สตรีมุสลิมยะลา ร่วมสืบสานประเพณีท้องถิ่น “แข่งขันการทำบุหงาซีเร๊ะ” งาน”เบิกฟ้า วชช.ยะลา”

วันนี้ (13 ม.ค 62) ที่ งาน”เบิกฟ้า วชช.ยะลา” ครั้งที่ 7 “ตลาดวิชาประชาชน ชื่นชมวัฒนธรรมท้องถิ่นใต้”วิทยาลัยชุมชนยะลา สตรีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ จ.ยะลา จำนวน 12 คน ได้เข้าร่วมการแข่งขันการทำบุหงาซีเร๊ะ ขณะ บรรยากาศการแข่งขัน เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาผู้เข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 4 ทีม ๆ ละ 3 คน ต่างเร่งมือช่วยกันสร้างสรรค์ และประดับตกแต่งบุหงาซีเร๊ะ ของทีมตนเองกันอย่างสวยงาม โดยมีคณะกรรมการ 3 คน คอยให้คะแนนจาก ความสวยงาม ความคิดสร้างสรรค์ ขั้นตอนการประดิษฐ์ รูปแบบการจัด การทำงานเป็นทีม การเตรียมวัสดุและความเหมาะสม ความประณีต และผลงานเสร็จทันเวลาที่กำหนด ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากทีม ต.บาโงยซีแน อ.ยะหา จ.ยะลา บอกว่า ปกติจะทำ บุหงาซีเร๊ะ แบบชาวบ้าน ซึ่งครั้งนี้ได้มีโอกาสมาเข้าร่วมการแข่งขัน ก็จะเป็นการพัฒนาความสามารถ ทักษะ ฝีมือ ของทีมตนเองไปด้วย

ขณะที่ นายอนุพล ส่งสกุล กรรมการตัดสินการแข่งขันการทำบุหงาซีเร๊ะ บอกว่า บุหงาซีเร๊ะเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวมลายู โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะประกอบด้วยหลักใหญ่ คือ ใบพลู ซึ่งคนที่นี่จะเรียกว่า ซีเร๊ะ หมายถึง ใบพลู นั่นเอง สำหรับใบพลู จะมีลักษณะเด่นเป็นรูปหัวใจ กินคู่กับหมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องที่อยู่ในขบวนแห่ขันหมาก พิธีสำคัญต่างๆ ซึ่งจะใช้รับ แขกบ้าน แขกเมือง ของชาวมลายูพื้นถิ่น ที่นี่ ตามคติความเชื่อ ใบพลูมีนัยยะ ที่แสดงออกถึงความรัก หมากจะมีความอ่อนในแข็งนอก สำหรับกิจกรรมการแข่งขันการทำบุหงาซีเร๊ะ เป็นกิจกรรมที่ดี ซึ่งทาง วชช.ยะลา จัดขึ้น เพื่ออนุรักษ์สืบสาน วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ให้คงอยู่ อีกทั้งยังทำให้ลูกหลานคนในพื้นถิ่น พื้นที่ใกล้เคียง ที่ยังไม่ทราบได้ทราบถึงประเพณีนี้ จะได้เรียนรู้ ศึกษาต่อยอดต่อไปในอนาคต ในส่วนของอุปกรณ์หลักๆ การจัดเตรียมการทำบุหงาซีเร๊ะ จะมีกระโจมไม้ไผ่ พาน ใบพลู ดอกไม้ ใบไม้ ที่จะนำมาใส่ในตัวกระโจมให้แน่น และประกอบต่อไปทีละชั้น ในชั้นของบุหงาซีเร๊ะ จะสื่อความหมายต่างๆ เช่น สามชั้น จะใช้ในงานเข้าสุหนัต งานแต่งงาน 7 ชั้น จะใช้รับแขกบ้านแขกเมือง 9 ชั้น จะใช้รับองค์เจ้าเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะนับเป็นเลขคี่ ส่วนความสวยงามของ บุหงาซีเร๊ะ นั้น จะอยู่ที่การจัดเรียงใบพลูซ้อนกันเป็นชั้นๆ ซึ่งผู้เข้าแข่งขัน จะต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง เสียบในกระโจมไม้ไผ่ให้ได้ระดับ ต่อไป

 

ที่มา : ThaiNews

 

1

.

2

.

3

แบ่งปัน