ว่ากันว่าสถานะของการเป็น ‘หนี้’ คือสถานะของการเงินที่สุดแล้วจริงๆ ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะอยู่ในสถานะนี้ เพราะนั่นหมายถึงการ ‘ติด’ กับภาระอะไรสักอย่างที่เราหยิบยืมมาใช้ล่วงหน้า และเมื่อถึงเวลาก็ต้องใช้คืน ถ้าใช้คืนได้หมดในระยะเวลาที่กำหนดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อใดที่ไม่สามารถใช้คืนได้หมดล่ะก็ วิกฤติชีวิตก็จะเดินทางมาถึงในไม่ช้าแน่นอน

เรื่องยืมเงินจึงไม่เข้าใครออกใครดังนั้น ถ้าเป็นไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มีใครอยากใช้บริการนี้ เพราะถ้าใช้แล้วไม่มีเงินมาใช้หนี้เขาก็จะเกิดปัญหามีเรื่องมีราวกันอย่างที่ปรากฏให้เห็นอยู่เนืองๆ ในสังคม

สกู๊ปข่าวฉบับนี้ได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต เลาะวิถี ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการอิสลามและอาหรับศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต มาช่วยชี้แจงเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้มุสลิมทำได้หรือไม่? อย่างไร? เรามาติดตามกัน

การกู้ยืมเงินในอิสลาม

ผศ.ดร. วิศรุต  กล่าวว่า “การกู้ยืม หรือ อัลกอรฎ์ หมายถึง การมอบทรัพย์ให้แก่บุคคลหนึ่งนำไปใช้ประโยชน์ แล้วนำมาชดใช้ในภายหลัง หรือนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีการชดใช้ ทั้งนี้ เพื่อหวังในกุศลผลบุญจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในทั้งสองกรณีเป็นสำคัญ

การให้กู้ยืม ถือว่าเป็นสุนัต เพราะเป็นการปฎิบัติดีต่อผู้ที่มีความจำเป็น และทำให้บุคคลนั้นสมหวัง สมปรารถนา ดังนั้น การให้กู้ยืมเพื่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ก็จะได้กุศลผลบุญแก่บุคคลนั้น ๆ เป็นการตอบแทน

ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) มีคำสอนในเรื่องนี้ว่า “ผู้ใดที่ทำให้มุอ์มินคนหนึ่งพ้นจากความยากลำบากในโลกนี้ อัลลอฮฺจะช่วยให้เขาพ้นความลำบากในวันกิยามะห์  และผู้ใดให้ความสะดวกแก่ผู้ที่ได้รับความลำบาก อัลลอฮฺก็จะให้เกิดความง่ายแก่เขาในโลกนี้และโลกหน้า และผู้ใดที่ปกปิด (สิ่งที่น่าอับอาย) ของมุสลิมคนหนึ่ง อัลลอฮฺก็จะทรงปกปิดความน่าอับอายของเขาในโลกนี้และโลกหน้าเช่นเดียวกัน และอัลลอฮฺจะคอยช่วยเหลือบ่าวคนหนึ่งตราบที่เขาช่วยเหลือเพื่อนของเขา””

 

shutterstock_161121293

 

ต้องมีความรับผิดชอบต่อสัญญากู้อย่างไร?

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญยิ่งในการกู้ยืม เพราะถือเป็นอะมานะห์ส่วนบุคคล หรือความรับผิดชอบของผู้กู้ยืมนั่นเอง การผิดสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ถือเป็นข้อบกพร่องในอะมานะห์ ผู้กู้ยืมต้องรักษาอะมานะห์ไว้ ให้เป็นไปตามสัญญาหรือข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ตาม

อะมานะห์หมายถึง ความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจ และความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ได้แก่ ตำแหน่งหน้าที่ สิ่งของที่เก็บได้ ของฝาก การดำเนินการ การบริหารจัดการ การสัญญา การว่าจ้าง ฯลฯ อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ตรัสดังปรากฎความหมายของอัลกุรอาน ดังนี้

แท้จริง อัลลอฮฺ ทรงดำรัสให้พวกเจ้าส่งมอบอะมานะห์ต่างๆ แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับ”
(อัน-นิสาอ์ 58)

และบรรดาผู้ที่ระวังรักษาสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมาย (อะมานะห์) และได้ให้คำมั่นสัญญาไว้
(อัล-มุอ์มินูน 8)

 

ถ้าผิดนัดชำระ คืนไม่ตรงเวลา หรือเบี้ยว บาปอย่างไร?

