? โดย อ.มูฮัมมัดราชา ฟิรเดาซ์

  โดยปกติแล้วเรามักเลือกบริโภคอาหารฮาลาลจากผู้ประกอบการที่นับถือศาสนาอิสลามเพราะเรามีความเชื่อมั่นว่า อาหารที่ปรุงโดยมุสลิมในเบื้องต้นถือว่าฮาลาลด้วยตัวของมันเองนอกจากจะพบว่ามันฮารอมโดยชัดเจน เช่นการเลือกซื้อวัตถุดิบในการนำมาปรุงอาหารที่มาจากแหล่งที่มาไม่ฮาลาล สำหรับอาหารที่ปรุงโดยผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมถือว่าฮารอมโดยพื้นฐานจนกว่าจะพิสูจน์ว่ามันฮาลาลโดยชัดเจน สิ่งนี้คือแนวคิดขั้นพื้นฐานที่มุสลิมส่วนใหญ่ของประเทศใช้ในการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหาร ดังนั้นจึงสบายใจที่จะเข้าไปใช้บริการในร้านอาหารของมุสลิมโดยไม่สนใจว่ามีการรับรองฮาลาลขององค์กรใด หรือหน่วยงานใดก็ตาม สำหรับร้านอาหารที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นผู้ประกอบการนั้นจะต้องระมัดระวังที่จะไม่เข้าไปบริโภคจนกว่าจะมั่นใจว่าฮาลาล คำถามคือแล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฮาลาล คงไม่ใช่คำบอกเล่าของเจ้าของร้านอาหารหรือหรือเจ้าของกิจการ เพราะคนที่จะยืนยันให้ผมมั่นใจได้ต้องเป็นมุสลิมเท่านั้นมิฉะนั้นร้านอาหารที่มีป้ายบอกว่า “ร้านนี้ไม่มีหมูมุสลิมทานได้”  “ร้านนี้ไม่มีหมู” หรือจะด้วยสำนวนใดก็แล้วแต่ คงจะเต็มไปด้วยด้วยพี่น้องมุสลิมเข้าไปใช้บริการ อีกประการหนึ่งที่ได้ยินกันมาเยอะในเรื่อง franchise ไก่ทอดชื่อดังใช้วัตถุดิบที่ผ่านการรับรองฮาลาลจนเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างของสังคมมุสลิม ณ ปัจจุบัน เราจะมั่นใจได้อย่างไร จึงขอตั้งข้อสังเกตดังนี้ franchise ดังกล่าวใช้ไก่สดและวัตถุดิบอื่นๆ ในกระบวนการผลิต ที่ผ่านการรับรองฮาลาลทุกๆ สาขาในประเทศไทยใช่หรือไม่ บุคคลใด หน่วยงานใด กล้ารับรองกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนของ franchise ดังกล่าวหรือไม่ สาขาใดบ้างที่เลือกใช้วัตถุดิบที่ผ่านการรับรองฮาลาล และบุคคลใด หน่วยงานใดเป็นผู้รับรองสาขานั้นๆ จากการตั้งข้อสังเกตและการตั้งคำถาม หากยังไม่มีบุคคลคนใด หรือหน่วยงานไหน หรือองค์กรมุสลิมใดๆ  เข้ามาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และสามารถชี้แจงได้ด้วยเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนแล้วสิ่งนั่นเป็นสิ่งคลุมเครือ     มีคำกล่าวว่า Franchise  ดังกล่าวใช้วัตถุดิบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว จากการศึกษาในกรณีดังกล่าวนั้นขอตอบว่า ไม่มีมาตรฐานตัวใดในโลกที่บอกว่าต้องใช้ไก่ที่เชือดให้ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลามนอกจากมาตรฐานฮาลาล เพราะมาตรฐานอาหารอื่นๆ...

