แท้จริงการทำฮัจย์นั้นคือ สัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่หนึ่งในอิสลาม ทว่ามันคือองค์ประกอบสำคัญหนึ่ง(รุกุ่น)อิสลาม ในฮัจย์นั้นมีผลประโยชน์มากมาย และคุณประโยชน์ที่หลากหลายเกินกว่าจะกล่าวถึงทั้งหมดได้ ทำให้มุสลิมหลายคนปรารถนาที่จะไปเป็นแขกของอัลลอฮฺ แม้จะมีกำลังทรัพย์อันน้อยนิดแต่ก็หมั่นดุอาอฺเก็บหอมรอมริบขอให้ได้ไปเหยียบแผ่นดินหะรอมสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ผิดกับบางคนที่มีกำลังกายกำลังทรัพย์เพียบพร้อมที่จะไปทำฮัจย์ได้แต่กลับเลือกที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ ทัวร์ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี โดยไม่คำนึงว่าค่าใช้จ่ายจะสูงเพียงใด เปรียบไม่ได้เลยกับการที่เราได้ไปทำฮัจย์อาจจะเสียเงินประมาณสองแสนบาท แต่ผลบุญนั้นมหาศาลหาใดเปรียบไม่!

สกู๊ปข่าวหลักฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก “อาจารย์อานัส ดาราฉาย” นักวิชาการอิสลาม มาช่วยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำฮัจย์ที่แท้จริง ที่เราไม่ต้องรอถึงตอนแก่เดินไม่ไหวต้องนั่งรถเข็นแล้วอยากไป เราสามารถไปได้ในขณะที่ยังหนุ่มสาวตอนที่มีแรงกำลัง เพื่อให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงคุณค่าของการทำฮัจย์และฮัจย์ที่มับรูร…

ในเทศกาลฮัจย์ทุกปี จะมีพี่น้องมุสลิมทั่วทุกมุมโลกเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย จำนวนประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งในปีนี้มีชาวไทยมุสลิมรวมอยู่ด้วย จำนวน 8,462 คน เป็นพี่น้องจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3,892 คน และเป็นพี่น้องในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวน 1,305 คน

อ.อานัส กล่าวว่า “การทำฮัจย์เป็นรู่ก่นข้อสุดท้ายของบทบัญญัติของอัลอิสลาม เป็นสิ่งจำเป็น เรียกว่าเป็นชิ้นปลามันชิ้นใหญ่ การทำฮัจย์นั้นไม่เหมือนกับการละหมาด, การถือศีลอด หรือการออกซะกาต เหล่านี้ถ้าทำไม่ถูกต้องเราสามารถชดใช้ได้ แต่ถ้าฮัจย์เราไปทำแล้วไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง ฮัจย์ของเราใช้ไม่ได้ ปีต่อไปต้องไปทำใหม่ ไม่สามารถชดใช้ได้

ส่วนการไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น, จีน, ตุรกี, ยุโรป แบบนี้เรียกว่าไปเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติ ซึ่งอัลลอฮฺ(ซบ.)เป็นผู้สร้าง แต่การทำไปฮัจย์มันมีเสน่ห์มีความเย้ายวน ทุกคนที่ไปจะสังเกตดูได้เหนื่อยกับการเดินทาง เหนื่อยกับการเข้าแถวรอการตอวาฟ สะแอ แต่พอถึงเทศกาลฮัจย์อุมเราะห์อยากจะไปอีก อันนี้เรียกว่ามีมนต์เสน่ห์ และการไปต่างประเทศเราไปชมความสวยงามเดี๋ยวก็ลืม แต่ว่าการไปทำฮัจย์สิ่งที่ได้มาคือเท่ากับการที่เราไปทำอิบาดะห์ การภักดีต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) นี่คือสิ่งที่เรา ท่านทั้งหลายมุ่งมั่นที่จะไปประกอบพิธีฮัจย์

ความสำคัญของการประกอบพิธีฮัจย์ อัลลอฮฺ(ซบ.) ตรัสว่า

«وَلِله عَلَى النَّاسِ حِجُّ البَيْتِ مَنِ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيلاً»

 

