ในฐานะที่เป็นมุสลิมเราทุกคนต่างก็รู้ถึงความสำคัญของการละหมาด แถมเป็นสิ่งแรกที่เราจะนำมาสู่การสอบสวนต่อหน้าอัลลอฮฺ และเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลามดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราสนับสนุนให้บุตรหลานของเราสร้างนิสัยในการละหมาดและพัฒนาความรักในการทำตามหลักศาสนา เราต้องการให้พวกเขารู้สึกปรารถนาที่จะละหมาดได้ด้วยตัวเอง  โดยที่พ่อแม่ของพวกเขาบังคับ ให้พวกเขาเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ในการละหมาดและไม่ใช่ตัวเลือก

สกู๊ปข่าวฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก “อ.อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์” นักวิชาการศาสนาระดับแนวหน้าของเมืองไทย มาอธิบายถึงวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ลูกของเรารักการละหมาด

“เราจะทำอย่างไรให้ลูกของเรารักการละหมาด” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพียงแค่เราคิดก็ได้ผลบุญแล้ว เพราะหมายถึงว่าเรากำลังนึกถึงหน้าที่และความสำคัญของตัวเองที่อัลลอฮฺ(ซบ.) จะทรงกล่าวกับเรา ถามเราถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของเราในวันกิยามะห์

อัลลอฮฺ(ซบ.) สั่งให้เราปกป้องตัวเราและครอบครัวของเราจากไฟนรก ดังนั้นหนึ่งในสาระของการปกป้องตัวเราและครอบครัวให้พ้นจากไฟนรกก็คือจะทำอย่างไรให้เรื่องการละหมาดอยู่ในครอบครัวเราได้มากที่สุด ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.) ได้กล่าวว่า “เด็กที่เกิดมาทุกคนนั้น ถูกกำเนิดบนธรรมชาติที่บริสุทธิ์ พ่อแม่ของเขา จะทำให้เขาเป็นยิว หรือเป็นคริสต์ หรือเป็นผู้บูชาไฟ” (บุคอรีย์ มุสลิม)

พ่อที่เป็นมุอฺมินโดยธรรมชาติแล้วเราจะต้องสอนลูกให้ลูกรู้จักสังคม รู้ว่าพ่อแม่คือคนสำคัญ พ่อกับแม่คือคนที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ที่ดูแลอบรม เลี้ยงดู การดูแลเราจะต้องคลุกคลีอยู่กับเขา เราก็จะมีอำนาจเหนือเขาเพราะเรารู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ไม่ใช่เอาอำนาจมากดขี่ข่มเหง เราสามารถที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาให้เขาเชื่อฟังเราได้ เพราะเรามีโอกาสได้อยู่กับเขาสอนเขาให้สังคมกับเขา

การเลี้ยงดูอบรมให้ลูกรักการละหมาดนั้นต้องบอกว่ายาก แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราดำเนินชีวิตไปตามหลักการศาสนาตามขั้นตอนในความยากมันมีความสะดวกความง่ายดาย อัลลอฮฺ(ซบ.) ให้ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มาประกาศกับเราว่าให้เราฝึกลูกของเราละหมาดในช่วงอายุ 7 ขวบ นั่นแสดงให้เห็นว่าการฝึกเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และการฝึกเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะไปฝึกกันตอนบั้นปลายแล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จ

 

sri-lanka-child_1485730i

 

ทำไมเราต้องฝึกลูกให้รักการละหมาด แน่นอนเรารู้ว่าละหมาดสำคัญเป็นหลักการของศาสนา ขาดหลักการนี้ไปความเป็นผู้ศรัทธาของเราก็ใช้ไม่ได้ ดังที่อัลลอฮฺ(ซบ.) ตรัสไว้ความว่า จงดำรงการละหมาด แท้จริงการละหมาดจะยับยั้งจากการความชั่ว และสิ่งที่น่ารังเกียจ และการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่(ในการห้ามจากการกระทำความชั่ว)และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ในสิ่งที่พวกเจ้าได้ปฏิบัติ” (อัลอันกะบูต : 45)