12 ข้อปฏิบัติแล้วทำให้ริสกีเพิ่มพูน โดย อ.อับดุลฮามิด ดาราฉาย

  ริสกี คือ  สิ่งที่อัลลอฮฺให้กับมนุษย์ และสัตว์โลกทั้งหลาย ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงปัจจัยยังชีพอย่างเดียว มันรวมถึงอาหารทั้งทางสมอง และทางจิตใจ สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือ อัลลอฮฺ(ซบ.) ไม่พอพระทัย และตัดริสกีของเรา ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม เพราะถ้าใครก็ตามที่หมดริสกี นั่นหมายถึง พระองค์ให้เรากลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์ เราไม่ควรทำอะไร ที่เป็นการตัดริสกีของตัวเอง โดยไม่รู้ตัว การให้และเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตว์โลก เป็นการเพิ่มพูนริสกีอย่างหนึ่งที่ดีมากๆ ของเรา โดยเฉพาะกับผู้ที่มีพระคุณเหนือเรา ผู้ที่ดูแล เลี้ยงดูเรา จ่ายนัฟเกาะห์ให้เรา (นัฟเกาะห์ คือ เงินค่าเลี้ยงดู เช่น พ่อให้ลูก สามีให้ภรรยา) ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ สามี พ่อของลูก หรือใครก็ตามที่มีบุญคุณกับเรา เราต้องขอบคุณอัลลอฮฺ(ซบ.) ให้มากๆ...

ไม่มีดินแดนในโลกที่ไม่มีอิสลาม โดย อ.อาลี เสือสมิง

  ถ้าหากว่าเราต้องการรวบรวมสถิติที่ครอบคลุมถึงดินแดนทั้งหมดที่อิสลามเข้าสู่ดินแดนนั้นด้วยการเชิญชวนเรียกร้องโดยสันติและถ้อยคำที่งดงามพร้อมด้วยวิทยปัญญาตลอดจนข้อตักเตือนที่ดีงามแล้วละก็หนังสือเล่มนี้คงมิอาจจะบรรจุถึงรายละเอียดได้ทั้งหมด ทั้งนี้เป็นเพราะว่า -อิสลามคือศาสนาที่โบยบิน- อย่างที่กล่าวมา โดยเคลื่อนย้ายจากบุคคลหนึ่งสู่อีกบุคคลหนึ่งจากสถานที่หนึ่งสู่อีกสถานที่หนึ่งตามสายลมที่พัดพาไป พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบันดาลให้อิสลามมีความพิเศษในการโน้มน้าวและดึงดูดจิตใจของผู้คนไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่มีหัวใจบริสุทธิ์มีความนึกคิดที่สมบูรณ์ได้ทำความรู้จักต่ออิสลามแล้ว หัวใจของผู้นั้นก็ย่อมเปิดรับและเข้าสู่อิสลามหากพระองค์ทรงประสงค์ นอกจากนี้พระผู้เป็นเจ้ายังได้ทรงบันดาลให้ศาสนาอันบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นประหนึ่งดังความเร้นลับที่คล้ายคลึงกับโอสถสำหรับหัวใจ ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่มีความเศร้าทุกข์ระทมอันหนักอึ้งเขาก็จะพบในอิสลามนั้นมีโอสถเยียวยาความทุกข์ระทมนั้น และนี่ก็คือสิ่งที่เราสามารถจะพบเห็นได้ในโลกปัจจุบัน ในสังคมต่างๆ ที่ความเจริญทางสังคมเมืองกำลังถาโถมและเหนื่อยล้าด้วยความคิดในเชิงวัตถุนิยม ในประเทศอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมันและสหรัฐอเมริกามีผู้คนหลายพันคนได้เข้ารับอิสลามเพื่อนำเอาชีวิตของพวกเขาหลีกหนีจากความวุ่นวาย  ความสับสนและการสูญเสียความสงบของจิตใจในชีวิตประจำวัน นักบูรพาคดีชาวอังกฤษที่ชื่อ เดวิด โคเวน ซึ่งเป็นอาจารย์ระดับสูงที่ทำการสอนอยู่ในวิทยาลัยเพื่อการวิจัยอิสลามแห่งกรุงลอนดอน ได้เล่าถึงเรื่องราวการเข้ารับอิสลามของตนโดยกล่าวว่าโลกนี้ได้สร้างความคับอกความใจแก่เขาหลายต่อหลายครั้งอย่างไร จนมิอาจจะหาความสงบสุขทางจิตใจได้เลย จวบจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเปิดหัวใจของเขาให้เข้ารับอิสลาม ซึ่งตัวเขาเองก็รู้จักอิสลามเป็นอย่างดีในการศึกษาวิจัยและการใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวมุสลิมมาก่อน เขาพบว่าในอิสลามมีความสงบสุขทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ และเขาเองก็ทราบดีว่าการเข้ารับอิสลามเขาจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการได้รับตำแหน่งอธิการบดีของวิทยาลัย เขาจึงไม่หวังในหน้าที่การงานและพอเพียงกับตำแหน่งอาจารย์ที่เขาเป็นอยู่ และเขาก็ได้พบว่าในอิสลามมีฐานะอันสูงส่งยิ่งนักที่จิตใจของมนุษย์ใฝ่ฝันจะไปถึง     นักบูรพาคดีอาร์บิรีย์ ซึ่งแปลอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษก็ได้เล่าถึงเรื่องราวในทำนองเดียวกันนี้ นั่นคือเขาเกิดความหวั่นเกรงที่จะบังอาจเรียกหนังสือแปลของตนเองว่าเป็นการตัฟซีร (อรรถกถา) ทั้งนี้เพราะเขาเกิดความรับรู้ในจิตใจของตนว่า ถ้อยคำของอัลกุรอานมิอาจจะทำการถ่ายทอดไปสู่มนุษย์ได้นอกเสียจากด้วยถ้อยคำซึ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ส่วนการอรรถกถาหรือตัฟซีรถ้อยคำของพระเจ้านั้นย่อมสามารถกระทำได้ เพราะการอรรถกถาอาจจะใช้ภาษาอาหรับหรือภาษาอื่นก็ได้แต่การแปลโดยตรงจากอัลกุรอานไปเป็นภาษาอื่นมันเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง เราจึงกล่าวได้ว่า  ในทุกวันนี้อิสลามก็คือที่พักพิงอันปลอดภัยของผู้คนเป็นจำนวนมากที่เกิดความคับอกคับใจและไม่ยินดีกับสภาพอันฟอนเฟะของสังคมที่เน้นวัตถุนิยม การแก่งแย่งที่รุนแรงในการกอบโกยความผาสุกในโลกนี้ ผู้คนได้หันสู่อิสลามและพบว่าในอิสลามมีโอสถอันวิเศษที่รักษาเยียวยาความป่วยไข้ทางจิตใจ ผู้เขียนเคยสอบถามพูดคุยกับผู้ศรัทธาชาวเยอรมันบางคนในมัสยิดแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลินว่า : ศาสนาเดิมของคุณไม่สามารถสร้างความสงบสุขทางจิตใจได้เลยกระนั้นหรือ เพราะเท่าที่ทราบนั้นก็เป็นศาสนาแห่งฟากฟ้าที่เคารพสักการะต่อพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน เขาตอบว่า...