“และสิทธิของอัลลอฮฺที่มีเหนือมนุษย์นั้น คือการประกอบพิธีฮัจย์ ณ บัยติลลาฮฺ(บ้านของอัลลอฮฺ) สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางได้” (อาละอิมรอน 97)

 

2855-trtworld-186414-220123

 

ฮัจย์ เป็นหลักศาสนบัญญัติในอิสลามประการที่ห้า ที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติเพียงครั้งเดียวในชีวิต โดยมีเงื่อนไขอยู่ที่มีความสามารถทั้งสุขภาพร่างกาย ทรัพย์สินเงินทองพอใช้ และความปลอดภัยในการเดินทางจำเป็นต้องไป

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคนมีเงินมีทองเยอะไม่ใช่ว่าจะไปได้ คนมีเงินทองเยอะอาจจะคิดว่าไปประเทศอาหรับคงจะสกปรก ไม่สะอาด อย่างนั้นเรียกว่าอัลลอฮฺไม่เปิดหัวใจให้กับเขาก็ว่าได้ แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่เขาเห็นว่าไปยุโรปมันมีความสวยงาม โก้หรู สะดวกสบายหลายคนจึงอยากจะไป แต่อย่าลืมที่ท่านนบี(ซ.ล.)บอก

มีรายงานจากท่านอะลีอินิอบีฏอลิบ ความว่า “ผู้ใดมีความสามารถในการไปทำฮัจย์แล้วละเลยเสีย ก็จงเลือกตายเป็นชาวยะฮูดีหรือชาวนัศรอนีเถิด”

ฉะนั้นผู้ที่ยังไม่เคยไปทำฮัจย์ เมื่อเขามีความสามารถที่จะไปได้ก็จงรีบปฏิบัติโดยทันที จะสังเกตได้ว่าคนที่ไปทำฮัจย์ไม่ได้รวยทั้งหมด ไม่ได้มีร้อยล้าน พันล้าน บางทีคนเป็นยามมีโอกาสได้ไป บางคนคนขายลูกชิ้น บางคนเลี้ยงแพะ เพราะไปด้วยกับความอิคลาสที่อัลลอฮฺได้ให้กับเขา นี่คือส่วนหนึ่ง มันมีมนต์เสน่ห์ ถ้าเรามีความสามารถเราก็ไป ส่วนการท่องเที่ยวที่อื่นเราก็ไปได้เพราะกุรอานก็ใช้ให้ไปดูสิ่งที่อัลลอฮฺสร้าง แต่คนที่มีความสามารถวายิบต้องไปประกอบพิธีฮัจย์ก่อน ทั้งนี้ ฮัจย์จำเป็นในชีวิตหนึ่งครั้ง แต่ถ้าเรามีทรัพย์สินเหลือใช้สามารถให้ญาติไปได้ หรือถ้าเรายังไม่แน่ใจกับครั้งที่ผ่านมาสามารถไปทำใหม่อีกได้

นอกจากนี้ ก่อนจะไปทำฮัจย์ ต้องสารภาพผิด(เตาบัตตัว)ต่ออัลลอฮฺและกับคนทั่วไป ต้องรีบขอลุกะโทษในการกระทำผิดทุกชนิด, สั่งเสียกับครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาให้มีความยำเกรงต่ออัลลฮฺ ตะอาลา, บันทึกการเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของท่าน โดยให้มีผู้รู้เห็นเป็นพยานด้วย, คืนกรรมสิทธิ์ เป็นต้น” อ.อานัส กล่าว

 

ใครที่จำเป็นต้องทำฮัจย์และอุมเราะห์

  1. นับถือศาสนาอิสลาม
  2. มีสติปัญญาสมบูรณ์
  3. บรรลุศาสนภาวะ
  4. เป็นเสรีชน (อิสระ ไม่เป็นทาส)
  5. เส้นทางที่จะไปนั้นปลอดภัยตั้งแต่ไปและกลับ
  6. มีความสามารถ คือ มีทรัพย์ที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในการทำฮัจย์และอุมเราะห์ เช่น ค่าพาหนะและค่ากินอยู่ทั้งไปและกลับ ค่าหนังสือเดินทาง และค่าผู้นำตอวาฟ หรือคือแซะห์ ทรัพย์ที่มีนี้เป็นทรัพย์ที่นอกเหนือจากหนี้สิน และค่าเลี้ยงดูครอบครัวขณะเขาไม่อยู่