กรณีลักษณะนี้ หากผิดนัดชำระหรือใช้คืนไม่ตรงเวลา เราควรจะสื่อสารหรือพูดจากับผู้ให้ยืมทราบล่วงหน้า เพื่อขอความกรุณาให้เลื่อนวันที่กำหนดไปวันอื่น  โดยอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นที่เป็นอุปสรรค ทั้งนี้ ต้องมีความเป็นจริงหรือสัจจะเป็นที่ตั้ง แต่หากเบี้ยว หรือไม่ยอมใช้คืน ก็ถือเป็น “บาป” อย่างแน่นอน

เรื่องนี้  ถือเป็นภารกิจจำเป็นสำหรับบุคคลที่กู้ยืมทรัพย์ผู้อื่น จะต้องมีเจตนาแน่วแน่เพื่อจะชดใช้หนี้ มิฉะนั้น อัลลอฮฺจะทรงให้ทรัพย์สินนั้นเกิดหายนะ ดังความหมายของอัลหะดีษที่ว่า

““ผู้ใดที่รับทรัพย์ของผู้อื่น (กู้ยืม)โดยมีเจตนาจะชดใช้  อัลลอฮฺจะทรงชดใช้ให้แก่เขา (แนะนำ

แนวทางเพื่อใช้หนี้ให้หมด) และผู้ใดที่รับ (ทรัพย์ของผู้อื่น)โดยมีเจตนาจะทำลาย (ไม่ยอมชดใช้) อัลลอฮฺก็จะทรงทำลายเขา”

 

กรณีทวงหนี้ คนไม่คืนเรา มุสลิมควรทวงอย่างไร? ยึดทรัพย์ได้ไหม? อย่างไร?

การติดตามทวงหนี้ ถือเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามพันธะสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจจะหลงลืมได้ ยกเว้นกรณีไม่เป็นไปตามสัญญาหรือข้อตกลง นั่นคือ “เบี้ยว” ควรทำอย่างไร

ท่านญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “ชายคนหนึ่งได้เสียชีวิตลง พวกเราจึงอาบน้ำและห่อศพให้แก่เขา แล้ววางศพลง ณ สถานที่ที่เตรียมไว้เพื่อรอให้ท่านนบีมาละหมาดให้ เมื่อท่านกำลังจะเดินทางมาถึง ท่านก็ถาม ขึ้นว่า “สหายของพวกท่านมีหนี้สินหรือไม่?”

พวกเขาตอบว่า “ใช่!  เขามีหนี้เป็นเงินสองดีนาร์”

ท่านนบี จึงถอยออกมาแล้วกล่าวว่า “พวกท่านจง ละหมาดให้สหายของพวกท่านเถิด”

ชายคนหนึ่งชื่อ “อบูเกาะตาดะฮ์” จึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้ ท่านศาสนทูต ฉันจะรับผิดชอบสองดีนาร์นั่นเอง”

ท่านศาสนทูต จึงถามว่า “ท่านจะรับผิดชอบชดใช้สองดีนาร์นี้ด้วยทรัพย์สินของท่าน และถือว่าผู้ตายได้หมดภาระหนี้สินไปใช่หรือไม่?”

