การถือศีลอดหรือ “ศิยาม” ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับที่ใช้เรียกการประกอบศาสนกิจประเภทหนึ่งของชาวมุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถือศีลอดในเดือนรอมฏอนนั้นชาวมุสลิมทั่วโลกไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในทวีปใดในโลกใบนี้ล้วนแล้วจะต้องประกอบศาสนกิจชนิดนี้โดยพร้อมเพียงกันโดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ สีผิว คนรวยหรือคนยากจน นั่นก็หมายความว่าการถือศีลอดนอกจากจะถูกนับว่าเป็นศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติแล้ว การถือศีลอดยังได้ฉายภาพของความเป็นเอกภาพของประชาชาติอิสลามอย่างปฏิเสธไม่ได้ และนอกเหนือไปจากการถือศีลอดในเดือนรอมฏอนแล้วพี่น้องมุสลิมทั่วโลกยังสามารถถือศีลอดในวันสำคัญต่างๆได้ตลอดทั้งปีตามแบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ที่ได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างเอาไว้ พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้เตรียมประตูทางเข้าสวรรค์ไว้ประตูหนึ่งสำหรับกลุ่มชนผู้ศรัทธาที่แสดงออกถึงความอดทนอดกลั้นต่อการปฏิบัติอามั้ลอิบาดะฮ์ชนิดนี้ โดยมีรายงานจากท่านซะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า

عن سهل رضي الله عنه، عن النبي صلى الله عليه وسلم قال: ” إِنَّ فِي الْجَنَّةِ بَاباً يُقَالُ لَهُ الرَّيَّانُ ، يَدْخُلُ مِنْهُ الصَّائِمُونَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ لا يَدْخُلُ مِنْهُ أَحَدٌ غَيْرُهُمْ ، يُقَالُ : أَيْنَ الصَّائِمُونَ؟ فَيَقُومُونَ، لا يَدْخُلُ مِنْهُ أَحَدٌ غَيْرُهُمْ ، فَإِذَا دَخَلُوا أُغْلِقَ، فَلَمْ يَدْخُلْ مِنْهُ أَحَدٌ”أخرجه البخاري

“แท้จริงในสรวงสวรรค์นั้นมีประตูอยู่บานหนึ่งถูกขนานนามว่า บาบุรรอยยาน ในวันกิยามะฮฺผู้ที่ถือศีลอดเท่านั้นที่จะได้เข้าสวรรค์ผ่านทางประตูบานนี้ นอกเหนือไปจากบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวแล้วไม่มีผู้ใดจะเข้าไปได้เลย ในวันนั้นจะมีเสียงพูดว่า “ผู้ที่ถือศีลอดอยู่ที่ใด?”  ทันใดนั้นพวกเขาก็จะลุกขึ้นยืน (และผ่านเข้าไป) บุคคลอื่นนอกจากพวกเขาจะไม่สามารถเข้าไปได้ ครั้นเมื่อพวกเขาเข้าไปหมดแล้ว ประตูบานนี้จะถูกปิดลง โดยไม่มีใครสามารถผ่านไปทางประตูนี้ได้อีก” บันทึกโดยท่านอิหม่ามบุคอรียฺ

 

ramadan_009b

 

ถึงแม้ว่าเดือนรอมฏอนจะเปรียบเสมือนแขกคนสำคัญที่มาเยือนเราทุกปี แต่จะอยู่กับเราเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น บางปีก็เพียง 29 วัน บางปีก็ 30 วัน แล้วแต่การเห็นดวงจันทร์ในแต่ละปี ซึ่งอาจทำให้เรานั้นคิดถึงการถือศีลอดที่เป็นอิบาดะฮ์ที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)ทรงโปรดและพระองค์สัญญาว่าจะตอบแทนผู้ที่ถือศีลอดด้วยความบริสุทธิ์ใจและยำเกรงพระองค์ด้วยตัวของพระองค์เอง มีรายงานจากท่านอะบี สะอีด (ร.ฏ.)ได้กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านร่อซู้ล (ซ.ล.)กล่าวว่า “บุคคลใดก็ตามที่ได้ถือศีลอด 1 วัน ในหนทางของพระองค์อัลลอฮ์ พระองค์จะให้เขาห่างไกลจากไฟนรก 70 ปี ”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ นอกจากการถือศีลอดในเดือนรอมฏอนแล้ว เรายังสามารถถือศีลอดได้ตลอดทั้งปีในวันต่างๆที่ท่านศาสดาได้กระทำเป็นแบบอย่างเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำตัวให้เข้าใกล้ชิดพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) เราลองมาศึกษาการถือศีลอดที่เป็นสุนัต (ควรปฏิบัติเป็นประจำ) กันนะครับว่ามีวันใดบ้าง

