“มโน” เป็นคำที่ใช้กันโดยทั่วไปเหมือนคนที่ คิดเองเออเอง แต่งเรื่องราวขึ้นมาเอง บางครั้งก็หลอกคนอื่น บางครั้งก็หลอกตัวเอง และถ้าการมโนมากไปจนกลายเป็นชอบโกหกเป็นนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเรื่องผลประโยชน์ เช่น เรื่องเงินเรื่องทองมาเกี่ยวข้อง นำไปสู่การโกง การขโมย มีการหลอกลวง… หายนะก็จะเกิดขึ้น!!! ดังกรณีข่าวดัง #บอยสกล

จากข่าวดังกล่าวเราจะมาดูกันว่าพิษภัยของการโกหกในอิสลามได้บอกไว้ว่าอย่างไร? สกู๊ปข่าวฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “อาจารย์ฮาบีบุ้ลลอฮฺ ศรีอุทัย” นักวิชาการอิสลามมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

 

untitled-1

 

เรื่องหนึ่งที่เราพบเจอเป็นอย่างมากในยุคสมัยปัจจุบัน จนกระทั่งบางครั้งผู้คนในสังคมมองเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสลาม รวมถึงศาสนาอื่นมองว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เป็นบาปใหญ่คือเรื่องของการโกหก จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นข่าวของบอยสกล , พีทแผงแตก , มิ้งโป๊ะแตก ล้วนแต่เกิดขึ้นจากการโกหกทั้งสิ้น จากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่นำไปสู่ความเสียหายส่งผลกระทบให้ผู้อื่นในสังคมเดือดร้อน

ท่านนบี(ซ.ล.) ได้เคยกล่าวไว้ว่า “จะมาถึงมนุษย์ซึ่งยุคสมัยหนึ่ง เป็นยุคสมัยแห่งการโกหก คนพูดโกหกจะได้รับการเชื่อถือ คนพูดความจริงจะถูกกล่าวหาว่าโกหก” บันทึกโดยอิมามอะฮฺหมัด

ซึ่งสิ่งที่ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวไว้ก็เป็นสิ่งที่เห็นอย่างมากมายในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ทุกวันนี้ข่าวสารเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันสามารถที่จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วด้วยกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก เพราะผู้รับสารขาดการตรวจสอบในข้อเท็จจริงทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโกหกมันแพร่ไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว

แม้กระทั่งในอัลกุรอานได้กล่าวถึงคำว่า “โกหก” ไว้ถึง 300 กว่าครั้งด้วยกันซึ่งแสดงให้เห็นถึงอันตรายของผู้ที่โกหก และการลงโทษที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่โกหก ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ไม่ว่าจะเป็นการโกหกต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) หรือการโกหกต่อมนุษย์ จนกระทั่งการโกหกต่อตัวเอง

และท่านนบี(ซ.ล.) ยังได้บอกอีกว่าการโกหกนั้นเป็นสาเหตุให้ได้รับโทษในนรก ดังหะดีษของท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวความว่า:

“พวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นในความสัตย์จริง เพราะความสัตย์จริงนั้นจะนำพาไปสู่ความดี และความดีจะนำพาไปสู่สวนสวรรค์ ผู้ใดก็ตามที่มีความสัตย์จริง และใฝ่หาความสัตย์จริง เขาจะได้รับการบันทึก ณ ที่อัลลอฮฺว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความสัตย์จริง และพวกท่านทั้งหลายจงพึงระวังการโกหก เพราะการโกหกนั้นจะนำพาไปสู่ความชั่วร้าย และความชั่วร้ายจะนำพาไปสู่ไฟนรก ผู้ใดก็ตามที่ชอบโกหก และฝักใฝ่การโกหกอยู่เป็นนิจ เขาก็จะถูกบันทึก ณ ที่อัลลอฮฺว่าเป็นจอมโกหก” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม

ผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัยนั้นจะถูกลงโทษในหลุมศพก่อนการลงโทษในวันกิยามะห์ ดังปรากฏในหะดีษซึ่งบันทึกโดยท่านสะมุเราะฮฺ บิน ญุนดุบ รอฏิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวในหะดีษที่เล่าเรื่องความฝันของท่านว่า:

“แล้วเราก็เดินผ่านชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในสภาพนอนหงาย โดยมีชายอีกคน (มลาอิกะห์) ยืนคร่อมลงโทษเขาด้วยท่อนเหล็ก ชายคนนั้นยืนอยู่ทางด้านหนึ่งของใบหน้าเขา แล้วใช้ท่อนเหล็กทิ่มปากจนทะลุออกทางท้ายทอย ทิ่มรูจมูกจนทะลุถึงท้ายทอย และทิ่มดวงตาจะทะลุถึงท้ายทอย จากนั้นก็เปลี่ยนไปยืนอีกข้างหนึ่ง แล้วทำเหมือนกับที่ได้ทำไปในด้านแรก เมื่อลงโทษด้านที่สองเสร็จ ก็พอดีกับที่แผลจากการลงโทษในด้านแรกหายสนิท เขาจึงกลับไปลงโทษในด้านแรกเหมือนกับที่ทำไปในครั้งแรก” เมื่อท่านนบี(ซ.ล.) ถามถึงชายคนดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบว่า “เขาคือผู้ที่ออกจากบ้านในตอนเช้า แล้วพูดโกหก จนเรื่องที่เขาโกหกนั้นกระจายไปทั่วทุกสารทิศ” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์

