บุคคลใดมีเพื่อนต่างศาสนิกหรือพบคนที่รู้จักที่มิได้นับถือศาสนาอิสลามเดียวกับท่าน เชื่อว่าใครหลายคนต้องพบคำถามต่อไปนี้ เมื่อบอกว่าเป็นมุสลิม หรือนับถือศาสนาอิสลาม เราควรจะตอบคำถามนั้นอย่างไร? สกู๊ปข่าวหลักฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต  เลาะวิถี ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต มาช่วยอธิบายคำถามต่างๆ ให้เข้าใจกันดังนี้

 

%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%ae%e0%b8%ba%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87

 

  1. ทำไมถึงเชื่อว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้า?

            คำตอบของคำถามนี้ คงจะไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในคำพูดเพียงหนึ่งประโยค หรือถ้อยคำเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ หากแต่ต้องใช้ปัญญาของมนุษย์ พิจารณาสิ่งรอบตัวว่า มีกำเนิดมาอย่างไร จึงขอยกตัวอย่าง เพื่อย้อนถามความประสงค์ของคำถามว่า เคยคิดหรือไม่ว่า โลกนี้มีกลางวันกลางคืนได้อย่างไร? ถ้าจะตอบแบบแบบง่ายๆ ก็คือ มีกลางวันเพราะดวงอาทิตย์ขึ้น มีกลางคืนเพราะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และมีดวงจันทร์มาให้แสงสว่างแทน แต่ผู้ตั้งคำถามเคยคิดให้กว้างกว่านั้นหรือไม่?

            – กลางวัน / กลางคืน ย่อมอยู่เหนือการกำหนดของมนุษย์ใช่หรือไม่?
            – ไม่มีมนุษย์คนใดควบคุมเวลาให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตกได้ใช่หรือไม่?

            แม้แต่ความร้อนที่ดวงอาทิตย์ส่องมากระทบผิวมนุษย์ เรายังไม่สามารถควบคุมได้ นับประสาอะไร ที่มนุษย์จะไปควบคุมกาลเวลา ดังนั้น โลกนี้จึงต้องมีผู้สร้าง และผู้ควบคุม และนั่นคือ “อัลลอฮฺ” พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว

            ทั้งนี้ อาจมีคำถามอีกว่า “ทำไมเราจึงเชื่อว่ามีพระเจ้า?”   ทั้งๆ ที่มองไม่เห็น  ก็ขอย้อนถามท่านว่า ทำไมท่านจึงเชื่อว่ามีวิญญาณ? ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นเช่นเดียวกัน

            คำตอบที่ได้รับ ก็คงคล้ายๆ กัน  ท่านเชื่อว่ามีวิญญาณ ทั้งที่ไม่สามารถมองเห็น ไม่สามารถสัมผัส ไม่สามารถรับรู้สภาพ และที่อยู่ของวิญญาณได้ เพียงแต่รู้ว่าคุณลักษณะของวิญญาณ คือร่างโปร่งแสงไร้น้ำหนัก ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานอ้างอิงด้วยซ้ำว่า จริงหรือไม่?  แต่เราก็เชื่อว่า มีพระเจ้าหรือผู้สร้าง โดยที่ไม่ สามาถมองเห็น ไม่สามารถรับรู้สภาพและที่อยู่ แต่รับรู้โดยผ่านการบอกเล่าผ่านคัมภีร์อัลกุรอานว่า “ให้พิจารณาการมีอยู่ของพระเจ้าจากคุณสมบัติของผู้สร้าง เช่น การมีอยู่หนึ่งเดียว การมีมาแต่เดิม รวมทั้งการไม่เหมือนสิ่งถูกสร้าง และสิ่งถูกสร้างรอบตัวเรา ได้แก่ ระบบสุริยจักรวาล โลก ระบบภายในของโลกที่ถูกเรียกโดยรวมว่า “ธรรมชาติ” จึงทำให้เราเชื่อสุดหัวใจว่า พระเจ้าที่เราเรียกว่า “อัลลอฮฺ” มีจริง”

พระเจ้า ผู้ส้รางทุกสรรพสิ่งที่แท้จริง ต้องมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้

            – ผู้สร้างจะต้องไม่มีจุดกำเนิด
            – ไม่มีจุดสิ้นสุด
            – จะต้องมีอยู่มาแต่เดิม และมีต่อไปอย่างถาวร
            – จะต้องดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง และจะต้องมีเพียงหนึ่งเดียว
            – ทั้งมีความสามารถในทุกสิ่ง และทรงรอบรู้ในทุกอย่าง