 

สิ่งที่ทำให้ฮัจย์มีผลใช้ได้

  1. ต้องอยู่ในวัยที่แยกแยะได้แล้ว (มุมันยิซ) การทำฮัจย์ของเด็กที่ยังไม่ถึงวัยที่สามารถแยกแยะได้นั้น ถือว่าใช้ไม่ได้
  2. ต้องทำการเอี๊ยะห์รอมในเวลาที่กำหนดไว้ เวลาที่ศาสนาได้กำหนดไว้เพื่อการทำฮัจย์ได้แก่ เดือนเชาวาล, ซุ้ลเกาดะห์, และสิบวันแรกของเดือนซุลฮิจยะห์ ดังนั้นการทำฮัจย์จะใช้ไม่ได้นอกจากต้องกระทำในช่วงดังกล่าวเท่านั้น
  3. ต้องปฏิบัติตามรูก่นฮัจย์อย่างครบถ้วน ได้แก่ เอี๊ยะห์รอม, วุกูฟที่อะรอฟะห์, ตอวาฟอีฟาเดาะห์, สะแอระหว่างเนินเขาซอฟากับมัรวะห์, โกนศีรษะหรือตัดผม และเรียงตามลำดับ

การครองเอี๊ยะห์รอม เอี๊ยะห์รอม คือการเปิดฉากประกอบพิธีฮัจย์และเข้าสู่พิธีการฮัจย์ สู่วายิบและรูก่นต่างๆ ของฮัจย์ สถานที่ที่ใช้ในการเอี๊ยะห์รอม หมายถึงสถานที่ต่างๆ ที่ศาสนาได้กำหนดไว้ว่า ผู้ตั้งใจทำฮัจย์จะผ่านเลยสถานที่เหล่านั้นไปไม่ได้นอกจากต้องเอี๊ยะห์รอมเข้าไป

 

des-pelerins-en-chemin-vers-le-rituel

 

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่ครองเอี๊ยะห์รอม(ขณะครอง)

  1. ห้ามสวมใส่อาภรณ์ที่เย็บติดกันเป็นทรง และรองเท้าที่หุ้มมิดเท้าก็จัดอยู่ในอาภรณ์เย็บติดที่ต้องห้ามเช่นกัน
  2. ห้ามปิดศีรษะ ยกเว้นกรณีจำเป็น เช่นผ้าโพกศีรษะ หมวก เป็นต้น
  3. หวีผมหรือเสยผม ไม่ว่าจะให้อะไรเป็นเครื่องมือก็ตาม
  4. โกนหรือถอนผมหรือขน นอกจากกรณีจำเป็น
  5. ตัดเล็บ แม้จะเป็นแค่เพียงบางส่วนก็ตาม
  6. ใส่ของหอม หรือสบู่
  7. ฆ่าสัตว์บกที่เป็นสัตว์ป่าที่เนื้อของมันรับประทานได้
  8. แต่งงานหรือเกี่ยวข้องกับพิธีแต่งงาน
  9. การร่วมประเวณีทุกรูปแบบ
  10. การสัมผัสอย่างมีอารมณ์ทางเพศ แต่ไม่ถึงขั้นร่วมประเวณี เช่น ลูบ จูบ คลำ เป็นต้น

 