ความเร้นลับ 5 ประการที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงปกปิดเอาไว้

  ในยุคปัจจบันเทคโนโลยีต่างๆมีความเจริญก้าวหน้าไปมาก มนุษย์สามารถสร้างเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น ดาวเทียมที่นำมาใช้ในการตรวจสอบสภาพอากาศได้อย่างน่าทึ่งด้วยมันสมองที่พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ทรงประทานให้แก่มนุษย์ เครื่องมือที่ทันสมัยเหล่านี้ในบางครั้งสามารถบอกเราได้เลยว่าวันพรุ่งนี้ หรือวันมะรืนนี้สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฝนจะตก หรือไม่ตก แต่ก็มีหลายครั้งที่ไม่เป็นไปตามพยากรณ์อากาศ นั่นหมายความว่าอย่างไร ? นั้นหมายความว่าเครื่องมือที่ทันสมัยเหล่านนี้นั้นมีความสามารถในการคาดการณ์สภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เท่านั้น อาจจะมีปัจจัยอื่นมาเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์นั้นก็ย่อมได้ เราจะเห็นได้ว่าในบางครั้งท้องฟ้ามืดครึ้มมีลมแรง มีฟ้าแลบฟ้าร้องจนทำให้เราคิดว่าในไม่ช้าฝนคงจะตกลงมาอย่างแน่นอน แต่มันไม่เป็นไปตามนั้นฝนกลับไม่ตกตามการคาดการณ์ของเรา นั่นหมายความว่าฝนจะตกที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ไม่มีผู้ใดสามรถล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างแน่ชัดนอกจากพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) แต่เพียงผู้เดียว มีรายงานจากท่านอิบนุอุมัรว่า ครั้งหนึ่งท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ได้กล่าวว่า " กุญแจแห่งความเร้นลับนั้นมีอยู่ 5 ดอก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สิ่งดังกล่าวได้นอกจากพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ....

จำนำบรรเทาทุกข์ช่วงเปิดเทอม มุสลิมทำได้หรือไม่?