            ซึ่งคุณลักษณะของพระเจ้าทั้งหมดนี้ ไม่มีมนุษย์คนใดล่วงรู้ได้ เพราะเกินกว่าที่สติปัญญามนุษย์จะรองรับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ สำหรับผู้ศรัทธาที่แท้จริง เพียงคุณสมบัติไม่กี่ประการที่กล่าวมาข้างต้น บวกกับการพิจารณาสิ่งถูกสร้างที่มาจากพระเจ้ารอบตัว ก็จะทำให้มีความศรัทธา ยึดมั่นเข้มแข็ง เพราะทุกอย่างรอบตัว ล้วนเป็นเหตุผลสนับสนุนว่า พระเจ้ามีอยู่จริง และพระเจ้านั้น คือ อัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ เพียงองค์เดียว

            ตั้งแต่วันที่กำเนิดโลก ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอวกาศ ไม่มีเสาค้ำ ไม่มีเชือกดึง ไม่มีอะไรยึดมันไว้ แต่ก็ลอยอยู่แบบนั้น ไม่ตก หมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง ทุกวัน เป็นเวลา 365 วัน ครบ 1 ปี โคจรไปแล้วกลับมาใหม่ ไม่เคยหลุดออกนอกวงโคจร แม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกทุกชนิด มีคุณสมบัติที่ชัดเจน มนุษย์ก็ได้เรียนรู้ และนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับพระประสงค์ของอัลลอฮฺที่ว่า

            “เราสร้างโลกใบนี้มา เพื่อให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ มีจุดเริ่มต้น และมีจุดสิ้นสุด ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะเป็นธรรมดาของสิ่งถูกสร้าง”

            ดังนั้น พระเจ้า และ มนุษย์ อยู่คนละฐานะ พระเจ้า คือ ผู้สร้างโลก และ สร้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาล มนุษย์ คือ สิ่งถูกสร้าง ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ทำตามคำสั่งใช้ของพระเจ้า

            เพียงคำถามเดียวคงไม่อาจเปลี่ยนความคิดของผู้ถามบางคนให้เชื่อในเรื่องพระเจ้า ทุกอย่างล้วนใช้เวลาในการทำความเข้าใจ และเป็นกำหนดของอัลลอฮ์ที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจในอิสลามหรือไม่?

 

  1. ทำไมอิสลามไม่กินหมู

            คำถามลักษณะนี้ ถือว่าเป็นการตั้งคําถามที่ถูกต้อง  เพราะมุสลิมไม่กินหมู แต่ถ้าตั้งคำถามว่า “ทําไมมุสลิมกลัวหมู?” คำถามลักษณะนี้ ถือว่าตั้งคําถามไม่ถูกต้อง เพราะมุสลิมมิได้กลัวหมู แต่คนไทยส่วนใหญ่ที่มิใช่มุสลิม มักจะเข้าใจผิด โดยไปจดจํามาจากหนังตลกว่า มุสลิมกลัวหมู และต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เมื่อเห็นหมู!

            ส่วนคําตอบที่ว่า ทําไมมุสลิมไม่กินหมู สามารถตอบได้ทันทีว่า พระเจ้าสั่งห้าม  และสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้าม ก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างแน่นอน บางเรื่อง มนุษย์ก็ไม่รู้เหตุผล หรือบางเรื่อง มนุษย์ก็สามารถค้นพบหาเหตุผลได้ ด้วยกระบวนการศึกษาธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์

            ยุคปัจจุบัน มีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิด มีพยาธิตัวเล็ก ๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็น อยู่มากน้อยต่างกัน แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิด ซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมู ห่อหุ่มมันอยู่ โดยความร้อนจากการหุงต้มไม่สามารถทําลายมันได้ พยาธิเหล่านี้ จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์ หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัว ออกมาทําอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตา และประสาทสมอง เป็นต้น

            จริงอยู่ มุสลิมในยุคก่อนไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาก็น้อมรับ และปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม หมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ (กินอุจาระและนอนคลุกอยู่กับอุจาระของมัน) ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่า เป็นสัตว์สกปรก (นะญิส) เพราะฉะนั้น มิใช่ว่ามุสลิมไม่กินหมู เพราะเหตุผลที่ว่า หมูมีพยาธิ ดังนั้น ถึงแม้ในอนาคต จะสามารถทําให้เนื้อหมู ปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดี  ไม่ต้องให้กินอุจาระ และนอนคลุกอยู่กับอุจาระ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้าม

            อาจมีคำถามว่า ทําไมต้องห้าม? ก็เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ความศรัทธาของมุสลิม มนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้า เขาก็จะน้อมรับกฎระเบียบที่พระเจ้าบัญญัติไว้ เขาจะไม่กินตามปากที่มีความอยาก แต่เขาจะเลือกกิน โดยพิจารณาว่า พระเจ้าอนุญาตให้กินหรือไม่?