เขาตอบ ว่า “ใช่”

ท่านนบีจึงละหมาดให้แก่ผู้ตาย หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ท่านได้พบอบูเกาะตาดะฮ์ ท่านก็จะถามว่า “ท่านจัดการเงินสองดีนาร์นั้นหรือยัง?” จนกระทั่งท้ายที่สุดเขาก็ตอบว่า “ฉันได้ชดใช้หนี้สินเรียบร้อยแล้ว”

ท่านนบี จึงกล่าวว่า “ในที่สุด ท่านก็ทำให้ผิวหนังของเขาเย็นลงเสียที”  (บันทึกโดยอัลฮากีม)

จากความหมายของอัลหะดีษดังกล่าว ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่า หนี้สินนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ควรที่จะถูกมองข้าม และยังเป็นเรื่องร้ายแรงที่อิสลามไม่อาจยกเว้นให้ได้ดังเช่นความหมายของอัลหะดีษข้างต้น  ถึงแม้จะเป็นเพียงหนี้สินเล็กน้อยก็ตาม ลูกหนี้ที่เสียชีวิต ก็จะต้องได้รับบทลงโทษและความเจ็บปวดในหลุมฝังศพ จนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชำระชดใช้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“ผู้ศรัทธาทุกคนมีภาระผูกพันกับหนี้สินของเขา จนกว่าเขาจะชำระหนี้สินนั้น”

อบูฮุร็อยเราะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ  เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า

“วิญญาณของผู้ศรัทธาจะถูกกักไว้ โดยจะยังไม่ได้รับรางวัลแห่งความดีที่กระทำไว้ จนกว่าหนี้สินของเขาจะได้รับการชดใช้”

ทั้งนี้  เพราะหนี้สินที่ติดค้างกับมนุษย์ด้วยกันนั้น จำเป็นต้องชดใช้ ไม่ว่าจะในดุนยาหรืออาคิเราะห์ และสิ่งที่เป็นสิทธิของมนุษย์ด้วยกัน จะไม่ได้รับการยกเว้น นอกจาก เจ้าของสิทธิจะยอมยกให้เท่านั้น

อีกนัยหนึ่ง การไม่ให้ความสำคัญกับการมีหนี้สินก็คือ การที่บางคนกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อทำธุรกิจหรือเล่นหุ้น แล้วเขาก็ขาดทุนย่อยยับ จนสุดท้ายอาจต้องติดคุกติดตาราง หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องใช้ชีวิตด้วยความวิตกกังวลและไม่เป็นสุข ดังกล่าวนี้ เกิดจากการไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องหนี้สิน ทั้งนี้ แม้การตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮฺ ก็ยังมิอาจจะช่วยให้หลุดพ้นจากภาระหนี้สินได้

 

%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99

 

สำหรับเจ้าหนี้ ก่อนที่จะให้ผู้อื่นกู้ยืมทรัพย์สินก็ควรที่จะคำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. ให้กู้ยืมจากทรัพย์สินที่ดี อัลลอฮฺตรัสไว้มีความหมายว่า “และพวกเจ้าอย่าได้มุ่งเอาสิ่งเลวจากนั้นมาบริจาคทั้ง ๆ ที่พวกเจ้าเองก็ไม่ (อยากจะ) รับสิ่งนั้น” (อัลบะเกาะเราะฮฺ: 267)

2. ให้ตระหนักเสมอว่า เขาจะได้รับผลบุญจากการช่วยเหลือผู้อื่นในครั้งนี้  มิใช่รู้สึกเป็นบุญคุณแก่ผู้ขอยืม หากเป็นเช่นนั้น เขาอาจไม่ได้รับผลบุญใด ๆ อัลลอฮฺ ตรัสไว้ มีความหมายว่า โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงอย่าทำลายการทำทานของพวกเจ้า โดยการลำเลิกและยังความเจ็บปวด” (อัลบะเกาะเราะฮฺ: 264)

สำหรับผลบุญของการให้กู้ยืม ดังเช่นผลบุญของการบริจาคทาน อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า “แท้จริง การกู้ยืมนั้น เปรียบได้ดั่งครึ่งหนึ่งของการบริจาคทาน”  (อิหม่ามอะห์มัด)