พิธีการฮัจย์อุมเราะห์และสถานที่สำคัญ

วายิบฮัจย์ประกอบด้วย

  1. เอี๊ยะห์รอมจากสถานที่และในเวลาที่ได้กำหนดไว้แล้ว
  2. การพักแรมคืนที่มุซดะลีฟะห์ จะต้องอยู่ที่นั่นจนถึงเวลาหลังเที่ยงคืน ไม่จำเป็นต้องอยู่จนถึงแสงอรุณขึ้น
  3. ขว้างเสาหิน เมื่อผู้ประกอบพิธีฮัจย์ออกจากอะรอฟะห์แล้วไปพักแรมที่มุซดะลีฟะห์ เขาจะต้องมุ่งไปที่เสาหิน ญัมรอตุลอะกอบะห์ และจะต้องขว้างหินให้ตกลงไปในแอ่งรอบเสาหินเจ็ดก้อน โดยเริ่มขว้างตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันอีด (วันที่ 10)เป็นต้นไป และหมดเวลาเมื่อตะวันตกในวันสุดท้ายของวันตัชรีก (วันที่ 13)
  4. การพักค้างแรมที่มีนา ในคืนตัชรีก ในคืนที่ 1 และคืนที่ 2 ในวันที่ 3 อัลลอฮ์ทรงผ่อนผันให้โดยมีเงื่อนไขว่า เขาต้องออกจากมีนาก่อนตะวันลับขอบฟ้า
  5. ตอวาฟอำลา(วะดาอฺ) เมื่อตอวาฟแล้วเขาจะหยุดพักอยู่อีกไม่ได้ มิเช่นนั้นเขาจะต้องกลับไปตอวาฟใหม่อีกครั้งหนึ่ง

รูก่นฮัจย์ คือองค์ประกอบสำคัญของพิธีฮัจย์ ซึ่งถ้าหากผู้ทำฮัจย์ละเลยไม่กระทำรูก่นใดรู่กนหนึ่ง ฮัจย์เขาใช้ไม่ได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 ประการคือ

  1. เอี๊ยะห์รอม
  2. วุกูฟที่อะรอฟะห์ ถือเป็นหัวใจของพิธีฮัจย์ หมายถึงการไปปรากฏตัวอยู่ที่อะรอฟะห์ ในช่วงเวลาใดซึ่งเริ่มตั้งแต่เข้าเวลาละหมาดดุฮ์รี ของวันที่ 9 ซุ้ลฮิจญะห์ และสิ้นสุดเมื่อแสงอรุณของวันที่ 10 ขึ้น
  3. ตอวาฟอีฟาเดาะห์ (ตอวาฟรุกุ่น) 7 รอบ มีเงื่อนไขเช่นเดียวกับเงื่อนไขของการละหมาด และจำต้องไม่ให้ส่วนใดๆของร่างกายเข้าไปในเขตกะบะห์ เช่น เชิงของกะบะห์ และบริเวณหินโค้ง
  4. สะแอระหว่างเนินเขาซอฟาและมัรวะห์ 7 รอบ โดยนับการเดินจากซอฟาไปมัรวะห์เป็นหนึ่งเที่ยว และจากมัรวะห์มาซอฟานับเป็นอีกหนึ่งเที่ยว
  5. โกนศีรษะหรือตัดผมอย่างน้อย 3 เส้น

 

การประกอบพิธีฮัจย์และอุมเราะห์ มี 3 วิธี

1 . อิฟรอด คือ การทำฮัจย์ก่อนการทำอุมเราะห์ ฮุจญาจผู้ประกอบพิธีฮัจย์แบบฮัจย์อิฟรอด จะประกอบพิธีฮัจย์ก่อนทำอุมเราะห์ หลังจากเสร็จพิธีฮัจย์แล้วเขาจะเดินทางออกจากแผ่นดินฮะรอม แล้วเหนียตเอียะฮฺรอมอุมเราะห์ แล้วเดินทางเข้ามักกะห์ เพื่อประกอบพิธีอุมเราะห์ โดยต้องทำต้องทำภายในปีเดียวกันกับปีที่ประกอบพิธีฮัจย์ วิธีอิฟรอด เป็นวิธีประกอบฮัจย์ที่ดีกว่า การประกอบพิธีฮัจย์วิธีตะมัตตุอ และวิธีกิรอน โดยไม่ต้องเสียดัม (ตามมัซฮับซาฟีอี)

2 . ตะมัตตุอฺ คือ การทำอุมเราะห์ ในช่วงเวลาฮัจย์ เมื่อเสร็จการทำอุมเราะห์ แล้วฮุจญาตจะทำพิธีฮัจย์ในปีเดียวกัน การประกอบพิธีฮัจย์วิธีตะมัตตุอ จะดีกว่าการประกอบพิธีฮัจย์วิธีกิรอน แต่ต้องเสียดัม (ค่าปรับต่อการกระทำผิดพลาด หรืออาจจะบกพร่องกรณีใดกรณีหนึ่งตามรูก่นฮัจย์)