            ในทำนองเดียวกัน อาจมีบางคนตั้งคําถามว่า ในเมื่อไม่ให้กินหมูแล้ว พระเจ้าจะสร้างหมูมาทําไม? ขอเรียนว่า พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตมาหลากหลายชนิด แต่มิใช่สัตว์ทุกชนิด จะถูกสร้างมา เพื่อเป็นอาหารสําหรับมนุษย์  สัตว์บางชนิดเกิดมา เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ สัตว์บางชนิดถูกสร้างมา เพื่อกินสัตว์ กินพืช มิเช่นนั้นแล้ว สัตว์กินพืช ก็จะกินใบไม้หมดป่า ซึ่งป่าไม้ และพืชนั้น ก็ทําหน้าที่ซับน้ำ ผลิตออกซิเจน รักษาชั้นบรรยากาศของโลก และยังเป็นอาหารให้มนุษย์ด้วย ดังนั้น เราจึงต้องเลือกว่าสิ่งใดพระเจ้าอนุญาตให้กิน สิ่งใดพระเจ้าไม่อนุญาตให้กิน ซึ่งในเรื่องของอาหารแล้ว สิ่งใดที่พระเจ้ามิได้บัญญัติห้าม สิ่งนั้นถือว่าอนุญาตให้กินได้

ส่วนสิ่งอื่นที่พระเจ้าบัญญัติห้ามกิน ได้แก่

            1) สิ่งมึนเมาทุกชนิด
            2) เลือด
            3) สัตว์บกที่ตาย โดยไม่ได้ถูกเชือด
            4) สัตว์บกที่ไม่ได้กล่าวนามพระเจ้า ขณะเชือด
            5) สัตว์บกที่ใช้กรงเล็บ หรือเขี้ยวล่าสัตว์ กินเป็นอาหาร
            6) เนื้อลา
            7) สัตว์ที่พระเจ้าระบุว่า เป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ (นะญิส) เช่น สุนัข
            8) อาหารใดก็ตามที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม เช่น ขโมยมา หรือซื้อมาด้วยทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดหลักการศาสนา เช่น เงินดอกเบี้ย

            ทั้งหมดถูกบัญญัติในอัลกุรอาน และคำสอนของท่านศาสนทูตทั้งสิ้น และนอกจากสิ่งที่กล่าวมานี้ ก็เป็นที่อนุญาตให้กินได้ รวมทั้งสัตว์น้ำทั้งหมด ยกเว้นบางประเภทที่มีพิษ เท่านั้นเอง

 

%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a24%e0%b8%84%e0%b8%99

 

  1. จริงหรือ อิสลามอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้ 4 คน

            การอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ 4 คนในศาสนาอิสลาม ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเป็นที่สนใจของพี่น้องต่างศาสนามาก และมักถูกวิจารณ์ขยายความอย่างกว้างขวาง บ้างเข้าใจว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มุสลิมปฏิบัติกัน บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่สังคมมุสลิมให้การยอมรับ บ้างก็ว่าเป็นหลักการศาสนาที่กำหนดไว้ และยังมีหลายคนวิจารณ์ว่าเป็นการละเมิดสิทธิสตรี ฯลฯ

            ความจริงของเรื่องนี้  การจะมีภรรยาหลายคนตามหลักการอิสลาม เป็นเรื่องที่มีขอบเขตเงื่อนไข มิใช่นึกจะมี ก็มีได้ ในภาพรวมของโลกมุสลิมอาจกล่าวได้ว่าร้อยละ 1 หรือ 2 ของชายที่แต่งงานแล้วเท่านั้นที่มีภรรยามากกว่าหนึ่ง กรณีนี้ อาจพบเห็นมากในกลุ่มประเทศแทบอ่าวเปอร์เซีย หรือพวกกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศษฐกิจดี ร่ำรวยน้ำมันทั้งหลายในตะวันออกกลาง โดยทั่วไปในสภาพการณ์เช่นปัจจุบัน คงมีคนจำนวนไม่มากนักที่จะสามารถรับภาระทางการเงินของครอบครัวที่มากกว่าหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ การมีภรรยามากกว่าหนึ่งส่วนใหญ่ จึงเป็นกรณีปฏิบัติของคนที่มีความพร้อมสูง ร่ำรวยมีเงินทอง เหลือใช้เหลือจ่าย หรือมิฉะนั้น ก็จะเป็นพวกชนบทชาวนา เพราะคนกลุ่มนี้ต้องการแรงงานที่ต้องช่วยกันทำมาหากิน

            หากมองในแง่ประวัติศาสตร์อิสลาม การมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องที่อนุมัติในช่วงศตวรรษที่ 7 เพราะหลังจากที่กองทัพมุสลิมจำเป็นต้องเข้าสู่สมรภูมิต่าง ๆ ทำให้นักรบจำนวนหนึ่งถูกฆ่าตาย หญิงหม้ายและลูกกำพร้าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีผู้ใดอุปการะดูแล ด้วยเหตุนี้ โองการของคัมภีร์อัล-กุรอานจึงถูกประทานลงมาหลังจากนั้น มีใจความว่า