การที่จะทำให้คนคนหนึ่งรักการละหมาด ถ้าตัวคนกล่าวตักเตือนยังไม่รักการละหมาดก็คงทำได้ยาก เพราะการที่เราจะแนะนำสิ่งที่ดีให้คนอื่นแสดงว่าตัวเราต้องมีสิ่งนั้นแล้ว เหตุผลที่ต้องทำให้เด็กรักการละหมาด ซึ่งเป็นสิ่งทีศาสนากำหนด (วาญิบที่ต้องทำ) มีดังนี้

  1. “เพราะคำสั่งของศาสนา” คำสั่งของอัลลอฮฺ(ซบ.) จึงจำเป็นที่เราจะต้องทำให้ลูกเรารักการละหมาดให้ได้ ถ้าเราไม่ทำเป็นบาป เพราะคำสั่งการภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)เป็นวายิบ เราเป็นมุสลิมอัลลอฮฺ(ซ.ล.) สั่งให้เราบริสุทธิ์ใจในการทำอิบาดะห์ต่ออัลลอฮฺ คนที่จะอิบาดะห์ต่ออัลลอฮฺต้องเรียนรู้ ฉะนั้นถ้าเราเพิกเฉยเรามีส่วนของความผิดนั้น คนที่เป็นมุสลิมจะต้องยอมจำนนต่อพระองค์ในทุกแง่มุม พระองค์จะสั่งหรือห้ามเราก็ยอม ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.ล.) ทรงตรัสไว้ความว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงปกป้องตัวของสูเจ้าและครอบครัวของสูเจ้าให้พ้นจากไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมันนั้นคือมนุษย์และหิน (อัตตะฮฺรีม 6) จากอายะห์นี้แสดงให้เห็นว่าเราประมาทไม่ได้ อันเนื่องจากการละหมาดเป็นคำสั่งแรกที่เราจะถูกสอบสวนเมื่อเราตายจากโลกดุนยานี้ไป ในวันกิยามะห์เราถูกสอบสวน ถ้าพลาดเรื่องนี้ไปเมื่อไหร่ เราอาจจะกลายเป็นมนุษย์ที่เป็นเชื้อเพลิงในไฟนรก หรือคนที่ตกนรกทั้งครอบครัวต่างคนต่างเผาไหม้กันเอง (วัลอิยาซุบิลลาห์)

อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงบอกความว่า “และเจ้าจงสั่งครอบครัวของเจ้าด้วยการละหมาด” แสดงว่าให้ทุกครอบครัวให้มีการพูดถึงกล่าวถึงการละหมาด เราต้องอดทนสอนลูกของเราในการละหมาด อัลลอฮฺ(ซบ.) จะไม่ถามเราว่าวันนี้มีริสกีอะไรจะให้อัลลอฮฺไหม แต่อัลลอฮฺ(ซบ.)เป็นผู้ทรงให้ริสกี อัลลอฮฺ(ซบ.) จะถามเราว่าวันนี้เราละหมาดหรือยัง คนละหมาดไม่ต้องกลัวอดตาย คนละหมาดจะมีสำนึกจะมีความเข้าใจ ไม่ใช่อยู่แต่ละหมาดอย่างเดียว คนที่สามารถแบ่งเวลาภักดีต่อพระเจ้าเขารู้ว่าต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคนละหมาดจะไม่ขี้เกียจ

  1. เพราะท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) สั่งเราไว้ ในหะดีษที่ซอเฮี๊ยะห์ที่ชัดเจนหลายๆบท บทเรียนที่ได้จากหะดีษคือ “พวกท่านจงใช้ให้ลูกๆของพวกท่าน ทำการละหมาดในขณะที่เขามีอายุ 7 ขวบ และจงเฆี่ยนตีพวกเขา เมื่อมีการทิ้งละหมาดขณะที่มีอายุ 10 ขวบและจงแยกที่นอนในระหว่างลูกๆ ทุกคน” นี่คือหลักฐานความจำเป็นในเรื่องของที่เราต้องใส่ใจการละหมาด
  2. เพราะศาสนามีการเปรียบเทียบระหว่างผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺกับผู้ที่ปฏิเสธพระองค์