3. ควรมีความเห็นอกเห็นใจลูกหนี้ โดยอาจลดหย่อนหนี้สินบางส่วนให้แก่เขา หากเห็นว่าเขามีความยากลำบาก และประสงค์ที่จะชดใช้จริง ๆ อัลลอฮฺ ตรัสไว้มีความหมายว่า “ถ้าหากลูกหนี้ของสูเจ้าอยู่ในภาวะคับแค้น ก็จงผ่อนปรนให้แก่เขาจนกว่าสถานการณ์ของเขาจะดีขึ้น” (อัลบะเกาะเราะฮฺ: 280)

อบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า “มีพ่อค้าคนหนึ่งให้ผู้อื่นยืมเงิน  เมื่อใดที่เห็นว่าลูกหนี้ของเขามีความยากลำบาก เขาก็จะกล่าวแก่เด็กรับใช้ของเขาว่า ‘พวกเจ้าจงยกหนี้ให้แก่เขาเถิด เพื่อว่าอัลลอฮฺจะทรงผ่อนปรนแก่เรา’ อัลลฮฮฺจึงทรงผ่อนปรนยกโทษให้แก่เขา” (อัลบุคอรีย์และมุสลิม)

4. ควรทำสัญญาหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีพยานรู้เห็น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง อัลลอฮฺ ตรัสไว้มีความหมายว่า “และเจ้าทั้งหลาย จงอย่าระอาที่จะทำการบันทึกมัน ไม่ว่า (หนี้สิน) จะเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อย หรือจำนวนมากก็ตาม จนถึงกำหนดของมัน” (อัลบะเกาะเราะฮฺ: 282)

 

Stressed man

 

ส่วนผู้มีหนี้สิน ก็ควรที่จะปฏิบัติ ดังนี้ 

  1. ต้องมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะชดใช้หนี้สิน อบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยตั้งใจจะชดใช้คืน อัลลอฮ์จะทรงชดใช้ให้เขา (ด้วยการให้เขาได้มีโอกาสชดใช้) ส่วนคนที่เอาทรัพย์สินของผู้อื่นไป โดยไม่ตั้งใจที่จะชดใช้คืน อัลลอฮฺจะทำให้มันเสียหาย” (อัลบุคอรีย์)
  1. จะต้องรีบเร่งชดใช้หนี้สินไม่ผัดผ่อนชักช้า อบูฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบีกล่าวว่า “การผัดผ่อนชักช้าของผู้ที่มีความสามารถจะใช้หนี้นัน ถือเป็นการอธรรมประการหนึ่ง” (อัลบุคอรีย์และมุสลิม)
  2. ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากการมีหนี้สิน

“โอ้ พระผู้อภิบาลแห่งข้า แท้จริง ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากความกังวลใจและความโศกเศร้า ความอ่อนแอ และความเกียจคร้าน ความหวาดกลัวและความตระหนี่ การติดหนี้ที่มากมายจนล้นตัว และการถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้อธรรม” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์)

มีทาสคนหนึ่งมาหาท่านอะลี รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ และ กล่าวว่า “โอ้ อมีรุลมุอ์มินีน ฉันอยากจะไถ่ตัวฉันจากการเป็นทาส แต่ฉันไม่มีความสามารถ”

ท่านอะลีจึงกล่าวแก่เขาว่า ฉันจะสอนให้ท่านกล่าวถ้อยคำหนึ่ง ซึ่งท่านศาสนทูตได้เคยสอนฉันไว้ (หากท่านกล่าว) แม้ว่าท่านมีหนี้สินมากมาย ขนาดภูเขาศีรฺ อัลลอฮฺก็จะทรงช่วยเหลือท่าน ให้สามารถชำระหนี้นั้นได้ ท่านจงกล่าวว่า

“โอ้ อัลลอฮฺ ขอให้ข้าพระองค์มีความรู้สึกเพียงพอกับสิ่งที่พระองค์ทรงอนุมัติด้วยเถิด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปแสวงหาสี่งที่พระองค์ทรงห้าม และขอให้ข้าพระองค์มีความมั่งคั่งด้วยความโปรดปรานของพระองค์ โดยไม่ต้องหันไปพึ่งพาผู้ใดนอกจากพระองค์”

