ผู้คนที่ร่วมกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮท่านหญิงได้ใช้ให้อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซุบัยรฺ บุตรชายน้องสาวของท่านหญิงเป็นอิมามนำผู้คนละหมาด และมัรวาน อิบนุ อัล-หะกัมเป็นผู้อะซานบอกเวลาละหมาด 5 เวลา ในเวลาค่ำคืนพวกเขาได้เดินทางผ่านสถานที่แห่งหนึ่งเรียกกันว่า อัล-เหาอับ ฝูงสุนัขก็เห่าหอน ณ ที่แห่งนั้น เมื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ได้ยิ่นสิ่งนั้นพระนางจึงกล่าวว่า “สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าอะไร?” พวกเขาจึงกล่าวว่า “อัล-เหาอับ! พระนางจึงตีมือข้างหนึ่งลงบนอีกข้างหนึ่ง และกล่าวว่า “แท้จริงเราเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราย่อมคืนกลับไปยังพระองค์ ฉันไม่คิดว่าตัวฉันจะกระทำสิ่งใดนอกจากการหวนกลับ!” พวกเขาจึงกล่าวว่า “เพราะอะไร” ท่านหญิงกล่าวว่า “ฉันเคยได้ยินท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวกับบรรดาภรรยาของท่านว่า “ฉันรู้นะว่าคนไหนของพวกเธอที่ฝูงสุนัขของอัล-เหาอับจะเห่าหอนใส่เธอผู้นั้น””

อัล-หะดิษบทนี้เป็นสัจจะพยากรณ์ที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้บอกล่วงหน้าเอาไว้ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ตามท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ยังคงร่วมเดินทางต่อไปกับผู้คนที่เข้าร่วมสมทบสู่นครอัล-บัศเราะฮฺ เมื่อใกล้ถึงนครอัล-บัศเราะฮฺ ท่านหญิงจึงมีหนังสือแจ้งไปถึงอัล-อะหฺนัฟ อิบนุ กอยส์และคนสำคัญในเมืองว่าท่านหญิงได้มาถึงอัล-บัศเราะฮฺแล้ว ฝ่ายอุษมาน อิบนุ หุนัยฟ์เจ้าเมืองอัล-บัศเราะฮฺซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงส่งท่านอิมรอน อิบนุ หุศอยนฺและอบุลอัสวัด อัดดุอะลียฺไปสอบถามท่านหญิงว่ามุ่งหน้ามาอัล-บัศเราะฮฺเพื่อจุดประสงค์ใด ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) จึงแจ้งกับบุคคลทั้งสองว่าพระนางมาเพื่อเรียกร้องโลหิตของท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เพราะท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ถูกสังหารโดยอธรรมในเดือนต้องห้ามและแผ่นดินต้องห้าม (นครมาดีนะห์) ทั้งสองจึงกลับไปบอกอุษมาน อิบนุ หุนัยฟ์ ฝ่ายอุษมานก็ไม่ยอมให้ท่านหญิงกับผู้คนที่ร่วมเดินทางมาด้วยเข้าสู่ตัวเมือง ท่านหญิงพร้อมผู้คนจึงลงพักที่อัล-มิรฺบัดค่อนไปทางเหนืออัล-บัศเราะฮฺ คนที่อยู่ในเมืองก็ออกมาสมทบกับท่านหญิง ฝ่ายอุษมาน อิบนุ หุนัยฟ์ก็นำทหารออกมาตั้งรับที่อัล-มิรบัดและมีการปะทะกัน กองทหารส่วนหนึ่งของอุษมานก็แปรพักตร์เข้าร่วมสมทบกับกองทหารของท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.)

 

2224a8ef3961d767465a2f0877701310

 

ต่อมาหะกีม อิบนุ ญะบะละฮฺ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ก็นำทหารม้าของอุษมาน อิบนุ หุนัยฟ์ออกมาเพื่อสู้รบกับกองทหารของท่านหญิง ฝ่ายหะกีม อิบนุญะบะละฮฺมีทหาร 700 คน แต่ทหารของฝ่ายท่านหญิงก็ไม่สู้รบด้วยแต่ล่าถอยจนถึงที่ฝังศพของพวกบะนูมาซิน แล้วก็เข้าสู่เวลาค่ำคืน ครั้นถึงวันที่สองจึงเกิดการรบพุ่งระหว่างกันอย่างดุเดือด ทหารม้าของหะกีม อิบนุ ญะบะละฮฺถูกสังหารเป็นจำนวนมาก ผู้บาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายมีจำนวนมิใช่น้อย ต่อมากองทัพของฝ่ายท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เข้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺ อุษมาน อิบนุ หะนัยฟ์ก็ถูกชาวเมืองจับตัวมามอบให้แก่ท่านหญิง แต่ท่านหญิงก็สั่งให้ปล่อยอุษมานไป ส่วนหะกีม อิบนุ ญะบะละฮฺกับพวกอีกราว 70 คนก็ถูกสำเร็จโทษทั้งหมด เป็นพวกที่มีส่วนในการร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เมื่อครั้งเกิดการจลาจลที่นครมะดีนะฮฺ