ผู้ที่ละหมาดนั้นเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ(ซบ.) แต่ผู้ที่ไม่ละหมาดกลายเป็นผู้ปฏิเสธอัลลอฮฺ มีหลายบทหะดีษที่กล่าวถึง เช่น “สัญญาหนึ่งที่จะมาแบ่งแยก ระหว่างเราและพวกเขา (หมายถึงผู้ปฏิเสธศรัทธา) คือการละหมาด ดังนั้นผู้ใดละทิ้งการละหมาด  แท้จริงเขาได้ปฏิเสธศรัทธา” (บันทึกโดยอะหมัด อบูดาวูด อัตตีรมีซีย์)

  1. เพราะการละหมาดคือพันธะสัญญาที่จะเชื่อมระหว่างเขากับอัลลอฮฺ(ซบ.)

เขากำลังทำลายพันธะสัญญาเขาหรือไม่ ถ้าไม่มีการละหมาด ไม่มีการติดต่อคือไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์ ถือว่าตัดขาด แสดงว่าเขาเป็นผู้ละเมิดสัญญาต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)

  1. เมื่อเวลาเราพูดถึงปัญหาต่างๆ ในดุนยา ถ้าขาดละหมาดแล้วเราจะไม่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ การงานอื่นเราก็ล้มเหลว ฉะนั้นเวลาถูกสอบสวนเรื่องละหมาด ถ้าละหมาดผ่านอย่างอื่นก็ยังพอได้ แต่ถ้าหากละหมาดไม่มีทุกอย่างมันเสียหาย
  2. การละหมาดเป็นนูร (เป็นรัศมี) ดังที่ท่านนบีบอกว่า “ชีวิตของฉันความประทับใจมันถูกบรรจุอยู่ในการละหมาด ในตัวฉันชอบมากในขณะที่ละหมาด สุดยอดของการงานในชีวิตคือการทำให้คนเข้ารับอิสลาม และสุดยอดที่เป็นเสาหลักของการงานในชีวิตคือการละหมาด” ในขณะที่นบี(ซ.ล.) ละหมาดนบีจะมีความปลื้มใจ
  3. เพราะลูกของเราคืออะมานะห์ที่อัลลอฮฺให้เรามาโดยเฉพาะ เราหวังให้เขาทั้งหมดเป็นลูกที่ซอและห์และเราก็จะมอบเขาให้เป็นผลงานที่ดีที่สุดที่เราจะไปถวายต่ออัลออฮฺ(ซบ.) ในวันกิยามะห์ ถ้าเราปลูกฝังลูกให้มีละหมาดดี เราก็จะได้รับความดีในผลบุญนั้นด้วย เช่นเรามีลูก 4-5 เวลาพวกเขาละหมาดทั้งหมด เหมือนกับเราทำความดีในเวลาเดียวกันเป็นสิบเท่า เพราะฉะนั้นเราต้องสอนลูกให้อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่เราละหมาดคนเดียวลูกเราไม่ละหมาด นอกจากเราได้ผลบุญแค่คนเดียวยังต้องแบกรับบาปของลูกอีก 4-5 คนไปให้อัลลอฮฺ(ซบ.) ได้อย่างไร ฉะนั้นวันนี้คนที่จะมีลูก อยากจะแต่งงานต้องตระหนักแล้วว่ารักละหมาดไหม
  4. เพราะลูกของเราเป็นภาระหน้าที่ที่อัลลอฮฺให้เราดูแล ฉะนั้นคนที่อยากจะมีลูกก็แสดงว่าต้องพร้อมที่จะดูแล ดังที่ท่านนบี(ซ.ล) บอกว่าทุกคนมีหน้าที่ภาระที่จะต้องรับผิดชอบ เมื่อพระองค์ได้ให้เราได้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบลูก พระองค์ก็จะมีรางวัลที่ดีให้แก่เรา แต่ถ้ามีลูกแล้วเราไม่รับผิดชอบ เราก็จะได้รับรางวัลแห่งการลงโทษ เพราะฉะนั้นเราจะถูกสอบสวนต่อหน้าอัลลอฮฺว่า ดูแลครอบครัวดีไหม คิดว่าจะปกป้องลูกและครอบครัวพ้นจากไฟนรกไหม เราจะมีคำตอบอย่างไร ลูกอ่านกุรอ่านได้ไหม วันนี้ละหมาดเป็นไหม เป็นต้น
  5. การละหมาดทำให้ลูกของเราเติบโตขึ้นมาดูแลสังคมต่อไป ท่านนบี(ซ.ล) กล่าวความว่า “พันธะสัญญา ระหว่างเรากับพวกเขาในศาสนาอิสลามนั่นก็คือ การละหมาด ดังนั้นใครที่ละทิ้งการละหมาดแล้วเขาผู้นั้นเป็นปฏิเสธ” (ไม่ใช่ผู้ที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺตะอาลา) นี่คือประเด็นหลักๆ ที่เราได้จากคำสอนศาสนา