            “และหากพวกเจ้าเกรงว่า จะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้ ก็จงแต่งงานกับ ผู้ที่ดีแก่พวกเจ้าในหมู่สตรี สองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่า พวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว หรือไม่ก็หญิงที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่ นั่นเป็นสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง” (อัลกุรอาน 4:3)

            นักวิชาการสมัยใหม่ส่วนหนึ่งอธิบายความหมายของโองการดังกล่าวว่า “การมีภรรยาหลายคนนั้นแม้จะเป็นที่อนุญาต แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและขอบเขตที่เข้มงวด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ในขณะที่การมีภรรยาคนเดียวเป็นเรื่องที่ศาสนาส่งเสริมมากที่สุด ทั้งนี้ ก็เนื่องจากเหตุผลว่า การจะให้ความยุติธรรมเท่าเทียมแก่ภรรยาทั้งหมดในทุกแง่มุม เป็นเรื่องที่ปฏิบัติยาก กล่าวคือ หลักการที่จะมีภรรยาคนที่สอง คนที่สาม หรือคนที่สี่ ก็ต้องกระทำตามหลักศาสนา อย่างที่กระทำกับภรรยาคนที่หนึ่ง นั่นคือ ต้องมีการสู่ขอ มีพิธีแต่งงาน (นิกะห์) อย่างถูกต้องตามหลักการศาสนาเช่นเดียวกัน

            สรุปได้ว่า ภรรยาของชายมุสลิม ไม่มีเมียน้อย เมียหลวง เมียควง กิ๊ก เมียออกงาน ดังนั้น ความ   เท่าเทียมกันของสตรีแต่ละคน จึงเท่าเทียมกัน ทรัพย์สินของสามี ผู้เป็นลูก ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมที่ศาสนากำหนด สำหรับผู้ที่คิดจะมีภรรยามากกว่าหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดคือ มุสลิมผู้เป็นสามีจำเป็นจะต้องมีหลักธรรมศาสนาอย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

 

  1. ทำไมผู้ชายอิสลามต้องขลิบ

            ปัจจุบัน เรื่องการขลิบเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ว่า เป็นการรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศและป้องกันการเกิดกามโรค เพราะเชื้อโรคและสิ่งสกปรกหมักหมมทั้งหมดจะเกาะตัวอยู่ในบริเวณหนังห่อหุ้มของอวัยวะเพศ ซึ่งทำความสะอาดได้ยาก และหนังส่วนนั้นก็จะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เมื่อมนุษย์เจริญเติบโตขึ้น  ดังนั้น การแพทย์จึงสนับสนุนให้มีการขลิบ และในประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นธรรมเนียมหรือค่านิยมโดยทั่วไปคือ การให้มีการขลิบตั้งแต่แรกเกิด

            นอกจากมุสลิมแล้ว ชาวยิวก็มีบทบัญญัติให้ผู้ชายขลิบเช่นกัน เนื่องจากเป็นบัญญัติที่พระเจ้าสั่งต่อโมเสส(นบีมูซา) และเป็นบทบัญญัติสำหรับชาวคริสต์ด้วย เพราะคำสอนของโมเสสก็ถือเป็นบัญญัติสำหรับชาวคริสต์เช่นเดียวกัน (ดูบทเยเนซิศ) และพระเยซู(นบีอีซา)ก็ขลิบด้วยเช่นกัน (ดูบทลูกา)  แต่ปัจจุบัน มีชาวคริสต์หลงเหลืออยู่เพียงบางนิกายเท่านั้น ที่ยังคงปฏิบัติตามบัญญัติเรื่องการขลิบ

            ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ได้กำหนดเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ชายทุกคน ให้มีการขลิบ ส่วนการรักษาทำความสะอาดร่างกายอื่นตามแบบฉบับที่ท่านนบีแนะนำไว้ ได้แก่ การตัดเล็บ การถอนขนรักแร้ การโกนขนอวัยวะเพศ การขลิบหนวดและไว้เครา จากหะดีษดังกล่าว อิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์และอิหม่ามมาลิกถือว่า การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศเป็นแบบฉบับอันดีงามของนบีที่ได้รับการยืนยัน (สุนัตมุอักกะดะฮ์)

            ส่วนการขลิบสำหรับฝ่ายหญิงนั้น ไม่เป็นที่บังคับ แต่ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ได้แนะนำว่า การขลิบ (คลิตอริส) สำหรับฝ่ายหญิงจะช่วยเพิ่มความสุขทางเพศให้แก่เธอ จากข้อแนะนำประเด็นนี้ได้ถูกบิดเบือนออกไปเป็นประเพณีของชาวแอฟริกันเผ่าหนึ่ง ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม และได้นำเรื่องการขลิบสำหรับสตรีไปทำอุตริกรรม เป็นประเพณีของพวกเขาในการรักษาพรหมจารีด้วยการขลิบและเย็บปิดอวัยวะเพศ ซึ่งพิธีกรรมนี้ไม่มีในบัญญัติของศาสนาอิสลามแต่อย่างใด

