ศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาที่สอนให้เราทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะอย่างไร เราจะต้องให้ความรัก ความเอาใจใส่ และดูแลบุพการีผู้ให้กำเนิดเรามาอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่ต้องประสบกับความยากลำบากอย่างมากในการอุ้มท้องเรามาเป็นเวลานานนับหลายเดือน อีกทั้งคลอดเราออกมาอย่างทุกข์ทรมาน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ได้ทรงสั่งเสียเรื่องนี้เอาไว้ในโองการต่างๆของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานหลายต่อหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น โองการที่ 14 ของซูเราะฮ์ลุกมาน พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ทรงตรัสว่า

 

قال الله تعالى : ﴿ وَوَصَّيْنَا الْإِنسَانَ بِوَالِدَيْهِ حَمَلَتْهُ أُمُّهُ وَهْنًا عَلَىٰ وَهْنٍ وَفِصَالُهُ فِي عَامَيْنِ أَنِ اشْكُرْ لِي وَلِوَالِدَيْكَ إِلَيَّ الْمَصِيرُ ﴾ 14 / سورة لقمان

 

ความว่า ” และเราได้สั่งเสียแก่มนุษย์เกี่ยวกับบิดา มารดาของเขา โดยที่มารดาของเขาได้อุ้มครรภ์เขาในสภาพที่อ่อนเพลียครั้งแล้วครั้งเล่า และการหย่านมเขาในระยะเวลาสองปี เจ้าจงขอบคุณเรา และบิดามารดาของเจ้า และเจ้าจะต้องกลับคืนสู่เราอย่างแน่นอน ”

และในโองการที่ 15 ของซูเราะฮ์อัลอะหฺกอฟ พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ทรงตรัสว่า

قال الله تعالى : ﴿ وَوَصَّيْنَا الْإِنسَانَ بِوَالِدَيْهِ إِحْسَانًا ۖ حَمَلَتْهُ أُمُّهُ كُرْهًا وَوَضَعَتْهُ كُرْهًا ۖ وَحَمْلُهُ وَفِصَالُهُ ثَلَاثُونَ شَهْرًا ﴾ الأحقاف / 15

 

ความว่า ” เราขอสั่งเสียมวลมนุษย์ทั้งหลายให้ทำดีต่อบิดามารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดาที่อุ้มท้อง และคลอดลูกน้อยอย่างเหนื่อยยาก ทั้งอุ้มครรภ์ และให้น้ำนมเป็นเวลา 30 เดือน ”

 

muslim-baby

 

ถ้าเราได้ศึกษาตัวบทอัลหะดีษต่างๆ เราก็จะพบว่าท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ.ล. ) ซึ่งท่านเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน ท่านได้กล่าวถึงสถานะของแม่เอาไว้ในอัลหะดีษหลายต่อหลายบทด้วยกัน ถึงแม้ว่าท่านจะสัมผัสความรักของแม่ที่มีต่อลูกเพียงไม่กี่ปีก็ตาม ตัวอย่างเช่น  อัลหะดีษที่รายงานโดยท่านอับดุลเลาะฮ์ บิน มัสอูด ที่กล่าวว่า

عَنْ عَبْدِ اللهِ بْنِ مَسْعُوْدٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ: سَأَلْتُ رَسُوْلَ اللهِ صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : [ أَيُّ الْعَمَلِ أَفْضَلُ ؟ قَالَ : اَلصَّلاةُ لِوَقْتِهَا، قَالَ: قُلْتُ: ثُمَّ أَيٌّ ؟ قَالَ: ثُمَّ بِرُّ الْوَالِدَيْنِ، قَالَ: قُلْتُ: ثُمَّ أَيٌّ ؟ قَالَ : اَلْجِهَادُ فِيْ سَبِيْلِ اللهِ ]

 

ความว่า ” ฉันได้ถามท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ว่า การทำความดีอันใดที่ประเสริฐที่สุด ท่านศาสดากล่าวว่า การละหมาดในเวลา ต่อมาฉันก็ถามอีกว่า แล้วถัดมาล่ะ ท่านศาสดากล่าวว่า การทำดีต่อบิดามารดา แล้วฉันก็ถามต่ออีกว่า แล้วถัดมาล่ะ ท่านศาสดากล่าวตอบว่า การต่อสู้ ( ทำสงคราม ) ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า ”

นอกจากนั้นแล้วยังมีรายงานจากท่านมุอาวิยะฮ์ บิน ญาฮิมะฮ์ อัสสะลามีย์ (ร.ฏ.) กล่าวว่า