 

maxresdefault

 

อุปสรรคในการละหมาด

เราจะทำอย่างไรที่จะฝ่าฟันอุปสรรคให้สามารถก้าวไปสู่ขั้นของการละหมาดให้เกิดขึ้นได้ การละหมาดมีอุปสรรคเหมือนกัน เพราะมันต้องยืน ก้ม เงย มีลักษณะการปฏิบัติที่ละเอียด ต้องทำวันละ 5เวลา และมีละหมาดสุนัตต่างๆ อีก

การที่จะทำให้คนหนึ่งยอมรับรายละเอียดในการละหมาดได้เราต้องมีเป้าหมาย เช่น จะก้ม ได้อะไร ยืนได้อะไร รายละเอียดที่จะทำให้เกิดความน่าประทับใจเป็นหลักการและเหตุผล หรือเป็นผลจากการที่คาดหวังที่เราจะเอาเรื่องละหมาดมาใช้กับตัวเราหรือลูกเรานั้นมาศึกษากันดีกว่าว่าเราจะทำอย่างไรให้ความน่าเบื่อที่มันมีอุปสรรค (ที่บางคนพูดกัน) ในการละหมาดให้เกิดเป็นสิ่งที่เรากระทำมันไปโดยที่ไม่มีปัญหา เแต่ละเรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายหรือยากจนเกินไป ถ้าเราจะมาพิจารณาในความรู้สึกของมนุษย์บางคนเปิดรับง่าย เวลาพูดเรื่องละหมาดบางคนเปิดรับ บางคนต้องจินตนาการก่อน ขอดูตัวอย่างก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักการศรัทธา ตามอีหม่านที่มีอยู่ของแต่ละคน

มีตัวอย่างของพวกฝรั่งเรื่องหนึ่ง “ท่านสามารถที่จะบังคับม้าให้มันพาท่านไปถึงชายฝั่งชายแม่น้ำได้ แต่ท่านไม่สามารถที่จะบังคับให้มันกินน้ำได้” คือม้าให้มันขี่ไปที่ไหนมันไปได้หมด แต่ถ้าจะบังคับกดหัวให้มันดื่มน้ำนั้นไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องที่แปลกแต่บางครั้งจะต้องหาวิธีทำอย่างไรให้มันกินน้ำให้ได้ ถึงจะเหนื่อยมันเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ เช่นเดียวกับเรื่องละหมาด เขาบอกกันว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” ปัญหาหรืออะไรที่เป็นอุปสรรคเราอาจจะต้องทำการฝึกเยอะๆ

