เมื่อนบีมุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามในเมืองมักก๊ะฮฺ ไม่เพียงแต่ท่านเท่านั้นที่ถูกต่อต้าน แต่ใครก็ตามที่หันมารับความศรัทธาและคำสอนของนบีมุฮัมมัดจะถูกข่มเหงรังแกด้วยไม่ว่าคนผู้นั้นจะยากดีมีจนหรือมีสถานะทางสังคมอย่างไรก็ตาม

การกดขี่ข่มเหงดำเนินไปเป็นเวลา 13 ปีโดยที่นบีมุฮัมมัดสั่งบรรดาสาวกของท่านมิให้โต้ตอบ แต่ให้ใช้ความอดทนและวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้า แต่เมื่อการต่อต้านรุนแรงจนถึงขั้นหัวหน้าเผ่าที่เป็นผู้นำชาวเมืองมักก๊ะฮฺวางแผนลอบสังหารนบีมุฮัมมัด พระเจ้าจึงบัญชาให้ท่านและบรรดาสาวกอพยพไปยังเมืองยัษริบ

การอพยพเป็นไปแบบลับๆโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มๆและเดินทางในเวลากลางคืนเพื่อมิให้มีใครรู้ความเคลื่อนไหว จนกระทั่งทุกคนเดินทางไปหมดแล้ว นบีมุฮัมมัดจึงออกเดินทางอพยพเป็นรายสุดท้ายโดยมีสหายสนิทติดตามไปเพียงคนเดียว

มุสลิมที่อพยพไปยังเมืองยัษริบอยู่ในสภาพเดียวกัน นั่นคือ ทุกคนอยู่ในสภาพยากจน เพราะสาวกของท่านนบีส่วนใหญ่เป็นคนจนหรือไม่ก็เป็นทาส ส่วนคนที่มีฐานะก็ต้องทิ้งทรัพย์สินเช่นบ้าน สัตว์เลี้ยงและสวนไว้ในมักก๊ะฮฺ ไม่สามารถนำอะไรติดตัวมาได้

เมื่อนบีมุฮัมมัดอพยพตามมาถึง ท่านจำเป็นต้องแก้ปัญหาปากท้องของสาวกของท่านก่อนเป็นเบื้องแรก ท่านขอร้องชาวเมืองมะดีนะฮฺที่เป็นมุสลิมให้รับผู้อพยพจากมักก๊ะฮฺไปอุปการะโดยจับคู่สร้างความสัมพันธ์ฉันญาติธรรมให้จนถึงขั้นสามารถรับมรดกจากกันได้ แต่ถึงกระนั้นก็ทำได้ไม่กี่คน ยังมีผู้ศรัทธาที่ยากจนอีกหลายๆสิบคนรอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในมัสยิดที่ท่านสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิง

ในสภาพลำบากยากจนดังกล่าว นบีมุฮัมมัดสั่งสาวกของท่านให้ช่วยกันบริจาคสิ่งที่มีแก่คนที่ไม่มี สาวกบางคนเข้าใจเจตนาของท่าน แม้ไม่มีอะไรจะให้ แต่ก็ไปทำงานหรือค้าขายเพื่อหาสิ่งของมาบริจาคตามคำสั่ง สาวกที่ทำเช่นนี้หลายคนได้มีฐานะมั่งคั่งในเวลาต่อมา

ในตอนที่อพยพไปถึงเมืองยัษริบใหม่ๆ ยังไม่มีคำสั่งเรื่องการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน นบีมุฮัมมัดได้สั่งให้มุสลิมถือศีลอดตามแบบอย่างชาวยิวในยัษริบ แต่เมื่อชาวยิวปฏิเสธการเป็นนบีของท่าน พระเจ้าจึงได้มีบัญชาให้มุสลิมถือศีลอดตามแบบอิสลามในเดือนรอมฎอนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในช่วงเวลานั้น แม้ชาวเมืองยัษริบจะมอบความเป็นผู้นำให้แก่นบีมุฮัมมัด แต่ท่านยังไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลสวัสดิการประชาชน ท่านได้สั่งให้มุสลิมดูแลกันเองโดยทุกคนที่มีอาหาร เช่น ข้าว แป้ง อินทผลัมเหลือกินหนึ่งวันต้องนำอาหารเหล่านี้ในปริมาณสี่กอบมือไปให้คนยากจนก่อนสิ้นสุดเดือนเราะมะฎอน อาหารจำนวนนี้ถูกเรียกว่า “ซะกาตุลฟิฏร์” และท่านกล่าวว่าใครถือศีลอดแล้วไม่จ่ายซะกาตุลฟิฏร์ พระเจ้าจะไม่รับการถือศีลอดของเขา นอกจากนี้แล้ว การจ่ายซะกาตจะช่วยชดเชยความบกพร่องในการถือศีลอดอันเกิดจากการซุบซิบนินทา หรือข่มอารมณ์โกรธไม่ได้ เป็นต้น

คำสั่งนี้ออกมาก่อนหน้าการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนครั้งแรกจะเริ่มต้น

ในสภาพอดอยากขาดแคลนเช่นนั้น สาวกหลายคนของท่านคิดว่าการเอาอาหารที่ตัวเองมีอยู่ไปให้คนอื่นเป็นทานจะทำให้อาหารของตัวเองลดลง แต่นบีมุฮัมมัดย้ำว่าพระเจ้าจะไม่ทำให้การบริจาคเป็นสาเหตุแห่งความยากจน และพระเจ้าได้กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานว่า สิ่งที่บริจาคไปในหนทางของพระเจ้าจะเป็นเหมือนเมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งที่แตกออกเป็นเจ็ดรวง แต่ละรวงจะมีหนึ่งร้อยเมล็ด

ด้วยความศรัทธาในพระเจ้าและความเชื่อฟังนบีมุฮัมมัดนี้เองที่ทำให้คนมีอาหารเหลือกินหนึ่งวันไปสำรวจคนที่ยากจนกว่าตนและนำอาหารไปให้ แม้ตอนนำอาหารออกจากบ้านของตนไปให้คนยากจน บางคนรู้สึกใจแป้วที่เห็นอาหารในบ้านของตนลดลง แต่เมื่อกลับมาบ้าน ปรากฏว่ามีคนนำซะกาตฟิฏร์มาให้แก่ตนมากกว่าที่ตัวเองนำไปให้คนอื่น ความเชื่อมั่นว่าการบริจาคไม่ได้ทำให้สิ่งที่ตัวเองมีอยู่น้อยลงจึงเกิดขึ้นและทำให้คนในสังคมบริจาคทานกันมากขึ้น สังคมจึงรอดพ้นจากความอดอยาก

ทุกวันนี้การจ่ายซะกาตฟิฏร์ถือเป็นข้อบังคับสำหรับมุสลิมทุกคนที่จะต้องทำ ไม่แต่เฉพาะของตัวเองเท่านั้น หัวหน้าครอบครัวยังต้องจ่ายแทนทุกคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของตนด้วย

อย่าลืมจ่ายซะกาตุลฟิฏร์ก่อนสิ้นสุดเดือนเราะมะฎอนนะครับ

ขอขอบคุณ : อาจารย์บรรจง บินกาซัน

%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%87

แบ่งปัน