ฝ่ายฏอลหะฮฺและอัซ-ซุบัยรฺเห็นว่าการปล่อยพวกที่ลอบสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เอาไว้เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต แต่ฝ่ายของเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เห็นว่าไม่เป็นผลดีในการไล่ติดตามพวกที่ร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ในเวลานี้ แต่ให้รอจนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน การเอาผิดกับพวกที่ร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน แต่มีความเห็นต่างกันว่าเมื่อใดที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าว หลังการเจรจาและมีข้อตกลงกันแล้ว ในค่ำคืนนั้นกองทัพของทั้งสองฝ่ายก็ค้างแรมกันเป็นปกติ แต่พวกที่ร่วมกันสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ซึ่งเป็นพวกของอับดุลลอฮฺ อิบนุ สะบะอฺที่เข้าร่วมอยู่ในกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) อยู่กันอย่างไม่เป็นสุขเพราะมีข้อตกลงกันแล้วว่าจะจัดการพวกเหล่านี้ (ตารีค อัฏ-เฏาะบะรียฺ 3/517 , อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ 7/509 , อัล-กามิล ฟิตตารีค 3/120)

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ พวกของอับดุลลอฮฺ อิบนุ สะบะอฺ (อัส-สะบะอียูน) จึงวางแผนเพื่อทำลายข้อตกลงดังกล่าว ในยามดึกสงัดขณะที่กองทัพของสองฝ่ายกำลังหลับใหล พวกสะบะอียูนกลุ่มหนึ่งก็พากำลังเข้าโจมตีกองทัพของฏอลหะฮฺ และอัซ-ซุบัยรฺ และสังหารทหารบางคน ต่อมาพวกนี้ก็หลบหนีไป ฝ่ายกองทัพของฏอลหะฮฺก็เข้าใจผิดคิดว่ากองทัพของท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ผิดคำสัญญาและข้อตกลงที่ให้กันไว้ ครั้นรุ่งสางกองทัพของฏอลหะฮฺก็บุกโจมตีกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) ฝ่ายกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็เข้าใจว่ากองทัพของฏอลหะฮฺบิดพลิ้ว การรบพุ่งระหว่าง 2 ฝ่ายจึงเกิดขึ้นถึงเวลาเที่ยงวัน บรรดาบุคคลสำคัญของสองฝ่ายได้พยายามห้ามทัพและเรียกร้องให้ยุติการสู้รบแต่ไม่เป็นผล

เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ห้ามมิให้กองทัพของท่านสู้รบแต่พวกเขาก็ไม่สนใจ ยังคงรบพุ่งต่อไป ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ส่งกะอฺบ์ อิบนุ เสาวฺร์ให้นำมุศหัฟ (คัมภีร์อัล-กุรอาน) ออกไปเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายหยุดสู้รบ แต่พวกสะบะอียูนก็ระดมยิงธนูใส่จนกะอฺบ์เสียชีวิต การสู้รบจึงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลาหลังซุฮฺริ และจบลงก่อนตะวันตกดินของวันนั้น

สมรภูมิอูฐเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. ที่ 36 เหตุที่เรียกว่าสมรภูมิอูฐเป็นเพราะท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) นั่งอยู่ในกระโจมบนหลังอูฐที่ชื่ออัสกัรฺ บุคคลที่คอยจับเชือกผูกอูฐและคอยคุ้มครองท่านหญิงถูกตัดมือไปเป็นจำนวน 70 คนและมีผู้เสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมากรอบๆ อูฐของท่านหญิง

กองทัพของเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) มีจำนวน 10,000 คน ฝ่ายกองทัพของท่านหญิง (ร.ฎ.) มีจำนวนระหว่าง 5,000 – 6,000 คน ธงรบของเคาะลีฟะฮฺอยู่กับมุฮัมมัด อิบนุ อะลี (มุฮัมมัด อิบนุ อัล-หะนะฟียะฮฺ) ส่วนธงรบของชาวอูฐอยู่กับท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัซ-ซุบัยรฺ เมื่ออูฐของท่านหญิง (ร.ฎ.) ถูกฆ่าการสู้รบก็จบลง ในสมรภูมิอูฐมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สมรภูมิอูฐเกิดขึ้นในวันศุกร์นอกเมืองอัล-บัศเราะฮฺ ณ ปราสาทของอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ ซิยาด (ตารีคเคาะลีฟะฮฺ อิบนุ คอยยาฏ หน้า 184)