 

bad_speaking-759x500

 

ในยุคสมัยของท่านนบี(ซ.ล.) นั้นคนที่โกหกคือพวกหน้าไหว้หลังหลอก มุนาฟิก ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสถึงพวกเขาเอาไว้ว่า:

“และบรรดาผู้ที่ยึดเอามัสยิดหลังหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนและปฏิเสธศรัทธา และก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างบรรดามุอฺมินด้วยกัน และเป็นแหล่งส้องสุมสำหรับผู้ที่ทำสงครามต่อต้านอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์มาก่อน และแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า เราไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากที่ดี และอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า แท้จริงพวกเขานั้นเป็นพวกกล่าวเท็จอย่างแน่นอน” อัต-เตาบะฮฺ: 107

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวความว่า: “สัญลักษณ์ของผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) มีสามประการ คือเมื่อเขาพูดเขาจะโกหก เมื่อเขาสัญญาเขาจะบิดพลิ้ว และเมื่อเขาได้รับความรับผิดชอบในสิ่งใดเขาก็จะคดโกง” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

ท่านนบี(ซ.ล.) เกลียดการโกหก และรังเกียจผู้ที่ชอบโกหกเป็นอย่างมาก ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: “ไม่มีลักษณะนิสัยใดที่บรรดาซอฮาบะห์ของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.) รังเกียจมากไปกว่าการโกหก เคยมีบางคนกล่าวโกหกต่อหน้าท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.) แล้วท่านก็โกรธชายผู้นั้นเป็นอย่างมาก กระทั่งเขาเตาบัตกลับตัวจากความผิดดังกล่าว” บันทึกโดยอิมามอะฮฺหมัด

ท่านนบี(ซ.ล.) ยังได้กล่าวไว้ว่าผู้ใดละทิ้งการโกหกแม้จะเป็นเรื่องล้อเล่นก็ตาม เขาจะได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่ ดังหะดีษจากท่านอบีอุมามะฮฺ รอฏิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า:

“ฉันขอรับรองว่าจะมีคฤหาสน์เตรียมไว้ในสวรรค์รอบนอก สำหรับผู้ที่ละทิ้งการโต้เถียงทั้งที่เขาเป็นฝ่ายถูก และจะมีคฤหาสน์เตรียมไว้ในส่วนกลางของสวรรค์ สำหรับผู้ที่ละทิ้งการโกหกแม้จะเป็นเรื่องหยอกล้อ และจะมีคฤหาสน์เตรียมไว้ในชั้นสูงสุดของสวรรค์สำหรับผู้ทีมีมารยาทอันงดงาม” บันทึกโดยอบูดาวูด

อิมามอะฮฺหมัด กล่าวว่า: “การโกหกนั้นไม่เป็นที่อนุมัติไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องล้อเล่นก็ตาม”

 

240_f_222111773_6ahfnhx0ybhbg7l4sabnriszbj7emm5j

 

นักวิชาการได้ยกเว้นให้โกหกได้ในบางสถานการณ์ เช่น โกหกเพื่อให้หายโกรธเคืองกัน การโกหกในสงคราม และสามคำพูดของสามีต่อภรรยาของเขาหรือภรรยาต่อสามีของนาง” แต่ที่ดีที่สุดคือควรใช้คำพูดเพื่อที่ให้คนฟังเข้าใจผิดไปเองไม่ใช่โกหกด้วยคำพูดตรงๆ

มุสลิมกล่าวว่า: ท่านอิบนุชิฮาบ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า: “ฉันไม่เคยได้ยินการอนุมัติให้โกหกได้นอกจากในสามสถานการณ์ดังต่อไปนี้หนึ่งในสงคราม สองเพื่อให้สองฝ่ายคืนดีกัน สามคำพูดของสามีต่อภรรยาของเขาหรือภรรยาต่อสามีของนาง” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม

การโกหกที่ศาสนาอนุโลมให้ ว่าบางประการของการโกหกที่ไม่บาป และอาจจะเป็นการได้บุญด้วย เช่น สองคนทะเลาะกัน แล้วไปโกหกให้พวกเขาคืนดีกัน อย่างนี้ถือว่าไม่บาป เพราได้ทำให้เกิดความปรองดอง แต่สมัยนี้ส่วนใหญ่โกหกแล้วเจตนาทำให้คนทะเลาะกันเสียมากกว่า