 

%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9a

 

  1. ทำไมผู้หญิงต้องคลุมฮิญาบ

            การคลุมผ้า (ฮิญาบ) ของสตรีมุสลิมนั้น มิใช่ประเพณีของอาหรับ แต่เป็นบทบัญญัติของศาสนา “ฮิญาบ” แปลว่า ปิดกั้น

            ช่วงแรกการเป็นศาสนทูตของท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) นั้น ยังไม่มีคำสั่งเรื่องการคลุมฮิญาบลงมา ครั้นเมื่อท่านนบีมุ่งหน้าไปยังเมืองมะดีนะห์  ช่วงนั้นท่านนบียังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง จึงพักที่บ้านของอบูอัยยูบ  แต่ภรรยาของท่านนบีต้องพักที่อื่น ดังนั้น เมื่อภรรยาของท่านนบีและสตรีมุสลิมท่านอื่น ต้องการออกไปทำภาระกิจ เช่น ธุระส่วนตัวในยามค่ำคืน ก็ต้องออกไปทำภารกิจนอกบ้าน ซึ่งในระหว่างทาง พวกอันธพาลมักนั่งข้างทาง คอยหยอกล้อ จีบสาว และพูดจาเกี้ยวพาราสีต่อสตรีที่เดินผ่านไปมา

            ด้วยเหตุนี้ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานอัลกุรฺอานในบทที่ว่า “โอ้นบี จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบรรดาบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนางเถิด” (อัลอะห์ซาบ 33 : 59)

            การคลุมฮิญาบของสตรี โดยทั่วไป จะเปิดเผยแค่ใบหน้าและฝ่ามือ ส่วนการปิดจนเหลือแต่ลูกตานั้น เป็นทัศนะที่ปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากฟิตนะห์ (ความไม่ดี ไม่งามทางสังคม)  เช่น ป้องกันการถูกแซวหรือการหยอกล้อเชิงชู้สาวจากเพื่อนชาย เป็นต้น

            ฮิญาบมิได้เป็นการกดขี่สตรีเพศ ควรมองดูสังคมแบบใจที่เป็นกลาง อิสลามให้ป้องกันก่อนจะมีสิ่งไม่ดีตามมา อิสลามมีการปกป้องและป้องกันจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย เราไม่อาจปฏิเสธได้ ในเรื่องธรรมชาติและอารมณ์ของมนุษย์ เช่น การมอง การได้กลิ่น และการสัมผัส ดังนั้น ด้วยหัวใจของมนุษย์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อิสลามจึงให้สตรีปกป้องตัวเองไว้ก่อน ดีกว่าที่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดูแลตัวเอง ปกป้องตัวเองเสียก่อน ก่อนที่จะไปพึงพาอาศัยคนอื่น หรือเมื่อเกิดปัญหาแล้วมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรืออาจกล่าวสั้น ๆ ได้ว่า  .. “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”

            ในประเด็นที่ว่า “มีดีก็ต้องโชว์”  แต่อิสลามสวยด้วยการปกป้อง สวยด้วยอัตลักษณ์ของศาสนา มองให้ลึกลงไปว่า สาวเหล่านั้น รักนวลสงวนตัว และมีความสวยงามของผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง

 

  1. ทำไมต้องละหมาด

            ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) เปรียบคำสอนอิสลามทั้งหมดเหมือน “บ้าน” หรืออาคารที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ที่สำคัญ บ้านจะต้องสร้างขึ้นมาจาก “เสา” และท่านนบีได้ระบุว่า เสาของอิสลามนั้นมี 5 ต้น ได้แก่ “ชะฮาดะฮ์ การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด การบำเพ็ญฮัจย์

            เสาทั้ง 5 ต้นดังกล่าว มีบทบาทในการค้ำจุนอิสลามในมิติที่แตกต่างกัน ชะฮาดะฮ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้ามามีส่วนในบทบาทของอุดมการณ์ ตามด้วยการละหมาดวันละ 5 เวลา เข้ามามีบทบาทในสองด้าน ด้านหนึ่งคือ การสร้างสัมพันธ์เริ่มต้นกับพระผู้เป็นเจ้า อีกด้านหนึ่งเป็นการก่อร่างสร้างชุมชนมุสลิมพื้นฐานโดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง

เคล็ดลับหรือฮิกมะฮ์ของการละหมาดมีหลายประการ  สรุปได้ดังนี้ :

             1. เป็นการเตือนให้มนุษย์รู้จักตนเองว่า เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกร เพื่อระลึกไว้ตลอดไป โดยที่กิจการงานในทางโลกและความสัมพันธ์กับผู้อื่นอาจทำให้มนุษย์หลงลืมตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาละหมาด จะทำให้เขานึกได้อีกครั้งหนึ่งว่า ตนเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกร

            2. เพื่อให้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของมนุษย์ว่า ไม่มีผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือและให้ความสุขที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกรียงไกรเท่านั้น แม้เขาจะพบเห็นในโลกนี้ว่า มีสื่อและสาเหตุมากมายที่ช่วยเหลือและให้ความสุข แต่แท้ที่จริงแล้ว อัลลอฮฺ ซ.บ.)ได้ให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องอำนวย ความสะดวกสบายแก่มนุษย์เท่านั้น ทุกครั้งที่มนุษย์หลงลืมและปล่อยตัวไปกับสื่อต่างๆ การละหมาดจะเป็นสิ่งคอยเตือนเขาว่า แท้จริง สิ่งนั้นมาจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว พระองค์ทรงช่วยเหลือ ทรงให้ความสุข ทรงให้โทษ ทรงให้คุณ ทรงให้เป็น และทรงให้ตาย

            3. มนุษย์จะได้ใช้ละหมาดเป็นช่วงเวลาของการสำนึกผิดจากความผิดต่างๆ ที่เขาได้ก่อขึ้นเนื่องจากในช่วงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนั้น มนุษย์ต้องเผชิญกับบาปและความผิดต่างๆ มากมาย ทั้งที่รู้ตัวและอาจไม่รู้ตัว ดังนั้น การละหมาดระหว่างช่วงเวลาหนึ่ง จะช่วยขัดเกลาเขาให้สะอาดบริสุทธิ์จากบาปและความผิดต่างๆ ได้ ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ได้กล่าวอธิบายเรื่องดังกล่าวไว้ในหะดิษ ซึ่งรายงานโดยมุสลิม จากท่านญาบิร บุตร อับดิลลาห์ ได้กล่าวว่า “เปรียบละหมาดห้าเวลาเหมือนแม่น้ำที่มีน้ำมากไหลผ่านประตูบ้านคนใดคนหนึ่งในพวกท่าน โดยที่เขาอาบน้ำจากแม่น้ำนั้นทุกวันๆ ละห้าครั้ง” ญาบิรได้กล่าวว่า “ฮาซันได้กล่าวว่า : การกระทำดังกล่าวจะทำให้มีสิ่งสกปรกใดเหลืออยู่อีกไหม?” (หมายความว่า “สิ่งสกปรก”  ในที่นี้ หมายถึง บาปต่างๆ ซึ่งตามรายงานของอะบีฮุรอยเราะห์ (ร.ด.) ได้ชี้เช่นนั้น คือ “นั่นก็เหมือนกับละหมาดห้าเวลาที่อัลลอฮฺจะทรงใช้มันลบล้างบาปต่าง ๆ”

            4. ละหมาด เป็นเสมือนอาหารที่หล่อเลี้ยงหลักศรัทธา (อะกีดะฮ์) ที่อยู่ในจิตใจ ความเพลิดเพลินในดุนยาและการลวงล่อของชัยตอน จะทำให้มนุษย์หลงลืมหลักอะกีดะฮ์นี้ ถึงแม้จะถูกปลูกฝังอยู่ในจิตใจแล้วก็ตาม เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความหลงลืม ในลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุที่จมปลักอยู่ในอารมณ์ใฝ่ต่ำ ความหลงลืมนี้จะเปลี่ยนเป็นการปฏิเสธและไม่ยอมรับเหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง ก็จะเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด ในไม่ช้า ต้นไม้นั้นก็จะกลายเป็นฟืนที่ไร้ค่า แต่มุสลิมที่ยืนหยัดปฏิบัติละหมาดอย่างสม่ำเสมอ  ละหมาดนั้นก็จะเป็นอาหารคอยหล่อเลี้ยงความมีศรัทธาของเขาให้สดชื่นและงอกงามอยู่เสมอ

 

%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2

 

7.ทำไมต้องก่อการร้าย

            คำว่า “ก่อการร้าย” ในสมัยนี้ เป็นคำจำกัดความที่ฝ่ายหนึ่งยัดเยียดให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อหวังผลด้านการโฆษณาชวนเชื่อในสงครามระหว่าง 2 แนวคิด ฝ่ายหนึ่งมองว่า การต่อสู้เพื่อไล่ศัตรูออกจากบ้านตัวเองเป็นการก่อร้าย ขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งมองว่า การรุกรานต่างหากจึงจะเรียกว่าการก่อการร้าย โดยปกติ ความขัดแย้งก่อตัวขึ้นเพราะคนสองกลุ่มถือไม้บรรทัดคนละอัน และเกิดสงครามขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มเอาไม้บรรทัดของตนไปวัดอีกฝ่ายหนึ่ง ประชาคมมุสลิมถูกตัดสินด้วยมาตรฐานของวัฒนธรรมตะวันตกมานานแล้ว