ว่ากันว่าบรรดาชาวอูฐ (ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ที่ร่วมรบในสมรภูมิอูฐ) เสียชีวิต 8,000 คน บ้างก็ว่า 17,000 คน ส่วนทหารฝ่ายเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เสียชีวิตราว 1,000 คน (หะยาตุลหะยะวาน อัล-กุบรอ 1/251)

 

anak-anak-keturunan-rasulullah-dari-istrinya-khadijah

 

ในสมรภูมิอูฐ ท่านฏอลหะฮฺ อิบนุ อุบัยดิลลาฮฺ (ร.ฎ.) และอัซ-ซุบัยรฺ อิบนุ อัล-เอาวาม (ร.ฎ.) ได้ถูกสังหาร ทั้งสองท่านไม่ได้ร่วมสู้รบด้วย เพราะมีรายงานระบุว่า เมื่อท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ได้มายังสนามรบและกองทัพของทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากัน เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงขี่ล่อของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลั) ออกมา และร้องเรียกท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) จึงออกมาพบเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) โดยที่สัตว์พาหนะของทั้งสองอยู่ใกล้กัน ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวว่า : โอ้ ซุบัยรฺ ขอให้อัลลอฮฺทรงเป็นพยาน ท่านยังจำวันที่ท่านร่อซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ผ่านมาพบท่านและเราอยู่ในสถานที่นั้นๆ แล้วท่านร่อซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็กล่าวว่า : โอ้ ซุบัยรฺ ท่านไม่รักอะลีดอกหรือ? และท่านก็พูดว่า : ฉันจะไม่รักบุตรน้าชายของฉัน บุตรลุงของฉัน และพี่น้องร่วมศาสนาของฉันกระนั้นหรือ? ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงกล่าวว่า “โอ้ ซุบัยรฺ พึงทราบเถิด ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แน่นอนท่านจะสู้รบกับอะลี โดยที่ท่านอธรรมต่ออะลี” อัซ-ซุบัยรฺจึงกล่าวกับเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ว่า “หามิได้ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺฉันหลงลืมมันไปเสียแล้วนับตั้งแต่ฉันได้ยินคำพูดนั้นจากท่านร่อซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แล้วฉันก็จำมันได้ ณ บัดนี้ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่สู้รบกับท่าน” แล้วท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ก็ขี่ม้าของท่านฝ่าแถวทหารของท่านออกไปโดยมิได้เข้าร่วมรบด้วย ต่อมาท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ก็ถูกชายที่ชื่อ อิบนุ ญุรฺมูซ ลอบสังหาร ส่วนท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) นั้นได้พยายามห้ามมิให้ผู้คนรบพุ่งกันแล้วก็มีลูกธนูพุ่งเข้าใส่ท่านจนเสียชีวิต ที่รู้กันในประวัติศาสตร์ มัรวาน อิบนุ อัล-หะกัมคือผู้ยิงธนูใส่ท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) บ้างก็ว่าเป็นคนอื่นซึ่งอิบนุกะษีรระบุว่าใกล้เคียงมากกว่า ถึงแม้คำกล่าวแรกจะเป็นที่รู้กัน (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ 7/283)

ชัยดฺ อิบนุ อบีอุนัยสะฮฺ เล่าจากชายคนหนึ่งว่า ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวว่า “พวกท่านจงแจ้งข่าวดีแก่ผูที่สังหารฏอลหะฮฺด้วยไฟนรก” (อัฏ-เฏาะบะกอต ; อิบนุสะอฺด์ 3/225)

ฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) เมื่ออูฐของพระนางถูกเชือด กระโจม (เฮาวฺดัจญ์) บนหลังอูฐของพระนางก็มีสภาพเหมือนกับเม่นเนื่องจากมีลูกธนูปักอยู่รายรอบเป็นจำนวนมาก ท่าน อะลี (ร.ฎ.) ได้ใช้ให้คนของท่านแบกกระโจมนั้นออกมาท่ามกลางศพของผู้เสียชีวิตในสมรภูมิ และใช้ให้มุฮัมมัด อิบนุ อบีบักรฺและอัมมารฺ อิบนุ ยาสิรฺ ปลูกกระโจมให้พระนาง ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงเข้ามายังท่านหญิงโดยให้สล่ามและกล่าวว่า : โอ้ มารดาท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านหญิงตอบว่า : ดี! แล้วท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็กล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงอภัยแก่ท่าน” ผู้คนทั้งหลายก็พากันมาให้สล่ามกับท่านหญิง (ร.ฎ.) ครั้นเมื่อค่ำลงท่านหญิงก็เข้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺพร้อมกับมุฮัมมัด อิบนุ อบีบักรฺ พี่น้องของพระนาง และลงพักอยู่ในบ้านของอับดุลลอฮฺ อิบนุ เคาะลัฟ อัล-คุซาอียฺ ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุดในนครอัล-บัศเราะฮฺ ฝ่ายท่านอะลี (ร.ฎ.) ยังคงตั้งอยู่นอกเมืองเป็นเวลา 3 วัน โดยตระเวณตรวจผู้เสียชีวิตทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านก็ขอให้อัลลอฮฺทรงเมตตาต่อผู้นั้น ต่อมาท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็นำละหมาดให้แก่ผู้เสียชีวิตจากทั้งสองฝ่าย และให้ชาวกุรอยชฺละหมาดให้แก่พวกเขากันเองโดยเฉพาะ