3 . กิรอน คือ การทำฮัจย์และอุมเราะห์ พร้อมกันในช่วงเวลาฮัจย์ หรือการเหนียตทำอุมเราะห์ แล้วนำเอาพิธีฮัจย์เข้ามาก่อนลงมือทำอุมเราะห์ แล้วก็ทำพิธีฮัจย์จนแล้วเสร็จ ทั้ง 2 รูปแบบนี้ผู้ปฏิบัติจะได้ทั้งฮัจย์ และอุมเราะห์ ในคราวเดียวกัน เพราะพิธีฮัจย์ได้ครอบคลุมถึงพิธีอุมเราะห์อยู่แล้ว แต่ต้องเสียดัม

 

อ.อานัส กล่าวต่อว่า “นบีบอกว่าใกล้กิยามัตคนจะไปทำฮัจย์ 4 รูปแบบด้วยกัน 1. ไปในฐานะกษัตริย์ ไปพักผ่อน ที่พักสบาย อลังการ 2. ไปในฐานะพ่อค้า 3. คนจนไปอ้อนวอน ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ ความจริงตรงนี้ขอที่บ้านเราก็ได้ แต่ตรงนั้นให้หนักกับการทำอิบาดะห์ ละหมาด ซิเกร อ่านกุรอาน และ 4. ไปในฐานะผู้รู้ เหมือนไปแข่งขันกัน

ถ้าเราไปอย่างอิคลาสแบบบริสุทธิ์ใจก็จะได้ฮัจย์ที่มับรูร นบีบอกว่า แขกคนสำคัญของอัลลอฮฺมี  3 ท่าน คือนักรบในสมรภูมิรบ, คนซึ่งที่ทำฮัจย์ และคนที่ไปทำอุมเราะห์ พวกอาหรับเขาเรียกคนไปทำฮัจย์ว่าเป็นแขกคนสำคัญของอัลลอฮฺ เขาจะไม่ดูถูกเรา สังเกตเวลาไปอยู่ที่นั่นจะมีแต่คนช่วยเหลือกัน”

 

banner_150113721963

 

เครื่องหมายของการทำฮัจย์ที่อัลลอฮฺตอบรับ (ฮัจย์มับรูร)

“เราจะได้รู้ว่าฮัจย์ของเราได้เป็นที่ตอบรับหรือไม่ เครื่องหมายคือ ต้องให้ผู้อื่นได้รับความสะดวกจากเราให้มาก เช่น เราจะดื่มน้ำซัมซัม เรารออยู่เขากำลังจะดื่มน้ำแต่เขายื่นให้เรา เห็นคนเดินข้ามถนนพยายามกุลีกุจอช่วย แบกของมาช่วย เวลาละหมาดญะนาซะห์มาช่วยแบกมะยัต ทำยังไงก็ได้ให้คนอื่นได้รับความสะดวกจากเรา นี่เป็นเครื่องหมายหนึ่งจากฮัจย์มับรูรที่อัลลอฮฺตอบรับ ทีนี้บางคนไม่ทำอย่างนั้น นึกได้แต่กันมันไว้ๆ อย่าให้เข้า อย่างนี้ไม่ใช่ ทำอย่างไรให้เขาได้รับความสะดวกจากเรา ท่านนบีบอกส่วนหนึ่งจากหะดิษกุดซีย์ อัลลอฮฺบอก “ดูบ่าวของข้าสิที่เขามาทำฮัจย์ เขามาในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตัวเต็มไปด้วยฝุ่น” ตกลงแล้วฮัจย์ไม่ใช่แฟชั่น ไม่ได้ไปโชว์กัน ให้เราไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องห่วงสวยห่วงหล่อ