เรามาดู 10 วิธี ส่งเสริมกันให้เด็กๆ รักการละหมาดกันดีกว่า

  1. ฝึกฝนลูกเราให้เยอะ ก่อนจะไปถึงเป้าหมาย เราต้องมีการฝึกอย่างหนักมาก่อน เริ่มจากพื้นฐานมีผู้ใหญ่คอยสอน เราคอยเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวผลักดันเรื่องเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องที่ง่าย เช่น เราเห็นพ่อเราละหมาดทุกคนในบ้านละหมาดหมดมันก็ง่ายต่อการที่จะปฏิบัติตาม ถ้าอยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีใครละหมาด ลูกเราจะยืนละหมาดมันก็ยาก ฉะนั้นสังคมมุสลิมต้องมี มีห้องละหมาด หรือมีมัสยิดอยู่ข้างๆ ครูพาไปสังคมช่วยกัน ทุกคนพูดคุยกันเรื่องละหมาด ทุกคนคลุมฮิญาบกันมันก็จะง่าย ที่สำคัญต้องมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการที่จะปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้การละหมาดง่ายขึ้น
  2. การเป็นแบบอย่างที่ดี คนที่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุด เด็กก็จะมีการเลียนแบบพฤติกรรมคือเราต้องเป็นตัวอย่างให้แก่เขา เวลาเรามีลูก ลูกคนโตต้องเป็นตัวอย่างให้กับน้อง แม้ว่าอาจจะดูเป็นนกแก้วนกขุนทองในช่วงแรก แต่เขาได้ตัวอย่างที่ดีไปแล้วและเขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำได้รับการยอมรับจากสังคมและศาสนา เขาก็จะปฏิบัติได้
  3. มีการตั้งรางวัลกับการละหมาด สอนให้หวังผลบุญจากอัลลอฮฺ ส่วนใหญ่เราไม่คิด รางวัลจากอัลลอฮฺเป็นรางวัลมหาศาล เราสอนให้คนละหมาด สอนให้คนรู้จักวิธีที่จะเข้าเฝ้าอัลลอฮฺได้มากที่สุด อัลลอฮฺบอก ใครที่เรียกร้องไปสู่ทางนำในแนวทางของอิสลามรางวัลที่เขาจะได้รับจากอัลลอฮฺ คือผลบุญนั้นจะไม่หายไป
  4. ให้เจตนาของเราเป็นเรื่องการละหมาดเป็นหลัก ให้การละหมาดเป็นเป้าหมายชีวิตของเรา อัลลอฮฺจะต้องพึงพอใจเราในเรื่องนี้เพราะเรามีการละหมาด อัลลอฮฺ(ซบ.)บอก ใครที่พยายามต่อสู้ในแนวทางของเรา เราจะนำทางเขาไปสู่ความสำเร็จ ฉะนั้นถ้าเราอยากให้ลูกเราละหมาด เราก็ต้องตั้งใจ และทุกครั้งที่เราเจออุปสรรคมีปัญหาเราพยายามที่จะต่อสู้ เราต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องดี ไม่เป็นไรอัลลอฮฺทดสอบ และแนวทางก็จะเกิดขึ้น