عَنْ مُعَاوِيَةَ بْنِ جَاهِمَةَ السَّلَمِيِّ ، أَنَّ جَاهِمَةَ رضي الله عنه جَاءَ إِلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ : يَا رَسُولَ اللَّهِ أَرَدْتُ أَنْ أَغْزُوَ وَقَدْ جِئْتُ أَسْتَشِيرُكَ . فَقَالَ : هَلْ لَكَ مِنْ أُمٍّ ؟ قَالَ نَعَمْ . قَالَ : [ فَالْزَمْهَا فَإِنَّ الْجَنَّةَ تَحْتَ رِجْلَيْهَا ] رواه النسائي

 

ความว่า ” แท้จริงท่านญาฮิมะฮ์ ( ร.ฏ. ) ได้มาหาท่านศาสดา ( ซ.ล. ) หลังจากนั้นท่านได้กล่าวถามท่านศาสดาว่า โอ้ท่านร่อซู้ล ข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะออกทำสงครามในหนทางของอัลลอฮ์ ( ซบ. ) ข้าพเจ้ามาที่นี่เพื่อจะมาขอคำชี้แนะจากท่าน ท่านศาสดาจึงได้ถามกลับไปว่า แม่ของท่านยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม ? ท่านญาฮิมะฮ์กล่าวตอบว่า ใช่ครับ ดังนั้นท่าร่อซู้ลจึงกล่าวตอบว่า ท่านจงกลับไปทำดีกับมารดาของท่านเถิด แท้จริงแล้วสรวงสวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา ”

และท่านอับดุลเลาะฮ์ บินอุมัร ( ร.ฏ. ) ยังได้รายงานถึงความสำคัญของแม่เอาไว้อีกว่า

عَنْ عَبْدِ اللهِ بْنِ عُمَرَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُمَا، عَنِ النَّبِيِّ – صلّى اللهُ عليه وسلّم – قَالَ : [رِضَى الرَّبِّ فِيْ رِضَى الْوَالِدِ، وَسَخَطُ الرَّبِّ فِيْ سَخَطِ الْوَالِدِ] رواه الترمذي

 

ความว่า ” ท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ได้กล่าวว่า ความพึงพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้านั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพ่อแม่ และความโกรธของพระผู้เป็นเจ้านั้นขึ้นอยู่กับความโกรธของพ่อแม่ ”

 

breastfeeding-in-islam-for-muslims

 

นอกจากนั้นแล้วท่านมาลิก บิน ร่อบีอะฮ์ อัสสาอิดีย์ ได้กล่าวว่า

عَنْ أَبِي أُسَيْدٍ مَالِكِ بْنِ رَبِيعَةَ السَّاعِدِيِّ قَالَ : [بَيْنَا نَحْنُ جلوس عِنْدَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ, إِذْ جَاءَهُ رَجُلٌ مِنْ بَنِي سَلَمَةَ, فَقَالَ: يَا رَسُولَ اللَّهِ, هَلْ بَقِيَ مِنْ بِرِّ أَبَوَيَّ شَيْءٌ أَبَرُّهُمَا بِهِ بَعْدَ مَوْتِهِمَا؟ فقَالَ : نَعَمْ، الصَّلَاةُ عَلَيْهِمَا، وَالِاسْتِغْفَارُ لَهُمَا, وَصِلَةُ الرَّحِمِ الَّتِي لَا تُوصَلُ إِلَّا بِهِمَا، وَإِكْرَامُ صَدِيقِهِمَا]

 

ความว่า ” ในขณะที่พวกเรานั่งร่วมอยู่กับท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งจากเผ่าบะนีสะละมะฮ์ได้เข้ามาหาท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) แล้วเขาก็กล่าวถามท่านร่อซู้ลขึ้นว่า โอ้ท่านร่อซู้ล หลังจากที่บิดามารดาของข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมไปแล้วนั้น ยังมีความดีอะไรหลงเหลืออยู่อีกบ้างที่ข้าพเจ้ายังสามารถทำดีต่อท่านทั้งสองได้อีก ท่านร่อซู้ลตอบว่า มีสิ ขอดุอาและขออภัยโทษให้กับท่านทั้งสอง ติดต่อกับเครือญาติของท่านทั้งสอง และให้เกรียติมิตรสหายของท่านทั้งสอง ”

 

ขอขอบคุณ : ผศ.ดร. ฮัสบุ้ลเลาะหฺ เซ็มมี