เคยได้ยินคนสมัยก่อนเวลาไปทำฮัจย์กลับมาเครื่องหมายอัลลอฮฺตอบรับจะดูได้จาก เมื่อมีคนถามเป็นไงโต๊ะไปทำฮัจย์ โต๊ะตอบ “อัลฮัมดุลิลลาห์ ให้ตายที่นั่นก็เอา” แต่สมัยนี้บอก “โอ้โหเข็ดเลยไม่ไปแล้ว” นี่คือเครื่องหมายหนึ่งที่บอกว่าฮัจย์ของเขามีปัญหา คำพูดคำจา ถึงแม้ว่าแซะห์จะดูแลไม่ดี ก็ต้องอัลฮัมดุลิลลาห์ โต๊ะที่ได้ไปเขามีความดีใจพูดเชื้อเชิญอยากจะให้คนไป “ไปสิ ขนาดเราแย่เรายังมีความสุขเลย” คนสมัยก่อนไปอ่านกุรอานจบ 2 จบ เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าไปฮัจย์มาได้นาฬิกาไหม? ได้กระติกน้ำสีส้มไหม? ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องสั่งว่าไปตอวาฟเยอะๆ อ่านกุรอานให้เยอะ และเป็นฮัจย์ที่ตอบรับ”

 

อีกประการหนึ่งที่จะทำให้รู้ว่าเป็นฮัจย์ที่อัลลอฮฺตอบรับ

“จะเห็นได้ว่าในปีหนึ่งคนไปทำฮัจย์เป็นจำนวนมากประมาณ 3 ล้านคน แล้วทุกคนจะได้เข้าสวรรค์ทั้งหมดหรือไม่?  ท่านนบีบอกว่าความดีเหมือนกับแพะตัวสีขาว หาตัวสีดำยาก แพะตัวสีดำหาขนสีขาวยาก ถ้าหาก 3 ล้านคนเข้าสวรรค์ผมว่าไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นจะมีฮัจย์ตีตราที่บอกว่าฮัจย์มับรูร อิหม่ามนาวาวีบอกสังเกตดูได้คนที่ไปฮัจย์และอัลลอฮฺตอบรับพฤติกรรมเขาเปลี่ยนไปหลังจากการทำฮัจย์ ถ้ากลับมาระหองระแหงกับพี่น้อง, ละหมาดยังวันศุกร์ไม่ไป, คำพูดคำจาไม่ดี เหล่านี้ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ถ้ากลับมาแล้วเหลียวแลพี่น้อง เอาอินทผาลัมหรือน้ำซัมซัมมาฝาก, ละหมาดตรงเวลา, คำพูดคำจาดีกับครอบครัว อิหม่ามนาวาวีให้ทัศนะว่า ฮัจย์ของเขาเป็นฮัจย์ที่อัลลอฮฺตอบรับ

และฝากไว้ว่าอย่าไปทำฮัจย์ในลักษณะที่เขาเรียกว่า “ฮัจยีมีนา” พอขายนาได้ฮัจยีขึ้นสมองอยากจะให้ลูกไป ไม่ใช่ให้เขาได้เรียนรู้ก่อนเพราะมันเป็นชิ้นปลามันชิ้นใหญ่ ผมอยากจะเห็นคนไปทำฮัจย์นั้น ละหมาดครบ ถือศีลอด พูดจา เรียบร้อย แล้วไปเอาชิ้นใหญ่ นี่บางคนยังไม่ทันอะไรคู่หมั้นไปก็ไป บ้านนั้นไปกันก็ไปๆ อย่างนี้ไปฮัจย์มีปัญหากลับมาไม่ได้เต็มที่”

 

ข้อคิดที่ได้จากการทำฮัจย์

“หากเป็นไปได้อยากให้ทำฮัจย์แบบอิฟรอด อยากให้เราครองตนให้มาก เพราะมันจะมีไออุ่นกลับมาหลังจากฮัจย์ จากที่ไม่เคยไปมัสยิดพอกลับมาจะนึกถึงบรรยากาศตอนที่อยู่ฮะรอมพอได้ยินเสียงอาซานที่บ้านก็อยากไปมัสยิด เรื่องคำพูดคำจาก็ไม่โต้เถียงไม่อยากไปมีเรื่องกับคน คนที่ทำฮัจย์ไม่ระวัง แรงมาก็แรงไป คนไหนระวังก็ไม่อยากมีเรื่องกับใคร นี่แสดงว่าฮัจย์เขามับรูร ถ้าไม่มับรูรก็เหมือนเดิมอีหลุยฉุยแฉก