ฝ่ายเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ที่นครมาดีนะห์กำลังจัดเตรียมทัพเพื่อมุ่งหน้าสู่แคว้นชาม ต่อมาข่าวการมุ่งหน้าของท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) และอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) พร้อมด้วยท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) สู่นครอัล-บัศเราะฮฺได้มาถึงท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ท่านจึงกล่าวสุนทรพจน์และปลุกเร้าผู้คนในนครมะดีนะฮฺให้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺ แต่พลเมืองมาดีนะห์ก็ตอบรับคำเรียกร้องของเคาะลีฟะฮฺเพียงบางส่วน และมีเศาะหาบะฮฺชาวบัดรฺจำนวนไม่เกิน 7 คน ได้เข้าร่วมกับเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) และผู้เข้าร่วมรบอีกราว 900 คน กองทัพของเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงออกจากนครมาดีนะห์สู่นครอัลกูฟะฮฺ ในระหว่างทางมีเผ่าอะสัดและฏอยย์เข้าร่วมสมทบ เมื่อถึงนครอัล-กูฟะฮฺข่าวการสู้รบระหว่างกองทัพของอุษมาน อิบนุหุนัยฟ์ เจ้าเมืองอัล-บัศเราะฮฺกับกองทัพของท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) อัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ก็มาถึงท่านเคาะลีฟะฮฺ ท่านจึงเตรียมกองทัพในนครอัล-กูฟะฮฺจำนวน 10,000 คนเพื่อสู้รบกับฝ่ายของฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) และอัซ-ซุบัยรฺ (ร.ฎ.)

 

painting-old-times-muslims-praying

 

จะเห็นได้ว่า เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) คือฝ่ายที่ยกทัพมุ่งหน้าไปยังฝ่ายของท่านหญิง (ร.ฎ.) และเศาะหาบะฮฺทั้งสอง ทั้งๆ ที่ฝ่ายของท่านหญิง (ร.ฎ.) มิได้ก่อการกบฏต่อเคาะลีฟะฮฺ เพราะถ้าหากฝ่ายของท่านหญิง (ร.ฎ.) ต้องการก่อการกบฏต่อเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) พวกเขาก็ยกทัพมุ่งหน้าสู่นครมาดีนะห์ มิใช่มุ่งหน้าสู่นครอัล-บัศเราะฮฺ การกล่าวหาว่าฝ่ายของท่านหญิง (ร.ฎ.) และเศาะหาบะฮฺทั้งสองมีเจตนาสู้รบกับเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง บุคคลทั้งสามและผู้สนับสนุนไม่เคยพูดว่าพวกเขาไม่ยอมรับการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) ไม่เคยวิจารณ์หรือกล่าวหาท่านเคาะลีฟะฮฺและไม่ได้นำทัพไปยังนครอัล-บัศเราะฮฺเพื่อสู้รบกับเคาะลีฟะฮฺ เพราะว่าเวลานั้นเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ไม่ได้อยู่ที่นครอัล-บัศเราะฮฺ แต่อยู่ที่นครมะดีนะฮฺ สิ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้คือ อัล-อะหฺนัฟ อิบนุ กอยส์ ได้กล่าวว่า : ฉันได้พบฏอลหะฮฺและอัซ-ซุบัยรฺหลังการปิดล้อมท่านอุษมาน ฉันได้กล่าวว่า : สิ่งใดที่ท่านทั้งสองจะสั่งใช้ฉัน เพราะฉันเห็นว่าอุษมานคงถูกสังหารเป็นแน่แล้ว ทั้งสองกล่าวว่า : ท่านจงยึดอะลีไว้! แล้วฉันก็ได้พบอาอิชะฮฺหลังอุษมานถูกสังหารที่นครมักกะห์ ฉันกล่าวว่า : ท่านหญิงจะสั่งใช้ฉันให้ทำอะไร? ท่านหญิงตอบว่า : ท่านจงยึดอะลีไว้เถิด! (ฟัตหุลบารียฺ 13/38 อัฏ-เฏาะบะรอนียฺระบุว่า เป็นสายรายงานที่เศาะฮีหฺ)

เมื่อเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) นำทัพออกจากนครอัล-กูฟะฮฺและมาถึงเขตซูกอรฺ (ตั้งอยู่ระหว่างอัล-กูฟะฮฺและวาสิฏ) ท่านได้สั่งอัล-มิกดาด อิบนุ อัล-อัสวัด และอัล-เกาะอฺกออฺ อิบนุ อัมร์ไปเจรจากับท่านฏอลหะฮฺและอัซ-ซุบัยรฺ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะไม่มีการสู้รบและแต่ละฝ่ายก็แจ้งให้ทราบถึงจุดยืนของฝ่ายตน

 

ขอขอบคุณ : อ.อาลี เสือสมิง

 

57_1a6afb4b-98f2-4db6-9e15-ac2fa8667a6c_1024x1024

แบ่งปัน