  1. การถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์ คือวันที่ 9 ของเดือนซุ้ลฮิจยะฮ์ตามปฏิทินอิสลามสำหรับบุคคลที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ ส่วนผู้ที่กำลังประกอบพิธีฮัจญ์อยู่นั้นไม่มีสุนัตให้ถือศีลอดในวันดังกล่าว แต่มีสุนัตให้ขอดุอาให้มากในวันดังกล่าวทดแทน โดยมีรายงานว่า ครั้งหนึ่งท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ” ไม่มีวันใดที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) จะปลดปล่อยบ่าวของพระองค์ออกจากไฟนรกมากไปกว่าวันอารอฟะฮ์
  2. การถือศีลอดในวันตาซูอาอฺและวันอาชูรออฺ คือวันที่ 9 และวันที่ 10 ของเดือนมุหัรรอมตามปฏิทินอิสลาม มีรายงานจากท่านอิบนุ อับบาส (ร.ฏ.) ได้กล่าวว่า ” แท้จริงท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้ทำการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ (วันที่ 10 ของเดือนมุหัรรอม) แล้วท่านก็ได้สั่งใช้ให้ทำการถือศีลอดในวันดังกล่าว “

ส่วนการถือศีลอดในวันตาซูอาอฺ (วันที่ 9 ของเดือนมุหัรรอม) ท่านอิบนุอับบาสได้กล่าวว่า ” ครั้งหนึ่งท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ถ้าหากว่าฉันนั้นมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้า ฉันจะถือศีลอดในวันที่ 9 ของเดือนมุหัรรอม ” แต่ท่านศาสดาก็เสียชีวิตลงก่อน การถือศีลอดในวันที่ 9 นี้ก็เพื่อสร้างความแตกต่างกับการถือศีลอดของพวกยะฮูดีที่พวกเขามักจะถือศีลอดในวันที่ 10 ของเดือนมุหัรรอมวันเดียว ถ้าไม่ได้ถือศีลอดในวันที่ 9 ก็มีสุนัตให้ถือศีลอดในวันที่ 11 ของเดือนมุหัรรอมแทนวันที่ 9 ที่ขาดไป

  1. การถือศีลอดในวันจันทร์ และวันพฤหัสบดีของทุกๆสัปดาห์ โดยมีรายงานจากท่านอะบูฮุรอยเราะฮ์ว่า ท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ” การกระทำคุณงามความดีทั้งหลายจะถูกนำเสนอต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ดังนั้นข้าพเจ้าจึงปารถนาที่จะให้คุณงามความดีของข้าพเจ้าถูกนำเสนอต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ในสภาพที่ข้าพเจ้านั้นกำลังถือศีลอด “
  2. การถือศีลอด 3 วันของทุกเดือน หรือที่เรียกกันว่า ” อัยยามุ้ลบีฏ ” ก็คือการถือศีลอดในวันที่ 13, 14, 15 ของทุกๆเดือน ส่วนสาเหตที่เรียกวันทั้ง 3 ว่า ” อัยยามุ้ลบีฏ ” นั้นก็เพราะว่ายามค่ำคืนของทั้ง 3 วันนี้นั้นแสงของดวงจันทร์จะมีสีนวลส่องสว่างอย่างสวยงาม มีรายงานจากอะบูซัรริน (ร.ฏ.) ว่า ท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ” เมื่อท่านต้องการถือศีลอดทุกเดือน 3 วัน จงถือศีลอดในวันที่ 13, 14, 15 ของทุกเดือนเถิด ” นอกจากนั้นแล้วท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ยังได้กล่าวถึงความประเสริฐของการถือศีลอดสามวันนี้ไว้อีกว่า ” การถือศีลอดทุกเดือน 3 วันนั้นเท่ากับถือศีลอดตลอดทั้งปี “
  3. การถือศีลอด 6 วันของเดือนเชาวาล ซึ่งอยู่ถัดจากเดือนรอมฏอน ที่ดีแล้วควรเริ่มถือศีลอดหลังจากวันอีดุ้ลฟิตริโดยฉับพลันติดต่อกันเป็นเวลา 6 วัน แต่ถ้าบุคคลใดต้องการถือศีลอดแยกกัน เช่น ถือศีลอด 1 วัน แล้วหยุด 2 วัน หลังจากนั้นถือศีลอดต่ออีก 1 วัน จนครบ 6 วัน ก็สามารถทำได้เช่นกัน มีรายงานจากท่านอะบู อัยยูบ (ร.ฏ.) ว่า ท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ” บุคคลใดก็ตามที่ถือศีลอดเดือนรอมฏอนตลอดทั้งเดือนแล้ว ต่อมาเขาได้ถือศีลอดในเดือนเชาวาลอีก 6 วัน เท่ากับเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี “
  4. การถือศีลอดใน 4 เดือนต้องห้าม ได้แก่เดือนซุ้ลเกาะอฺดะฮ์, ซุ้ลฮิจยะฮ์, มุหัรรอม, และร่อญับ ซึ่งการถือศีลอดในเดือนเหล่านี้นั้นนักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันออกเป็นหลายฝ่ายเนื่อจากหลักฐานที่ปรากฏไม่ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วนักวิชาการบางกลุ่มมีความเห็นว่า มีสุนัตให้ถือศีลอดในครึ่งแรกของเดือนชะอฺบาน โดยจะต้องไม่ถือศีลอดในครึ่งหลังของเดือนชะอฺบาน ยกเว้นบุคคลที่ถือศีลอดเป็นประจำ เช่น ถือศีลอดวันจันทร์และวันพฤหัสบดีเป็นประจำ มีรายงานจากท่านหญิงอาอีชะฮ์ว่า ” ฉันไม่เคยเห็นท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ถือศีลอดเดือนใดเต็มเดือนนอกจากเดือนรอมฏอน และฉันไม่เคยเห็นท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ถือศีลอดเดือนใดมากเท่ากับเดือนชะอฺบาน “

