รายงานจากท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ว่า : ท่านรสูลลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า “ในกาลเบื้องหน้าจะเกิดเรื่องราวหนึ่งระหว่างท่าน และระหว่างอาอิชะฮฺ”

ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า “ดังนั้นฉันก็คือผู้ที่แย่ที่สุดของพวกเขาโอ้ท่านรสูลลุลลอฮฺ!”

ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า “ไม่หรอก แต่เมื่อสิ่งดังกล่าวเกิดขึ้น ท่านก็จงนำเอานางกลับคืนไปยังที่ปลอดภัยของนางเถิด” (อะหฺมัด : 6/393 , อัล-หาฟิซฺ อิบนุหะญัร ในฟัตหุลบารียฺ 13/60 ระบุว่า สายรายงานหะสัน)

เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นระหว่างอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ตามที่ท่านร่อซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวุสัลลัม) บอกล่วงหน้าแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) นั้นคือ ทัศนะที่เกิดจากการวิเคราะห์ (อิจญ์ติฮาด) ต่างกันในเรื่องการดำเนินการเพื่อนำเอาเหล่าผู้ก่อการจลาจลและรุมสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) มาลงโทษ ฝ่ายเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) และผู้ที่เห็นด้วยเช่น ท่านอัมมารฺ อิบนุ ยาสิรฺ (ร.ฎ.) และอัล-เกาะอฺกออฺ อิบนุ อัมรฺ เป็นต้น มีความเห็นว่าให้ชะลอเรื่องนี้เอาไว้ก่อนจนกว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จะมีเสถียรภาพในการปกครองและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเสียก่อนแล้วจึงค่อยดำเนินการลงโทษผู้ก่ออาชญากรรมในการลอบสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เพราะอาชญากรที่ร่วมในเหตุการณ์นั้นมีเป็นจำนวนมาก การรีบด่วนในการนำตัวพวกเขามาลงโทษในขณะที่ท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ยังไม่พร้อมจึงเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดการจลาจลจนมิอาจควบคุมสถานการณ์ได้

กอปรกับพวกที่ก่ออาชญากรรมดังกล่าวมีชนเผ่ามุฏอรฺและเราะบีอะฮฺที่มีพรรคพวกมากและพร้อมที่จะลุกฮือต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ทุกเมื่อ จึงไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด กระนั้นท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ก็สัญญาว่าจะดำเนินการเมื่อสภาพการณ์เอื้ออำนวยและทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ทัศนะของเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เป็นทัศนะที่ถูกต้องในสถานการณ์เช่นนั้น และนักปราชญ์ของประชาคมมุสลิมก็เห็นตรงกันว่า อนุญาตให้อิมาม (ผู้นำสูงสุด) ชะลอการลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการกิศอศออกไป เมื่อการกิศอศผู้กระทำผิดจะนำไปสู่การกระพือความวุ่นวายและแตกสามัคคี (อะหฺกามอัล-กุรอาน ; อิบนุ อัล-อะเราะบียฺ 2/1778)

 

anak-anak-keturunan-rasulullah-dari-istrinya-khadijah

 

ฝ่ายของฏอลหะฮฺ อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ (ร.ฎ.) , อัซ-ซุบัยรฺ อิบนุ อัล-เอาวาม (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ตลอดจนมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (ร.ฎ.) มีความเห็นว่าจะต้องรีบดำเนินในการลงโทษบรรดาอาชญากรที่ร่วมกันสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) และการที่ ฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) อัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ได้นำผู้คนมุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺก็มีเป้าหมายดังกล่าว

ความเห็นต่างระหว่างเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ในเรื่องนี้คือสิ่งที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวุสัลลัม)  ได้บอกล่วงหน้ากับท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เมื่อครั้งที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวุสัลลัม)  ยังมีชีวิตอยู่ และเรื่องที่มีความเห็นต่างกันนี้ได้นำไปสู่วันสมรภูมิอูฐ ในปี ฮ.ศ. ที่ 36 กล่าวคือสัจจะพยากรณ์นี้เกิดขึ้นจริงหลังการเสียชีวิตของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวุสัลลัม)  ล่วงไปแล้ว 25 ปีเศษ