  ถึงช่วงการเปิดภาคเรียนทีไร เราจะได้เห็นข่าวโรงจำนำหลายแห่งคึกคักเป็นพิเศษ ผู้ปกครองที่หมุนเงินไม่ทันมีความจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่แห่นำของไปจำนำ เพื่อไปจ่ายค่าเทอม, ซื้อชุดนักเรียน, รองเท้า, กระเป๋า เป็นต้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยแต่ละโรงจำนำก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่เงื่อนไข ถ้าเป็นโรงรับจำนำของรัฐบาลก็จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับประชาชนด้วยในช่วงนี้ ตามหลักการอิสลามแล้วห้ามมุสลิมยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย ในกรณีนี้พี่น้องมุสลิมจะทำอย่างไรหากมีความจำเป็นต้องใช้เงิน หมุนเงินไม่ทัน เราจะสามารถนำของที่มีไปจำนำได้หรือไม่ การจำนำที่ถูกต้องตามหลักการอิสลามเป็นอย่างไร? สกู๊ปข่าวฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “อ.อำนาจ (อับดุลอะซีซ) มะหะหมัด” หัวหน้าศูนย์ศึกษาโลกมุสลิม สถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา ม.รังสิต, เจ้าของสถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน คลองหลวง จ.ปทุมธานี และประธานมุสลิมศรีปทุมมูลนิธิ ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มาช่วยไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าว อ.อำนาจ กล่าวว่า “การจำนำแบบระบบทั่วไปในประเทศไทยมุสลิมไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การจำนำ จำนองที่ถูกต้องตามหลักการอิสลามสามารถทำได้ (ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ)” “การจำนำ จำนองตามศัพท์เดิมหมายถึง “การควบคุม” หรือ “การคุมขัง” ตามศัพท์ศาสนาหมายถึง...

10 ดุอาอฺที่ดีที่สุด ที่มุสลิมควรกล่าว

  ดุอาอฺ คือหนทางของรอดของมุสลิม คือยาที่ดีที่สุด คือศัตรูที่จะสามารถปราบและระงับบดทดสอบต่างๆได้ แต่ทั้งนี้มุสลิมเองก็ควรที่จะศึกษาและเรียนรู้ถึงมารยาทของการขอดุอาอฺ “อาจารย์ไฟซอล อยู่เป็นสุข” อาจารย์ใหญ่โรงเรียนคุณธรรมวิทยาสอนศาสนา (คลอง17 ฉะเชิงเทรา) และที่ปรึกษาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาอธิบายถึงมารยาทในการขอดุอาอฺที่ถูกต้อง และบอกถึง 10 บทดุอาอฺที่ท่านนบีได้กล่าวอยู่บ่อยครั้ง อ.ไฟซอล กล่าวว่า “การวิงวอนหรือดุอาอฺ คือการทำอิบาดะห์ รูปแบบหนึ่งหรือกล่าวได้ว่าอิบาดะห์ทุกอิบาดะห์ล้วนแล้วแต่ต้องมีการขอดุอาอฺทั้งสิ้น มุสลิมที่ละทิ้งดุอาอฺเท่ากับว่าเขากำลังแสดงความเหย่อหยิ่งต่อพระผู้เป็นเจ้าดังที่อัลลอฮฺได้กล่าวว่า “และพระผู้อภิบาลของพวกท่านได้กล่าวว่า พวกท่านจงวิงวอนขอต่อฉัน ฉันจะตอบรับคำขอของพวกท่าน และผู้ใดที่หยิ่งในการเคารพภักดีต่อฉัน พวกเขาเหล่านั้นจะเข้าสู่นรกตลอดกาล” (ฆอฟิร 60) “ผู้ที่ขอดุอาอฺคือผู้ที่มอบหมายตัวต่ออัลลอฮฺ  คืออาวุธที่แรงกล้าที่ใช้สำหรับสร้างสิ่งดีและขับไล่สิ่งที่ไม่ดี ใครก็ตามที่อัลลอฮฺเปิดประตูดุอาอฺของเขา เท่ากับว่าประตูแห่งความโปรดปรานจะถูกเปิดพร้อมไปกับเขาด้วย การขอที่ดีที่สุดคือการขอเพื่อให้เราปลอดภัยและสุขสบายทั้งโลกนี้และโลกหน้า นบีต่างๆ ก็ใช้อาวุธที่ชื่อดุอาอฺนี้ขอต่ออัลลอฮฺ เมื่อเผชิญกับเรื่องคับขันในชีวิต ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่านนบีมูฮัมหมัดในสงครามบะดัร เมื่อท่านพบว่ากำลังพลของศัตรูที่อยู่ต่อหน้ามีจำนวนถึงหนึ่งพันคน ในขณะที่ฝ่ายตนเองมีซอฮาบะห์เพียงแค่สามร้อยสิบเจ็ดคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่างกันมาก ท่านจึงได้ผินหน้าสู่กะบะห์ และขอดุอาอย่างมุ่งมั่นและหนักแน่น จนในที่สุดท่านก็ได้รับการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺให้ได้รับชัยชนะในสงครามนี้”     เมื่อดุอาอฺคืออาวุธที่ถือว่าสำคัญที่สุดและดีที่สุดสำหรับมุสลิม...