            อิสลามคือ ศาสนาแห่งสันติภาพและขันติธรรม ดังนั้น ผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประพฤติตนขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว ยิ่งกว่านั้น ไม่มีแหล่งกำเนิดใดๆ จากอัลกุรอาน และหะดิษของท่านนบีมูฮัมมัด(ซ.ล.)ที่บ่งชี้ไปในทิศทางดังกล่าว การเรียกร้องในอิสลามที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานได้เชิญชวนด้วยวิธีการที่เฉลียวฉลาดและนิ่มนวล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะถือได้ว่า เป็นความรุนแรงแต่ประการใด ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะห์ อัลนะห์ โองการที่ 125 ความว่า

            “จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของเจ้าโดยสุขุมและการตักเตือนที่ดี แจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริง พระเจ้าของเจ้านั้น พระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่หลงจากทางของพระองค์ และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาของผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง”

            อิสลามได้เรียกร้องให้มนุษย์ทุกคน อยู่ด้วยกันฉันท์มิตร แม้จะมีความแตกต่างกันก็ตาม ดังปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะห์ อัลหุจรอจญ์ โองการ 13 ความว่า

            “โอ้ มนุษย์ชาติทั้งหลาย แท้จริง เราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่าพันธุ์และตระกูล เพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริง ผู้มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮฺ นั้นคือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่ง ในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน”

            ในทำนองเดียวกัน อิสลามเรียกร้องให้มุสลิมใช้ชีวิตความเป็นอยู่กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม(ต่างศาสนิก) ดังปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะห์ อัลมุมตาฮีนะฮ์ โองการที่ 8 ความว่า

            “อัลลอฮฺ มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีกับพวกเขา และให้ความยุติธรรมกับพวกเขา แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงรักผู้มีความยุติธรรม”

            การกล่าวว่า อิสลามสนับสนุนการก่อการร้ายและความรุนแรง จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงแต่ประการใด หากมุสลิมทุกคนเป็นพวกหัวรุนแรงหรือผู้ก่อการร้าย ก็ไม่ได้หมายความว่า อิสลามจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของคนเหล่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกคำสั่งสอนเกี่ยวกับเรื่องขันติธรรมและความยุติธรรมของอิสลามออกจากพฤติกรรมของมุสลิมบางคนที่ขาดความรับผิดชอบ และขันติธรรม

            เราจำเป็นที่จะต้องระลึกเสมอว่า ความคิดที่รุนแรงและการขาดความอดทนนั้น มิได้จำกัดอยู่ที่ศาสนาหนึ่งศาสนาใดเป็นการเฉพาะ หากแต่การก่อการร้ายนั้นเป็นปรากฏการระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่สามารถเห็นได้ในปัจจุบัน ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่มีการกล่าวว่า “อิสลามเป็นศาสนาที่สนับสนุนการก่อการร้าย”  ในเมื่อการก่อการร้ายเป็นปรากฏการสากลที่มิได้เกิดขึ้นกับศาสนาหนึ่งศาสนาใดเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด

 

  1. ทำไมอิสลามต้องมีการถือศีลอด?

            การถือศีลอด ถือเป็นภารกิจจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่ต้องปฏิบัติ เพราะเป็นศาสนบัญญัติ
โดยการงดอาหาร น้ำ ละเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาช่วงกลางวันที่ถือศีลอด งดเว้นการ

            นินทาว่าร้าย ระงับความโกรธ และละเลิก จากสิ่งที่ไม่ดีความชั่วทั้งหลาย โดยทำความดี บริจาคทานมากๆ
เดือนรอมฎอนจะเป็นเดือนที่จูงใจให้ผู้ศรัทธาทำความดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดือนอื่นๆ หัวใจจะจดจ่ออยู่กับการแสดงความเคารพภักดี (อิบาดะฮ์) ต่ออัลลอฮฺ และหันไปหาพระองค์มากขึ้น การอดทนต่อสิ่งรอบตัว หยุดทำความชั่ว และออกห่างจากสิ่งหรือคนที่จะชักนำเราไปสู่การฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าไม่ว่าจะโดย

            – มือ (ทำร้ายหรือขโมย)
            – เท้า (เดินไปสู่สถานที่ต้องห้าม)
            – ตา (ดูสิ่งลามก)
            – หู (เช่นการฟังสิ่งไร้สาระ, ฟังเรื่องชาวบ้านนินทากัน)
            – ปาก(การนินทาว่าร้ายคนอื่น โกหก โป้ปด)