  5. อดทน เราต้องอดทนเป็นตัวอย่าง จะหนาว จะง่วง จะอะไรก็ตามที เราต้องซอบัรยืนหยัด ไปเข้าค่ายลูกก็ต้องละหมาด จะเดินทางก็ต้องละหมาด ฝนตก ฟ้าร้อง ก็ต้องละหมาดนะลูก มันไม่ใช่อุปสรรค เราเห็นตัวอย่างของผู้ที่ต่อสู้ในหนทางศาสนาเขาละหมาดกัน เดินทาง คนป่วย มีรูปแบบการละหมาดต่างๆ บอกไว้ ต้องพยายามที่จะเรียนรู้กัน อัลลอฮฺบ(ซ.บ.) สั่งให้เราสั่งเสียครอบครัว เตือนครอบครัว อดทนต่อการสั่งให้ครอบครัวละหมาด และไม่ต้องห่วงแน่นอนเรื่องริสกี อัลลอฮฺสัญญาไว้ในอัลกุรอ่าน เราให้ริสกีกับท่านแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องมากังวลว่าละหมาดจะได้ริสกีหรือเปล่า ถ้าจะปิดร้านขายของเพื่อไปละหมาดจะขายได้ไหม จะไปโรงเรียนต้องถือศีลอด ต้องละหมาดไหม อัลลอฮฺบอกต้องห่วงหรอกในเรื่องของปัจจัยยังชีพ เรื่องของริสกี อัลลอฮฺให้ อัลลอฮฺ(ซบ.) สั่งให้เราละหมาดก่อนเอาริสกีไว้ทีหลัง แต่นี่เราคิดจะเอาริสกีก่อนละหมาดทีหลัง เราไปขัดคำสั่งของอัลลอฮฺ
  6. เราต้องบอกลูกเราให้เขามั่นใจในอัลลอฮฺให้ได้มากที่สุด อัลลอฮฺ(ซบ.) เป็นผู้ที่ดูแลบริหารริสกี ปัจจัยยังชีพ พระองค์คือผู้ทรงปัจจัยยังชีพที่มีพลังที่มีความมั่นคง ให้เราได้ตระหนักถึงลูกหลานอาดัมว่า เราจะไม่ตายจนกว่าเราจะถึงอายั้ล ไม่มีใครตายก่อนอายั้ลที่อัลลอฮฺกำหนด ฉะนั้นริสกีเช่นกัน ริสกีเราถูกกำหนดไว้ถ้าหมดริสกีคืออัลลอฮฺให้เราตาย ฉะนั้นหัวใจเราก็จะสงบไม่ต้องฟุ้งซ่าน ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวจน เดี๋ยวเจ๊ง เดี๋ยวคนอื่นเขาดีกว่าเรา อะไรต่างๆ มันก็จะเกิดขึ้นในความรู้สึกของมนุษย์ เราต้องสอนและปลูกฝังลูกหลานของเรา
  7. สอนลูกหลานให้นอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮฺ ขอดุอาอฺ(ขอพร) บางทีเราตั้งใจแล้ว ทำแล้วมันท้อหมดกำลังใจ เราก็ขอกำลังใจจากอัลลอฮฺด้วยกับการขอดุอาอฺให้พระองค์ได้ทรงช่วยเหลือให้กำลังใจฉันให้ยืนหยัดได้ ดุอาอฺขอให้ลูกขยันละหมาด