“เจอินา” แสดงความงดงามของศาสนาอิสลามผ่านการกระทำ

  ฉันชื่อเจอิยา(Jayina) ฉันกลับมารับอิสลามเมื่อปี 2014 ตอนที่ฉันหวนกลับไปนับถือศาสนาอิสลามนั้น ฉันอายุ 26 ปี และที่ฉันใช้คำว่าย้อนกลับเพราะชาวมุสลิมเชื่อว่าเราทุกคนเกิดมาเป็นมุสลิมและเราเพิ่งกลับไปใช้ศาสนาอีกครั้ง ฉันเกิดในครอบครัวนักคิดอิสระ ในฐานะคนที่เชื่อในข้อเท็จจริงและวิทยาศาสตร์ ฉันรู้สึกว่าคัมภีร์อัลกุรอานสะท้อนได้อย่างยิ่งกับความเชื่อของฉัน เพราะฉันพบข้อทางวิทยาศาสตร์มากมายในหนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้ มีครั้งหนึ่งที่แม่ของฉันจับได้ว่าฉันอ่านอัลกุรอานในห้องและฉันก็เห็นว่าเธออารมณ์เสียจริงๆ ... ความสัมพันธ์ของเราแย่ลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อเธอรู้ว่าไม่มีอะไรที่เธอจะทำได้เพื่อหยุดยั้งฉันจากการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามและฝึกฝนมัน  จนในที่สุดเธอก็ยื่นคำขาดให้ฉันย้ายออกจากบ้านในช่วงรอมฎอนเมื่อฉันอดอาหาร     ฉันคิดว่ามันยากสำหรับแม่ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงและยอมรับว่าฉันเป็นมุสลิม และสิ่งที่เธอรู้เกี่ยวกับมุสลิมมาจากสื่อ ฉันเดาว่าความไม่รู้บางอย่างที่ขัดขวางเธอจากการพยายามยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในตอนแรกฉันพยายามโน้มน้าวใจพวกเขาด้วยคำพูดและการอภิปราย แต่ในที่สุดการอภิปรายเหล่านี้ก็กลายเป็นข้อโต้แย้งและข้อโต้แย้ง ฉันตัดสินใจว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ดังนั้นฉันต้องย้ายออกเพื่อให้ทุกคนสงบลง ฉันจึงคิดว่าการกระทำจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการแสดงให้เห็นว่าศาสนาอิสลามทำให้ฉันเป็นคนดีขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาตระหนักว่าฉันเป็นคนที่เคารพฉันสงบฉันเดาว่าเพราะฉันพบความสงบภายใน ฉันสนใจศาสนาอิสลามมากเพราะเป็นศาสนาที่สวยงาม มันนำมาซึ่งสันติภาพและความสงบมากมายและมันเป็นสิ่งที่ฉันชอบและปลอบใจในเวลาที่ป่วย เมื่อพูดถึงความอดทนทางศาสนาในสิงคโปร์ฉันรู้สึกว่าเรามีความสุขมากที่มีคนมากมายที่ยอมรับทุกคนด้วยใจที่เปิดกว้างและจิตใจ อย่างไรก็ตามฉันคิดว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการการศึกษาความเข้าใจและความอดทนที่มากขึ้นเมื่อพูดถึงความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน     เมื่อฉันบอกคนอื่นว่าฉันกลับใจรับอิสลามฉันมักได้รับปฏิกิริยาของความประหลาดใจและความตกใจ ฉันมีความเห็นตื้นๆ ที่ทำด้วยความรังเกียจจากคนจีนคนอื่น ๆ พวกเขาจะถามคำถามเช่น คุณไม่รู้หรือว่าคุณไม่สามารถทานหมูได้อีก คุณไม่รู้หรือว่าสามีของคุณสามารถแต่งงานกับภรรยาสี่คนได้? คุณไม่รู้หรือว่ามันเป็นศาสนาที่รุนแรงมาก แต่ฉันแค่ยิ้มและสลัดมันออกไปออก มีข้อหนึ่งในอัลกุรอานซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุดว่า “ไม่มีการบังคับในศาสนา ทางที่ถูกต้องชัดเจนแตกต่างจากความผิดพลาดอย่างแท้จริง” ฉันเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้รับความสามารถในการคิดและวิทยาศาสตร์ในการตัดสินใจด้วยตนเองว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการในชีวิตไม่ว่าจะเป็นศาสนาหรืออะไรก็ตาม ผู้คนต้องเข้าใจว่าไม่มีแบบมาตรฐานสำหรับเผ่าพันธุ์หรือศาสนาใดๆ การยอมรับนั้นสำคัญกว่าความอดทนเพราะเมื่อเราสามารถทำให้โลกนี้มีความสุขมากขึ้น หากคุณไม่ต้องการให้คนอื่นตัดสินในตัวเราๆ ก็ไม่ควรตัดสินคนอื่นจากการตัดสินใจของพวกเขา   . .