            ทั้งนี้ อาจเรียกได้เต็มปากว่า “รอมฎอนเป็นเดือนแห่งการอบรมจิตใจ” นั่นเอง เพราะจะไม่ทำสิ่งไร้สาระ จะทำอะไร ต้องระมัดระวังทุกการกระทำและคำพูด มิเช่นนั้น ก็จะเป็นการถือศีลอดที่ได้แค่เพียง การอดอาหาร เท่านั้นเอง รวมทั้งจะได้รับรู้ความยากลำบากคนที่ยากไร้ด้วย และเป็นเดือนที่มีความประเสริฐมากมาย เป็นเดือนที่มีการประทานคัมภีร์อัลกุรอาน (พระโองการของพระเจ้า) ซึ่งเป็นธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคน และเป็นเดือนแห่งความเมตตา ประตูสวรรค์เปิด ประตูนรกปิด ดังนั้น เดือนนี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการทำความดีให้มากที่สุด

 

e_cghknpqvw257

 

  1. ทำไมห้ามดื่มสุรา

           สุราเป็นปฐมบทของความชั่วร้าย เป็นที่ต้องห้ามในการที่จะไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะด้วยกรณีใด การดื่ม การขาย การซื้อ การผลิต การให้บริการที่นำไปสู่การดื่ม ผู้ที่ดื่มจะทำให้ลืมสติ จะส่งผลอันตรายต่อร่างกาย จิตวิญญาณ ทรัพย์สมบัติ ลูกหลาน เกียรติภูมิ ปัจเจกบุคคล และรวมถึงสังคม และจะเพิ่มให้เกิดโรคความดันโลหิต เป็นสาเหตุให้ตัวเขาและลูกมีปัญหาทางสมอง สติฟั่นเฟือน อัมพาต และเป็นเหตุนำไปสู่การก่ออาชญากรรม

            สิ่งมึนเมาทำให้เกิดความเอร็ดอร่อยและมีพลังเพิ่มขึ้น พร้อมกันนั้น จะทำให้สติปัญญาไม่สามารถแยกแยะได้ ผู้ที่ดื่มไม่รับรู้ในสิ่งที่พูด ด้วยเหตุผลดังกล่าว อิสลามจึงห้ามและมีบทลงโทษเพื่อสกัดกั้นผู้ที่จะไปเกี่ยวข้องพัวพันอย่างยิ่ง

            “แท้จริง ชัยฏอนนั้น เพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนันเท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการละหมาด…” (อัล-กุรอาน 5/91)

            และผลที่เห็นได้ชัดเจนจากการดื่มสุราคือ อาการมึนเมา ขาดสติ ซึ่งจะส่งผลที่ติดตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลที่เกิดกับตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม การดื่มสุราเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท ทำให้เกิดอุบัติเหตุ จนเป็นผลให้ผู้อื่น และแม้แต่ตัวเองต้องเสียชีวิตหรือพิการไป ผู้ที่ถือตนว่าเป็นผู้นับถือศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าศาสนาของเขาคือ อิสลาม และเขาคือมุสลิม การดื่มสุราถือเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

            ทั้งนี้ ขอเรียนอีกครั้งว่า ศาสนาอิสลามมิได้ห้ามเฉพาะการดื่มสุราเท่านั้น แต่ยังห้ามการผลิต ห้ามการขนส่ง ห้ามการซื้อ/ขาย  หรือกล่าวได้ว่า ในอิสลามนั้น หากสิ่งใดถูกห้าม หมายความว่า ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องก็ถูกห้ามด้วย

 

  1. ทำไมคนนี้ทำได้แต่อีกคนว่าทำไม่ได้ เช่น คนนี้กินหมูได้ แต่อีกคนกินไม่ได้ เป็นต้น

            กรณีที่มีคนหนึ่งทำได้ แต่อีกคนทำไม่ได้นั้น ต้องพิจารณาที่องค์ประกอบของคนเป็นสำคัญ กล่าวคือ บุคคลนั้นมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของศาสนาหรือไม่ หรือมีมากน้อยแค่ไหน และความตระหนักรู้ของเขาที่มีต่อคำสอนที่เป็นข้อใช้และข้อห้ามของพระเจ้าเป็นอย่างไร ระดับการมีศรัทธา  ยึดมั่นต่อศาสนาที่ตนเองนับถืออยู่ในระดับใด ข้อมูลเหล่านี้ จึงจะสามารถจำแนก แยกแยะการกระทำของบุคคลนั้นได้เป็นอย่างดีว่า มุสลิมคนนั้นเป็นอย่างไร อยู่ในลักษณะใด เช่น  สตรีมุสลิมบางคนไม่คลุมผม  เมื่อออกนอกบ้าน ดื่มสุรา กินหมู  เป็นต้น

ขออัลลอฮฺ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้โปรดประทานทางนำแก่เราด้วยเถิด พระองค์ผู้ทรงรู้ยิ่ง- วัลลอฮุอะอฺลัม

 

ขอขอบคุณ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต  เลาะวิถี
                ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา  มหาวิทยาลัยรังสิต

แบ่งปัน