ประการต่อมาก็คือ โกหกในเรื่องของสงครามหรือสมรภูมิป้องกันศาสนา เพราะว่าสงครามถือว่าต้องมีเล่ห์ มีกล ศาสนาอนุญาตให้มีการโกหกได้ เช่น ออกสมรภูมิเพื่อศาสนาจำนวนคนไม่เยอะ ก็สามารถโกหกในเรื่องจำนวนว่ามีจำนวนมากได้ เป็นต้น อย่างนี้ไม่เป็นบาป

อีกประการหนึ่ง สามีโกหกภรรยาเพื่อให้ภรรยาสบายใจ แต่ไม่ใช่ตอแหล คือการพูดเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้สามีภรรยาเกิดความสบายใจก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในความจำเป็นไม่ใช่โกหกจนเป็นนิสัย

กล่าวโดยสรุปคือ คำพูดนั้นเป็นสื่อที่นำไปสู่เป้าหมายต่างๆ ดังนั้นทุกๆ เป้าหมายที่ได้รับการสรรเสริญซึ่งสามารถในการทำให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการโกหก ก็ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามในการโกหกในเรื่องนั้นและถ้าหากไม่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้นอกเสียจากด้วยการโกหก ก็อนุญาตให้โกหกได้ หลังจากนั้นก็ต้องพิจารณาว่า หากการทำให้เป้าหมายนั้นเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ถูกอนุญาตการโกหกก็เป็นสิ่งที่ถูกอนุญาต และถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น การโกหกนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมนุษย์มักจะนำตัวเองเข้าสู่วังวนแห่งการโกหก เมื่อโกหกครั้งแรกแล้วเขาก็จะหาวิธีการแก้ตัวจากความผิดที่เขาได้ก่อขึ้นและพยายามหาทางหนีเพื่อให้รอดพ้นจากความผิดนั้น ด้วยกับการโกหกซ้ำแล้วซ้ำอีก อันที่จริงแล้วมนุษย์จะต้องยอมรับต่อความผิดของตนเอง มีความรับผิดชอบในคำพูด ด้วยการพูดความจริงปราศจากการโกหกใดๆ ทั้งสิ้น

 

fb_img_1499733030066

 

ศาสนาอิสลามกำชับให้ทุกคน ปลูกฝังคุณค่าของความสัจจะไว้ในจิตใจของบุตรหลาน เพื่อพวกเขาจะได้เติบโตขึ้นมาถูกหล่อหลอมด้วยความมีสัจจะอย่างแท้จริง

เล่าจากอับดุลลอฮฺ บุตรอามิร  ว่า : วันหนึ่งมารดาของข้าพเจ้า เรียกข้าพเจ้าไปพบ ในขณะนั้นท่านนบี(ซ.ล.)ได้นั่งร่วมอยู่ด้วย

มารดาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า โอ้อับดุลลอฮฺเอ๋ย จงเข้ามาซิ ฉันจะให้สิ่งหนึ่งแก่เจ้า

เมื่อท่านนบี(ซ.ล.) ได้ยินเช่นนั้นท่านจึงได้กล่าวแก่นางว่า : “เธอต้องการจะให้อะไรแก่เขาหรือ?”  นางกล่าวว่า : ฉันจะให้อินทผลัมแก่เขา 

ท่านนบี(ซ.ล.) จึงกล่าวแก่นางว่า “หากเธอไม่ให้สิ่งใดแก่เขา การโกหกจะถูกบันทึกแก่เธอ” บันทึกโดยอบูดาวูด

ชีวิตของมุสลิมนั้นขึ้นอยู่กับจริยธรรมของเขาซึ่งจริยธรรมของเขาก็ขึ้นอยู่กับอีหม่านของเขา ดังนั้นการที่เราเป็นผู้ศรัทธาก็ต้องผูกพันกับจริยธรรมและมารยาท ซึ่งมารยาทอันมีคุณค่า มีความสวยงาม มีความยิ่งใหญ่ในชีวิตของเราก็คือ การที่มุสลิมนั้นมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) พูดในสิ่งที่เป็นสัจธรรมและอยู่กับสัจธรรม ดังที่อัลลอฮฺ(ซบ.) ทรงตรัสไว้ว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และจงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้สัจจริง” อัต-เตาะบะฮฺ : 119

อย่างไรก็ตาม มุสลิมไม่ควรที่จะพูดเท็จ มุสลิมไม่ควรที่จะสนับสนุนความเท็จแต่มุสลิมควรจะยึดมั่นในสิ่งที่เป็นสัจธรรม หากว่าเรามีความห่วงในอนาคตของเรา หนทางของเรา ชีวิตของเรา วันปรโลก วันอาคิเราะห์ที่ทุกคนจะต้องพบในวันหนึ่งอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ : อ.ฮาบีบุ้ลลอฮฺ ศรีอุทัย