การวางรากฐานรัฐอิสลาม (ตอนจบ) โดย อ.อาลี เสือสมิง

  ธรรมนูญการปกครอง (วะษีเกาะฮฺ) แห่งรัฐอิสลาม ณ นครมะดีนะฮฺ มีรายละเอียดมากพอควร แต่จะขอหยิบยกบางมาตรามากล่าวไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ 1) ชาวมุสลิมกุรอยช์และยัษริบตลอดจนผู้ติดตาม ผู้เข้าร่วมสมทบและญิฮาดพร้อมกับชาวมสุลิมกุรอยช์และยัษริบนั้นเป็นประชาคมหนึ่งเดียวโดยไม่รวมชนกลุ่มอื่น 2) บรรดามุสลิมเหล่านั้นทั้งหมดตามความแตกต่างของสายตระกูลจะร่วมกันจ่ายค่าสินไหมในระหว่างพวกเขา และไถ่เชลยศึกของพวกเขาโดยดีและยุติธรรมระหว่างผู้ศรัทธาด้วยกัน 3) แท้จริงผู้ศรัทธาจะไม่ละทิ้งผู้มีหนี้สินล้นพ้นเอาไว้ท่ามกลางพวกเขาโดยบรรดาผู้ศรัทธาจำต้องมอบทรัพย์แก่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นนั้นในการไถ่ตัวหรือการจ่ายค่าสินไหม 4) แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาผู้มีความยำเกรงจะร่วมกันจัดการกับผู้ละเมิดจากพวกเขาหรือมุ่งแสวงหาความยิ่งใหญ่ของตนด้วยการอธรรมหรือประพฤติบาปหรือเป็นปรปักษ์หรือการสร้างความเสียหายในหมู่ผู้ศรัทธา และบรรดาผู้ศรัทธาจะร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงกันในการจัดการกับบุคคลนั้น ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นบุตรของผู้ศรัทธาคนใดก็ตาม 5) ผู้ศรัทธาจะไม่สังหารผู้ศรัทธาอีกคนเนื่องด้วยผู้ปฏิเสธเป็นเหตุ และผู้ศรัทธาจะไม่ช่วยเหลือผู้ปฏิเสธให้มีชัยเหนือผู้ศรัทธา 6) สันติภาพของบรรดาผู้ศรัทธาเป็นหนึ่งเดียว ผู้ศรัทธาจะไม่ปรองดองโดยสันติกับผู้ที่มิใช่ผู้ศรัทธาในการสู้รบในวิถีทางแห่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) นอกเสียจากบนความเสมอภาคและยุติธรรมระหว่างผู้ศรัทธาด้วยกัน 7) ชาวยิวในตระกูลเอาวฺฟ์เป็นประชาคมหนึ่งพร้อมกับผู้ศรัทธา สำหรับชาวยิวคือศาสนาของพวกเขา และสำหรับมุสลิมคือศาสนาของพวกเขา ยกเว้นผู้ที่อธรรมและประพฤติบาปผู้นั้นจะไม่สร้างความวิบัตินอกจากแก่ตัวเองและครอบครัวของผู้นั้น 8) ชาวยิวมีภาระในค่าใช้จ่ายของพวกเขา และมุสลิมมีภาระค่าใช้จ่ายของพวกเขา และระหว่างพวกเขาคือการช่วยเหลือให้มีชัยต่อผู้ที่สู้รบกับประชาคมแห่งพันธสัญญานี้ เป็นต้น (20)     เนื้อหาสาระในธรรมนูญการปกครองของรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺได้บ่งชี้ว่ารัฐอิสลามได้ถูกสถาปนาขึ้นบนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์และครอบคลุมนับแต่เบื้องต้นและยืนยันว่าอิสลามมิใช่เรื่องของศาสนาและการประกอบพิธีกรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่อิสลามมีบริบทที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และครอบคลุมเรื่องรัฐศาสตร์ การเมือง การจัดระเบียบทางสังคม อิสลามเป็นระบอบและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งในส่วนปัจเจกบุคคลและสังคม ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์จะมีหลักธรรมคำสอนและแนวทางการปฏิบัติที่อิสลามได้วางไว้...