 

a-view-of-the-city

 

ในวันจันทร์หลังสมรภูมิอูฐสิ้นสุดลงท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ก็เข้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺ ผู้คนก็พากันมาสล่ามและให้สัตยาบันแก่ท่าน ต่อมาท่านก็มุ่งมายังบ้านที่ท่านหญิงพำนักอยู่ ท่านขออนุญาตเข้าภายในบ้านและให้สล่ามกับท่านหญิง ท่านหญิงก็ยินดีต้อนรับท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) บรรดาสตรีที่เป็นลูกหลานของเคาะลัฟก็ร่ำไห้ เพราะอับดุลลอฮฺและอุษมานบุตรชายของเคาะลัฟถูกสังหารในสมรภูมิ เศาะฟียะฮฺภรรยาของอับดุลลอฮฺก็ต่อว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) แต่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็นิ่งเงียบไม่ตอบโต้นาง มีคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า : โอ้ท่านประมุขแห่งศรัทธาชนมีชาย 2 คนอยู่ที่ประตูบ้านกำลังกล่าวจาบจ้วงท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงให้อัล-เกาะอฺกออฺ อิบนุ อัมรฺเฆี่ยนชายทั้งสองคนนั้นคนละ 100 ที (อัล-บิดายะฮฺ ; อิบนุ กะษีรฺ 7/281)

ต่อมาท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ต้องการออกจากนครอัล-บัศเราะฮฺ ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงส่งสัตว์พาหนะ สและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้แก่ท่านหญิง (ร.ฎ.) และอนุญาตให้ผู้ที่ร่วมมากับท่านหญิงซึ่งรอดชีวิตให้กลับไปพร้อมกับท่านหญิง หรือจะอยู่ต่อในนครอัล-บัศเราะฮฺก็ได้ และเลือกสตรีชาวเมืองอัล-บัศเราะฮฺให้ร่วมไปกับท่านหญิงอีก 40 คน พร้อมกับให้มุฮัมมัด อิบนุ อบีบักรฺพี่น้องของพระนางร่วมเดินทางไปด้วย

พอถึงวันที่ท่านหญิงจะออกเดินทาง ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็มาพร้อมกับผู้คนที่ประตูบ้าน ท่านหญิงนั่งอยู่ในแคร่กระโจมที่มีคนหามออกจากบ้านแล้วก็ร่ำลาผู้คนพร้อมกับขอดุอาอฺให้แก่พวกเขา ท่านหญิงกล่าวกับท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า “ลูกเอ๋ย เราอย่าได้ตำหนิกันเองเลย แท้จริงขอสาบานต่ออัลลออฺว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับอะลีในเวลาก่อนหน้านี้มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างผู้หญิงกับบรรดาลูกเขยของพวกนาง ถ้าจะตำหนิก็ตำหนิฉันเถิด” ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า “นางพูดถูกแล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ไม่มีอะไรระหว่างฉันกับพระนางนอกจากเรื่องนั้น แท้จริง พระนางเป็นภรรยานบีของพวกท่านในโลกนี้และโลกหน้า” ท่านอะลี (ร.ฎ.) เดินไปส่งท่านหญิงโดยอำลาระหว่างกันเป็นระยะทางหลายไมล์ วันนั้นเป็นวันเสาร์ต้นเดือนเราะญับ ปี ฮ.ศ. ที่ 36 ท่านหญิงมุ่งหน้าสู่นครมักกะฮฺและพำนักอยู่ที่นั่นจนกระทั่งประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนั้น ต่อมาก็กลับสู่นครมาดีนะห์