 

رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلاةِ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي رَبَّنَا وَتَقَبَّلْ دُعَاءِ

(“ร็อบบิ อิจอั้นนี มุกีมุซซอลาห์ วะมินซู้รียะตี ร็อบบะนา วะตะก็อบบั้ลดุอาอฺ”)

“ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดให้ข้าพระองค์และลูกหลานของข้าพระองค์ เป็นผู้ดำรงการละหมาด โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์โปรดทรงตอบรับการวิงวอนด้วยเถิด (อิบรอฮีม:40)

 

feature-pic-tawakal-in-healthcare3

 

เราจะไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่เราพยายามต่อสู้ทุกอย่างแล้ว เพราะเราขาดดุอาอฺหรือเปล่า ดุอาอฺต้องขอแล้วขออีกวิงวอนให้มาก เราอย่าท้อแม้สิ้นหวัง นบี(ซ.ล.) สั่งเราให้เราตั้งใจขอจากพระองค์ด้วยกับการที่ทำไปขอไปด้วย ดุอาอฺเยอะๆ

  1. อย่าท้อแท้ รำลึกถึงความเมตตาที่อัลลอฮฺให้เราเป็นมุสลิม อาจจะมีอีหม่านอ่อน หยุดทำบ้าง แต่เราเลิกไม่ได้ วันนี้รู้สึกไม่อยากละหมาด ขี้เกียจ ให้กำลังใจกันขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ บางทีมีอุปสรรค หิวข้าว ง่วงนอน บางทีไม่ไหวเดินทางแย่ เราอาจจะละหมาดเดินทาง ความอ่อนแอของตัวเองอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่เราพยายามที่จะทำให้ตัวเรามีความเข้มแข็ง หาแนวทางที่จะเป็นกำลังใจ เราต้องต่อสู้ งานที่จะอวดอัลลอฮฺคืองานอิบาดะห์ ไม่ใช่รวยจน ไม่ใช่อวดทรัพย์สินของโลกดุนยา
  2. ส่งเสริม สนับสนุน ด้วยวิธีการที่อ่อนโยน ไม่ใช่ดุด่า บังคับ ขู่เข็นด้วยกำลัง การละหมาดเป็นการส่งเสริมให้คนทำความดี เรียกร้องไปสู่แนวทางของพระเจ้าด้วยวิถีแห่งปัญญาด้วยกับการอบรมด้วยแนวทางที่ดีที่ผู้คนยอมรับได้ ถ้าเป็นวิธีการข่มขู่จะทำให้คนหนีการละหมาด นบี(ซ.ล.) “บอกว่าความเมตตาจะไม่เกิดขึ้น นอกจากจะมาจากความอ่อนโยน” แสดงว่าความอ่อนโยนจะทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีงาม ตรงข้ามกับความกักขฬะ มารยาทที่ต่ำก็จะทำให้เราตกต่ำได้
  3. ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะการรุนแรงมันจะเป็นมารยาทที่เข้าไปอยู่ในความรู้สึกในใจที่ละเล็กทีละน้อย เหมือนการที่ต้องทำละหมาดเพราะถูกบังคับ กลัวพ่อแม่ กลัวครู พอแม่ไม่อยู่หรือครูไม่อยู่ก็ดีใจที่ไม่ต้องละหมาด เขาจะทำละหมาดเมื่ออยู่ต่อหน้าเราอย่างนี้มันไม่ปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติเราต้องมาเสียใจภายหลัง ฉะนั้นเราต้องไม่ใช้วิธีรุนแรง เขาจะต้องมีสำนึกของเขาเองให้เขายำเกรงต่ออัลลอฮฺทั้งที่ลับและที่แจ้ง แม้ว่าเราไม่ได้อยู่กับลูก เมื่อได้เวลาลูกก็จะหมาดเพราะเขาเกรงกลัวอัลลอฮฺเหมือนกับเรา มีการสื่อสารกับลูกเมื่ออยู่ไกลกัน ยุคนี้ยุคโซเชียลอาจจะมีการส่งไลน์เตือนกัน ส่งรูปได้เวลาละหมาด มีกำลังใจ มีดุอาอฺให้กัน เป็นต้น

เป้าหมายคืออยากให้มีการปฏิบัติละหมาดต่อเนื่องทั้งตัวเราและลูกหลานเหมือนกับเรายิ่งสร้างความใกล้ชิดความผูกพันกับอัลลอฮฺ(ซบ.) ไม่ให้พระองค์ทรงโกรธกริ้ว บางทีลูกอาจจะคิดว่าหนูละหมาดตรงเวลาทุกวัน ทำไมอัลลอฮฺยังไม่ให้สิ่งนี้กับลูก เราก็ต้องพูดคุยบอกว่าเวลาละหมาดเราตั้งใจจริงใจต่ออัลลอฮฺหรือเปล่า ให้เราตั้งใจใหม่เหนียตให้ดีเดี๋ยวแม่จะขอดุอาอฺให้ด้วย ลูกจะได้สิ่งที่ดีกว่ากลับมา ให้ลูกคิดตามเริ่มกันตั้งแต่เล็กได้

ขอขอบคุณ : อ.อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์

 

263885_965

แบ่งปัน