ไขข้อข้องใจ ทำไมมุสลิมไม่นิยมขอฮาลาล และคำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับฮาลาล

  ปัจจุบันภาครัฐให้การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ทั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร กลุ่ม SME กลุ่มสินค้า OTOP รวมถึงร้านอาหารของพี่น้องมุสลิม ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีผู้ประกอบการมุสลิมเป็นจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยสนใจทั้งๆที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น (ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนะครับ) จึงทำให้เสียโอกาสตรงส่วนนี้ไป สาเหตุหลักที่ผู้ประกอบการมุสลิมไม่นิยมขอรับรองฮาลาล เนื่องจากคิดว่า ฉันเป็นมุสลิมอยู่แล้ว ทำไมจะต้องขอรับรองด้วย แต่ในความเป็นจริงกับพบว่ามีผู้ประกอบการมุสลิมบางส่วนที่ไม่เข้าใจกระบวนการผลิตสินค้าฮาลาล ยังมีอยู่พอสมควร เริ่มต้นง่ายๆจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็น ขอยกตัวอย่างกรณีผู้ประกอบการร้านอาหารละกันเพราะเจอบ่อยผมเองเวลาไปรับประทานอาหารจะพยายามสังเกตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตัวอย่างง่ายๆ ร้านอาหารตามสั่ง,ร้านก๋วยเตี๋ยว ในตู้สิ้นค้าของร้านกลับพบว่าวัตถุดิบที่ทางร้านเลือกใช้นั้นไม่มีเครื่องหมายรับรอง ที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคือ ในถุงของลูกชิ้นไม่มีแม้แต่สถานที่การผลิตของวัตถุดิบ เรื่อง อย. ไม่ต้องพูดถึงอย่างนี้นอกจากไม่แน่ชัดแล้วว่าจะฮาลาลหรือไม่ โอกาสเสี่ยงต่อความอันตรายด้านอาหารหรือโอกาสเสี่ยงต่อวัตถุดิบฮะรอมก็มีมากพอสมควรนับว่าน่าเป็นห่วงมากๆ  ผมขอสรุปให้เห็นถึงสาเหตุที่ผู้ประกอบการมุสลิมไม่นิยมขอเครื่องหมายฮาลาลดังนี้ครับ คิดว่าฉันเป็นมุสลิมอยู่แล้วทุกอย่างที่ฉันทำต้องฮาลาล ไม่มีเวลา ไม่พร้อม ไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีเครื่องหมาย ไม่เห็นต้องขอเลย (ฉันเลยเขียนเองก็ได้) มีค่าใช้จ่าย เหตุผลประมาณนี้ครับ ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจมีคำถามอยู่ในใจว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่นิยมขอเพราะเก็บเงินแพงหรือเปล่า ผมขอตอบอย่างนี้นะครับ อย่างที่ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า...

ศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย โดย อ.บรรจง บินกาซัน

  ก่อนที่โลกนี้จะมีรัฐบาลหรือรัฐสภาออกกฎหมายจัดระเบียบครอบครัวและสังคม มนุษย์ใช้คำสอนของศาสนาเป็นกฎหมายโดยมีคัมภีร์ทางศาสนาเป็นธรรมนูญสูงสุด และลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของศาสนาคือ ทุกศาสนามีคำสั่งใช้และคำสั่งห้าม ทั้งนี้เพราะศาสนามีวัตถุประสงค์คล้ายๆกัน ทุกศาสนามีคำสั่งห้ามการฆ่าเพราะต้องการรักษาชีวิต ห้ามผิดประเวณีเพราะต้องการรักษาเชื้อสาย ห้ามเสพสิ่งมึนเมาเพราะต้องการรักษาสติปัญญา ห้ามเล่นการพนันเพราะต้องการรักษาทรัพย์สิน และที่มีคำสั่งใช้ให้ศาสนิกปฏิบัติศาสนกิจก็เพื่อให้ศาสนิกช่วยกันรักษาศาสนาและศาสนาจะได้คุ้มครองชีวิตของศาสนิกผู้ปฏิบัติ แต่ในความเหมือนอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น การบังคับในเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจ สำหรับผู้นับถืออิสลาม การละหมาดและถือศีลอดเป็นข้อบังคับ ใครไม่ทำถือเป็นบาป อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามทางศาสนา เมื่อโมเสสเป็นผู้นำลูกหลานอิสราเอลหลังจากอพยพออกมาจากแผ่นดินไอยคุปต์ พระเจ้าได้ทานคัมภีร์โตราห์(กฎหมาย)ให้เขาเพื่อนำมาใช้ในการปกครองลูกหลานอิสราเอล คัมภีร์โตราห์มีบทลงโทษอาชญากรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นมาตรการป้องปรามมิให้มีการฆ่ากัน หลังสมัยโมเสส คัมภีร์โตราห์มีบันทึกเรื่องราวต่างๆเพิ่มเติมเข้าไปมากมายจนลูกหลานอิสราเอลหลงลืมแก่นแท้ของโตราห์ พระเจ้าจึงส่งพระเยซูมายืนยันธรรมบัญญัติเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสส หลังสมัยพระเยซู ธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสและพระเยซูถูกรวมเป็นคัมภีร์ไบเบิลต่อมา เมื่ออาณาจักรโรมันไบแซนตินรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร คัมภีร์ไบเบิลจึงเป็นรัฐธรรมนูญประจำอาณาจักรไบแซนตินเป็นเวลาหลายร้อยปี     ต่อมา ใน ค.ศ.610 พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์กุรอานแก่นบีมุฮัมมัดเพื่อยืนยันธรรมบัญญัติเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสสและพระเยซู เพราะในเวลานั้น ผู้คนเริ่มมีความเชื่อในตรีเอกานุภาพหรือพระเจ้าสามองค์ซึ่งผิดไปจากคำสอนที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล คัมภีร์กุรอานถูกประทานลงมายังนบีมุฮัมมัดตามความจำเป็นและความต้องการของสังคมตลอดระยะเวลา 23 ปีจึงครบถ้วน ในช่วงเวลาที่นบีมุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามเมื่ออายุ 40 ปี สังคมชาวอาหรับเป็นสังคมที่แยกกันเป็นเผ่า แต่ละเผ่าประกอบด้วยตระกูลต่างๆ เผ่าที่มีอิทธิพลมักจะเป็นเผ่าใหญ่ที่มีจำนวนคนมากและจะมีเผ่าอื่นๆที่เล็กกว่ามาเป็นพันธมิตรเพื่อแลกกับการคุ้มครอง ในเวลานั้น สังคมอาหรับไม่มีกฎหมายและไม่มีรัฐบาล ชาวอาหรับดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ ช่วงเวลาแห่งการปฏิบัติภารกิจอิสลามของนบีมุฮัมมัดเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญไม่เพียงแต่สังคมอาหรับเท่านั้น...

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ลุกฮือ!!มุสลิมปากีสถานชุมนุมต่อต้านการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมต่อชาวมุสลิมโรฮิงยาในพม่า

อะลูล บายัต รายงานว่า (17ม.ค.60) เมื่อวันศุกร์(13ม.ค.60) มีการประท้วงตามท้องถนนในเมืองการาจีเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศปากีสถานและมีประชากรมากที่สุดได้ออกมาประณามสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมโรฮิงยาที่หมดหวังในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกกองทัพกล่าวหาว่าก่อเหตุฆ่าเจ้าหน้าที่ ทำให้ใช้อ้างเหตุผลในการปราบปรามชุมชนโรฮิงยา ผู้ประท้วงส่งสัญญาณป้ายที่เขียนว่า “บันทึกสิทธิของเรา” ต้องให้ความสนในมุสลิมโรฮิงยา” และ “หยุดการฆ่าโดยใช้คำว่าความเป็นมุสลิม” ในขณะที่ตะโกนคำต่อต้านรัฐบาลพม่าและเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อชุมชนมุสลิม ชาวมุสลิมโรฮิงยาจำนวนมากในรัฐยะไข่ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพม่าได้ถูกความรุนแรงโจมตีในชุมชนที่อยู่ในมือของหัวรุนแรงชาวพุทธตั้งแต่ปี 2012 ชาวมุสลิมโรฮิงยาหลายร้อยคนถูกฆ่าตายและนับหมื่นคนถูกบังคับให้ออกจากบ้านและต้องอาศัยอยู่ในค่ายอย่างน่าสงสารในสภาพที่เลวร้ายในพม่า, ไทย, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ภายใต้ทหารตั้งแต่ที่มีการโจมตีหลังโดนกล่าวหาว่าสังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนของประเทศพม่าเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ปี 2016 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 9...