ท่านอัล-หะสัน อัล-บะเศาะรียฺเล่าจากกอยสฺ อิบนุ อับบาดฺว่า : ท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้กล่าวในวันสมรภูมิอูฐว่า : “โอ้ หะสัน อนิจจา พ่อของเจ้าน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว” ท่านอัล-หะสัน (ร.ฎ.) จึงกล่าวกับบิดาของท่านว่า : “พ่อจ๋า ลูกเคยห้ามพ่อจากสิ่งนี้มาก่อนแล้ว” ท่านอะลี (ร.ฎ.ป จึงกล่าวว่า : โอ้ ลูกเอ๋ย พ่อไม่เคยนึกว่าเรื่องจะมาถึงขั้นนี้” (สิยัรฺ อัล-อะอฺลาม ; 2/641) ท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ปฏิบัติเป็นอย่างดีกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งเสียของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในสัจจะพยากรณ์ที่ท่านเคยบอกไว้กับท่านอะลี (ร.ฎ.) ทุกประการ สัจจะพยากรณ์ในเรื่องนี้ยังรวมถึงกรณีที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เคยบอกกับท่านอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ว่าจะสู้รบกับท่านอะลี (ร.ฎ.)อีกด้วย

 

baitullah-foto-istimewa

 

สำหรับอัล-หะดิษที่ระบุถึงเรื่องอัล-เหาอับว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เคยกล่าวกับบรรดาภรรยาของท่านว่า

“คนไหนในหมู่พวกเธอที่เป็นเจ้าของอูฐขนเยอะซึ่งฝูงสุนัขแห่งอัล-เหาอับจะเห่าหอนนาง”

อัล-หะดิษบทนี้เป็นหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะหฺมัด (6/52 , 97) จากอิสมาอีล อิบนุ อบีคอลิด จากกอยสฺ อิบนุ อบีหาซิมจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) เป็นสายรายงานที่เศาะฮีหฺ บรรดาผู้รายงานเป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ และอิบนุหิบบานระบุว่าเศาะฮิหฺตลอดจนอัล-หากิม , อัล-หาฟิซฺ อิบนุ หะญัรฺ , อัซ-ซะฮะบียฺ และอิบนุกะษีรฺต่างก็ระบุว่าเป็นหะดีษเศาะฮิหฺ และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ยืนยันว่าท่านหญิงคือบุคคลที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ระบุถึง (อัล-บิดายะฮฺ 7/270) และมีรายงานจากวะกีอฺ จากอิศอม อิบนุ กุดามะฮฺ (ซึ่งเชื่อถือได้) จากอิกริมะฮฺ จากอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ว่า : ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า

“คนไหนของพวกเธอที่เป็นเจ้าของอูฐขนดก รอบๆ นางจะมีผู้คนถูกสังหารเป็นอันมาก และนางก็รอดปลอดภัยหลังจากการที่นางเกือบไปแล้ว” (อัล-อัลบานียฺรายงานไว้ในอัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 474)

สำนวนของอัล-หะดีษทั้ง 2 รายงานบ่งชี้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน บทแรกระบุถึงสถานที่ซึ่งเรียกว่า อัล-เหาอับ เป็นชื่อบ่อน้ำที่อยู่ใกล้กับนครอัล-บัศเราะฮฺบนเส้นทางของนครมักกะห์สู่นครอัล-บัศเราะฮฺ บ่อน้ำนี้ถูกเรียกตามชื่อของหญิงที่มีนามว่า อัล-เหาอับ บินตุ กัลบ์ อิบนิ วับเราะฮฺ อัล-กุฎออียะฮฺ เมื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) เดินทางพร้อมกับผู้คนในเวลากลางคืนผ่านมายังสถานที่นี้ ฝูงสุนัขก็ได้เห่าหอนทำให้ท่านหญิงต้องถามถึงสถานที่นั้นว่าชื่ออะร? แล้วท่านหญิงก็นึกถึงสิ่งที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เคยบอกไว้ ส่วนสำนวนอัล-หะดีษบทที่สองที่อิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) เป็นผู้รายงานระบุชัดว่านั่นคือเหตุการณ์ในวันสมรภูมิอูฐซึ่งกล่าวถึงมาแล้วโดยละเอียด สัจจะพยากรณ์ที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เคยกล่าวเอาไว้เกิดขึ้นจริงตามนั้นทุกประการ ทั้งฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) และท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ต่างก็เสียใจในเหตุการณ์วันสมรภูมิอูฐ

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง

แบ่งปัน