 

ramadan_4

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ นอกจากวันต่างๆเหล่านี้แล้ว ยังมีวันที่ศาสนาถือว่ามักรูฮฺ ( ไม่สมควรที่จะทำการถือศีลอดในวันดังกล่าว ) โดยผู้ที่ละทิ้งจะได้รับผลบุญตอบแทน แต่ผู้ที่ปฏิบัติจะไม่ได้รับผลบุญหรือการลงโทษใดๆทั้งสิ้นจากการถือศีลอดในวันดังกล่าว วันต่างๆเหล่านั้นได้แก่

  1. การถือศีลอดในวันวันศุกร์วันเดียวโดดๆ เพราะท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า ” ท่านทั้งหลายจะต้องไม่ถือศีลอดวันศุกร์วันเดียวโดดๆ ถ้าหากต้องการถือศีลอดในวันศุกร์ เขาจะต้องถือศีลอดก่อนวันศุกร์ 1 วัน หรือไม่ก็หลังวันศุกร์ 1 วันพร้อมกับการถือศีลอดวันศุกร์ไปด้วย “
  2. การถือศีลอดวันเสาร์วันเดียว เพาะท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจะต้องไม่ทำการถือศีลอดวันเสาร์วันเดียวโดดๆ ยดเว้นการถือศีลอดที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงกำหนดเป็นฟัรดูเหนือพวกท่านทั้งหลาย ” นอกจากนั้นแล้วบรรดานักวิชาการอิสลามยังมีความเห็นเพิ่มเติมในเรื่องนี้อีกว่า การถือศีลอดวันอาทิตย์วันเดียวก็ถือว่ามักรูฮฺ (ไม่ควรปฏิบัติ) เช่นเดียวกัน เพราะวันอาทิตย์นั้นเป็นวันที่ชาวน่าศอรอ (คริสต์) ให้ความสำคัญ หากแต่ว่าการถือศีลอดร่วมกันระหว่างวันเสาร์กับวันอาทิตย์นั้นสามารกระทำได้โดยไม่มักรูฮฺแต่ประการใด
  3. การถือศีลอดตลอดทั้งปี โดยการถือศีลอดในลักษณะนี้จะถือว่ามักรูฮฺ (ไม่ควรปฏิบัติ) ก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือกลัวว่าการถือศีลอดในลักษณะดังกล่าวจะทำให้บุคคลรอบข้างที่อยู่ใกล้ชิดต้องสูญเสียสิทธิบางประการไป แต่ถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติไม่กลัวว่าการถือศีลอดในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือริดรอนสิทธิบางประการของคนรอบข้าง การถือศีลอดตลอดทั้งปีก็ไม่มักรูฮฺแต่ประการใด อีกทั้งยังถือว่าสมควรปฏิบัติ (สุนัต) ด้วยซ้ำไป เพราะการถือศีลอดถือได้ว่าเป็นอิบาดะฮ์ที่มีความประเสริฐเป็นอย่างมาก

ส่วนวันที่ห้ามถือศีลอด (หะรอม) โดยเด็ดขาดก็มีหลายวัน เช่น วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี่, วันตรุษอีดิ้ลอัฏฮา, วันตัชรีกทั้ง 3 วัน ( คือวันที่อยู่ถัดจากวันตรุษอีดิ้ลอัฏฮา 3 วันแรก ), วันที่สงสัย คือวันที่ 30 ของเดือนชะอฺบาน ซึ่งผู้คนตกอยู่ในความสงสัยว่ายังอยู่ในเดือนชะอฺบาน หรือเข้าวันที่ 1 ของเดือนรอมฏอนแล้ว โดยยังไม่มีการยืนยันการเห็นดวงจันทร์, และการถือศีลอดครึ่งหลังของเดือนชะอฺบานก็ถือว่าเป็นวันที่ห้ามถือศีลอดเช่นเดียวกัน ยกเว้นกรณีถือศีลอดเป็นประจำ เช่นถือศีลอดวันจันทร์กับวันพฤหัสเป็นประจำอยู่แล้ว

 

ขอขอบคุณ : ดร.สมชาย (ฮัสบุ้ลเลาะหฺ) เซ็มมี

แบ่งปัน