เรื่องมีอยู่ว่า พวกก่อการจลาจลในนครมะดีนะฮฺได้ปิดล้อมเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) และจู่โจมบ้านของเคาะลีฟะฮฺแล้วลงมือสังหารท่าน ในช่วงเวลานั้นบรรดาภรรยาของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวุสัลลัม)  อยู่ที่นครมักกะห?เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ เมื่อมีการให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺที่นครมะดีนะฮฺแล้ว

 

images-1

 

ท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) และท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) จึงขออนุญาตเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เพื่อออกจากนครมาดีนะห์สู่นครมักกะห์ เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ก็อนุญาตแก่บุคคลทั้งสองซึ่งพบปะกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ที่นครมักกะห์ ผู้คนเป็นจำนวนมากได้รวมตัวกันที่นครมักกะห์เพื่อเรียกร้องให้จัดการเอาผิดกับบรรดาผู้ที่ร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ (ร.ฎ.) ก็ออกจากนครมาดีนะห์ไปยังนครมักกะห์ คนในตระกูลอุมัยยะฮฺส่วนหนึ่งก็ออกจากนครมาดีนะห์และมุ่งหน้าสู่นครมักกะห์ ยะอฺลา อิบนุ อุมัยยะฮฺข้าหลวงของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) จากเมืองยะมันพร้อมกองคาราวานอูฐ 600 ตัว และเงินอีกจำนวน 600,000 ดิรฮัมก็มุ่งหน้ามาสมทบที่นครมักกะห์ ฝ่าย อับดุลลอฮฺ อิบนุ อามิรฺ ข้าหลวงของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ก็มุ่งหน้าจากนครอัล-บัศเราะฮฺมายังนครมักกะห์

บรรดาเศาะหาบะฮฺและเหล่าภรรยาของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้รวมตัวกันที่นครมักกะห์ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) จึงลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เพื่อปลุกเร้าให้ผู้คนที่รวมตัวกันเรียกร้องให้จัดการกับพวกอาชญากรรมที่ร่วมกันสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ผู้คนก็ตอบรับและร่วมประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร? ฝ่ายหนึ่งก็เสนอว่าให้ไปยังแคว้นชาม (ซีเรีย) เพื่อสมทบกับท่านอุมาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ฝ่ายหนึ่งก็มีความเห็นว่าควรมุ่งหน้าสู่นครมาดีนะห์เพื่อเรียกร้องให้เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) นำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ เพราะพวกที่ร่วมสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ได้หลบหนีไปร่วมอยู่ในกองทัพของเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) อีกฝ่ายหนึ่งก็เสนอว่า ให้มุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺเพื่อหาฝูงม้าและกำลังคนที่นั่น และเริ่มจัดการกับพวกจลาจลซึ่งซ่องสุมกันอยู่ที่นครอัล-บัศเราะฮฺ ผู้คนก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายหลังนี้

บรรดาภรรยาของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เห็นตรงกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ซึ่งมีข้อเสนอให้มุ่งหน้าสู่นครมาดีนะห์ แต่เมื่อผู้คนเห็นพ้องกันว่าให้มุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺเหล่าภรรยาของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงไม่ร่วมด้วย และบอกว่าจะมุ่งหน้ากลับสู่นครมะดีนะฮฺเท่านั้น ส่วนท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ บินตุ อุมัร (ร.ฎ.) ก็เห็นตรงกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ว่าจะเดินทางไปพร้อมกันยังนครอัล-บัศเราะฮฺ แต่ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ (ร.ฎ.) ห้ามท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ (ร.ฎ.) เอาไว้ และยืนกรานว่าจะกลับสู่นครมะดีนะฮฺ ผู้คนจึงร่วมเดินทางไปพร้อมกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) เป็นทหารม้าจำนวน 1,000 คน บ้างก็ว่า 900 คน ซึ่งมีทั้งชาวมาดีนะห์และมักกะห์ ตลอดจนมีผู้คนอื่นๆ เข้าร่วมสมทบจนมีจำนวนถึง 3,000 คน โดยท่านหญิงนั่งอยู่ในกระโจมบนหลังอุฐที่ชื่อ “อัสกัรฺ” บรรดาภรรยาของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็ร่วมเดินทางไปพร้อมกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) จนถึงซาตุ อิรก์ แล้วก็แยกทางกันที่นั่น พระนางเหล่านั้นร่ำลากันและร้องไห้ ผู้คนก็พากันร้องไห้ จึงเรียกวันนั้นว่า วันอัน-นะญีบ

….(พบกันใหม่ในตอนต่อไป)

ขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง

แบ่งปัน