 

www-buzzle-com_

 

ฝากถึงพี่น้องมุสลิมเกี่ยวกับการเป็นหนี้สิน ขอฝาก “หลักคิด” สำหรับการเป็นหนี้สิน ดังนี้

  1. สร้างนิสัยที่ดีในการใช้จ่ายเงินให้เป็นกู้ยืมเมื่อมีสภาวะฉุกเฉิน ไม่สามารถหาเงินทองด้วยวิธีอื่นได้แล้วจริง ๆ จึงค่อยไปขอยืมบุคคลที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ เราต้องมีความพยายาม และความอดทนในการหาเงินให้มากที่สุดก่อน เช่น หารายได้เสริม อดทนสู้ทำจนถึงที่สุดแล้ว ไม่ได้จริง ๆ จึงค่อยกู้เงิน
  2. มีความคิดที่มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อค่านิยมคนรอบข้าง จิตใจต้องหนักแน่น จะได้ไม่เผลอใช้เงินทองซื้อสินค้าสิ้นเปลือง อันจะทำให้กลายเป็นคนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สร้างหนี้สินโดยไม่จำเป็น
  3. การวางแผนที่ดีสำหรับแบ่งสัดส่วนรายได้ต่อค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการแบ่งเงินไว้สำหรับชำระหนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสัดส่วนที่ดีสำหรับการชำระหนี้คือ 1 ใน 3 ของรายได้ของเรา
  4. มีความรอบคอบ ก่อนการเซ็นสัญญาใด ๆต้องมีการอ่าน ทำความเข้าใจ ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา และหากพลาดพลั้ง เราพอจะมีข้อมูลและไม่ตกเป็นผู้เสียเปรียบกับอีกฝ่ายหนึ่ง
  5. รู้จักใช้เงินมีบัตรกดเงินสด มีสินเชื่อ ก็ต้องใช้ไปตามความจำเป็นจริง ๆ ตามเป้าหมายการซื้อที่ตั้งไว้ อย่าเผื่อใจให้สินค้านอกเป้าหมายที่ถูกใจตอบสนองเฉพาะกิเลสตัวเองอย่างเดียวเป็นเด็ดขาด
  6. เมื่อใช้ความพยายามในการกู้ยืม ตอนชำระก็ต้องพยายามชำระให้ตรงตาม สถานที่ วันเวลา จำนวนเงินที่ได้ตกลงกับเจ้าหนี้เอาไว้ ข้อสำคัญ พึงหลีกเลี่ยงระบบดอกเบี้ย เพื่อมิให้เป็นมลทินกับการใช้ชีวิตที่ฮาลาลโดยสิ้นเชิง
  7. เมื่อถึงตอนที่ไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ ต้องบอกเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกให้ได้ อย่าปล่อยให้ความเครียดครอบงำ จนทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือหนีหายไป เจ้าหนี้ต้องการติดต่อสื่อสารกับเรามากกว่าการที่เราจะหายไปเฉยๆ แม้ว่าเราจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็ตาม
  8. สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าไปกู้ยืมเจ้าหนี้นอกระบบเพราะมีแต่ปัญหาแน่นอน ไหนจะดอกเบี้ยสูง การคิดดอกเบี้ยที่เอาเปรียบ รวมถึงการทวงหนี้ที่อาจจะสร้างความเครียดมากมายให้กับชีวิตอีกด้วย หากพยายามปฏิบัติตัวให้ได้ตามข้อต่าง ๆ ข้างต้น เราก็จะเป็นหนี้อย่างเป็นสุข สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ไม่ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ แล้วก็จะไม่มีหนี้สินพันอิรุงตุงนังกับตัวนั่นเอง

ขออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้โปรดคุ้มครอง “เรา” ให้พ้นจากภาวะหนี้สินล้นพ้นต้วด้วยเถิด อามีน

 

ขอขอบคุณ : ศาสตราจารย์ ดร. วิศรุต เลาะวิถี