“นอกจากนี้คนที่ไปทำฮัจย์เวลาเราตอวาฟลา มลาอิกะห์จะมาจับไหล่เราตอวาฟ และกล่าว่า เช่น อานัสเอ๋ย อัลลอฮฺได้รับรองกับเจ้าแล้วว่าต่อแต่นี้อภัยโทษให้กับเจ้าหมดแล้ว ต่อแต่นี้ไปเจ้าจะพบกับความรุ่งเรือง กลับมาชีวิตจะดีขึ้น ถ้าค้าขายไม่ดี สุขภาพร่างกายดี ร่างกายไม่ดีลูกเต้าดี สังเกตดูเพราะอัลลอฮฺการันตี”

 

121025011630-01-hajj-horizontal-large-gallery

 

ดุอาอฺขอให้ได้ไปทำฮัจย์

“ดุอาอฺที่เป็นไปได้คือฝากญาติเราที่ไป ขอดุอาอฺให้เราได้มีโอกาสได้ไป เป็นไปได้ให้เราฝากสลามท่านนบีด้วย นบีบอกว่า คนเดินทางของเขาดุอาอฺของเขาเป็นที่ตอบรับ เพราะฉะนั้นใครที่มีญาติฝากขอดุอาอฺให้เราด้วย ดุอาอฺมุสตายับ 1.คนเดินทาง 2.คนถือศีลอด 3.คนถูกคดโกง 4. ดุอาอฺที่พ่อแม่ขอให้เรา (ที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องขอดุอาอฺให้ลูก ขอให้ครอบครัวลูกหลานเรามีบารอกัต) สมัยก่อนนบีอิบรอฮีม(อ.ล.) ก็ขอให้เมืองนี้เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ธัญหาร จากที่เป็นประเทศทะเลทรายแห้งแล้ง ตอนนี้ดูสิอุดมสมบูรณ์มีครบ”

 

สุดท้ายขอฝากไว้ว่าฮัจย์ชิ้นปลามันค่าใช้จ่าเยอะ คนที่ไม่มีเงินทองอยากจะได้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมีโอกาสมั้ย อาหรับชนบทเคยบอกกับท่านนบีว่า “ฉันอิจฉาคนมีเงินมีทอง ถึงเวลาได้ไปทำฮัจย์” นบีบอกท่านก็สามารถทำได้ หลังละหมาด กล่าวคำว่า “ซุบฮานั้ลลอฮฺ อัลฮัมดุลิลลาห์ อัลลอฮุอักบัร” อย่างละ 33 ครั้ง ได้ผลบุญเท่ากับฮัจย์และอุมเราะห์

และท่านนบีให้กล่าว “ซุบฮานั้ลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลาห์ วะลาฮิลาฮะอิ้ลลัลลอฮฺ อัลลอฮุอักบัร” ก่อนนอนทุกคืนได้ผลบุญเท่ากับฮัจย์และอุมเราะห์ อันนี้ไม่ได้ลงทุน แต่ถ้าลงทุนอีกนิด คือเชือดสัตว์ทำกุรบาน เป็นการเชือดสัตว์ที่ทำตัวใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ คนไปทำฮัจย์ได้เข้าสวรรค์เขาไม่มีบาป แต่เราตรงนี้ก็มีชิ้นปลามันที่ทำได้ คือการกล่าว “ซุบฮานั้นลลอฮฺ” หรือการเชือดสัตว์พลี เพราะสัตว์ที่เราเชือดทำกุรบาน ขนของมันเล็บของมัน ในวันกิยามะห์จะเป็นทองคำทั้งหมด จะมายืนข้างเราว่าข้านี้คือสัตว์ที่เจ้าเชือดไว้ เลือดหยดแรกก็หอมต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) นี่คือสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ถึงการทำตัวใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ

 

ขอขอบคุณ : อ.อานัส ดาราฉาย

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%aa-%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%89%e0%b8%b2%e0%b8%a21