30 C
Bangkok
วันจันทร์, กันยายน 24, 2018

sophie

สร้างข้อความตอบกลับฟอรั่มแล้ว

กำลังดู 15 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 15 (ของทั้งหมด 15)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ

  • sophie
    Participant

    การด่ามุสลิมหรือคนทั่วไปจะนับถือศาสนาใดก็ตาม หากศาสนิกชน คนนั้นมิได้เป็นคู่สงครามกับเรา ศาสนาถือว่าเป็นบาปทั้งสิ้น เพราะเป็นการ ละเมิดศักดิ์ศรีบุคคล ถือเป็นการต้องห้ามในศาสนาอิสลาม

    ขอบคุณอาจารย์ซารีฟ ศรีเจริญ
    ที่ช่วยชี้แจงคำตอบในคำถามเหล่านี้


    sophie
    Participant

    การแปรงฟันด้วยไม้ข่อย(อะรอก)หรือด้วยแปรงสีฟัน โดยหลักการเดิมคือส่งเสริมให้กระทำทุกครั้งที่มีการอาบน้ำละหมาด ทุกครั้งที่จะละหมาด และทุกเวลาที่ปากมีกลิ่น ดังนั้น การแปรงฟันสำหรับผู้ศีลอดไม่ว่าก่อนบ่ายหรือหลังบ่าย ก็ถือเป็นการอนุญาตเช่นกัน ตามทัศนะของอะบูหะนีฟะห์ และมาลิก อิหม่ามบะฆอวี กล่าวว่า : การอนุญาตให้แปรงฟันได้ตลอดเวลาของผู้ถือศีลอดนี้ เป็นทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิชาการ โดยยึดหนักฐานที่มีหะดีษรายงานสนับสนุนให้มีการแปรงฟันในทุกเวลาที่อาบน้ำละหมาดและทุกเวลาละหมาด และทั้งสองนั้นก็มีทั้งก่อนบ่ายและหลังบ่าย และมีหะดีษในบันทึกของอะบูดาวูด ติรมีซี จากอามิรบินรอบีอะห์ รายงานว่า “ฉันเห็นท่านนบี (ซ.ล.) บ่อยครั้งที่ท่านแปรงฟันขณะที่ท่านถือศีลอด”
       ส่วนทัศนะของซาฟิอีและอาหมัดว่า มักรู๊ห์ที่ผู้ถือศีลอดจะแปรงฟันหลังดวงอาทิตย์คล้อย และต้องพึงระวังให้มากหากแปรงฟันด้วยยาสีฟัน หรือด้วยไม้ข่อย(อะรอก) ที่มีความสดหรือเปียก มันจะมีรสชาติและปะปนกับน้ำลาย หากกลืนเข้าไปจะทำให้เสียศีลอดได้ โดยยึดหะดีษในบุคอรีและมุสลิม จากอะบีฮุรอยเราะห์ (ร.ฎ.) “แท้จริงท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า : กลิ่นปากของผู้ถือศีลอดนั้น หอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง ณ เบื้องอัลเลาะห์” พวกเขาให้เหตุผลว่า กลิ่นหอมที่ว่านี้ อัลเลาะห์ทรงยกย่อง และถือเป็นความดีของผู้ถือศีลอด ควรจะคงไว้เสมอ เทียบได้เหมือนกับเลือดของนักรบศาสนาที่ตายในสนามรบ ให้ทำการฝังทั้งที่มีเลือดอยู่นั้นโดยไม่ต้องล้างออก และเมื่อผู้ถือศีลอดทำการแปรงฟันกลิ่นนั้นก็จะหายไป นั่นก็หมายถึงว่า ทำให้สิ่งที่อัลเลาะห์ยกย่องหายไปด้วย ดังนั้น จังถือเป็นมักรู๊ห์จะทำการแปรงฟันสำหรับผู้ถือศีลอด และคำถามก็คือ ทำไมต้องหลังบ่าย? คำตอบก็คือ ปกติก่อนบ่ายจะไม่เกิดกลิ่นปาก ซึ่งมันจะเกิดเวลาหลังบ่ายไปแล้ว และมีรายงานหะดีษระดับหะซัน จากยาบิร (ร.ฎ.) ว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า “ประชาชาติของฉันจะได้รับห้าประการในเดือนรอมฎอน แล้วท่านก็นับหนึ่งในห้านั้นคือ : พวกเขาตอนเย็น จะมีกลิ่นปากที่หอมยิ่งกว่าชะมดเชียง ณ เบื้องอัลเลาะห์” ซึ่งมีการระบุว่า ตอนเย็น ดังนั้น ผู้ที่ถือศีลอดจึงควรงดแปรงฟันหลังบ่าย ตามเหตุผลที่กล่าวแล้ว
       ส่วนหะดีษที่ส่งเสริมให้มีการแปรงฟันในทุกๆ เวลานั้น เป็นหะดีษที่พูดถึงสภาวะทั่วไป (อาม) ซึ่งถูกจำกัด(ตัคซีซ) ด้วยหะดีษที่อ้างมาเป็นหลักฐานนี้
    ขอขอบคุณ อ.ชารีฟ ศรีเจริญ


    sophie
    Participant

    โดยปกติสัตว์ที่ศาสนาอนุญาตให้บริโภคได้นั้น หากมันตายโดยมิได้เชือดตามหลักการศาสนา(ซากสัตว์) ถือว่าซากสัตว์นั้นไม่อนุญาตให้บริโภค(ฮารอม)เพราะซากสัตว์ดังกล่าวกลายเป็นนะยิส(สิ่งสกปรก) ยกเว้นสัตว์น้ำเช่น ปลา ศาสนาถือว่าแม้มันตายเองก็อนุญาตให้บริโภคมันได้ เพราะมันไม่เป็นนะยิส(สิ่งสกปรก) ดังนั้น ปลาเมื่อมันตายเองยังกินได้ การเชือดปลาจึงไม่จำเป็น ท่านศาสดา(ซ.ล) กล่าวความว่า “น้ำทะเลนั้นสะอาดและซากสัตว์ทะเลถือว่าเป็นการอนุญาติให้บริโภคได้ ”

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: ไข่ตะพาบ/ไข่เต่าสามารถกินได้ไหม เพราะอะไร #667

    sophie
    Participant

    การกินไข่ตะพาบหรือไข่เต่า จะกินได้หรือไม่ นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า หากกินตะพาบหรือเต่าได้ ก็ถือว่าไข่ของมันกินได้ หากกินตะพาบหรือเต่าไม่ได้ก็กินไข่ของมันไม่ได้ เพราะกรณีตะพาบและเต่าจะฮาลาลกินหรือไม่ ยังมีข้อขัดแย้งกันในหมู่นักวิชาการ บางท่านว่ากินได้(ฮาลาล) และบางท่านว่ากินไม่ได้(ฮารอม) สำหรับแนวทางที่ขอนำเสนอคือ การกินไขเต่าหรือไข่ตะพาบถือว่าเป็นการไม่บังควร(มักรู๊ฮ์) (วัลลอฮุอะอ์ลัม)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: สามีห้ามกินน้ำนมภรรยาจริงหรือไม่ #666

    sophie
    Participant

    การดื่มนมสตรีที่จะถือว่าเป็นแม่นมและลูกนมกัน ซึ่งศาสนาอิสลามกำหนดว่า การผูกพันธ์ระหว่างแม่นมกับลูกนมนั้นไม่สามารถแต่งการกันได้ เพราะถูกบัญญัติห้ามในอัลกุรอานบทอันนิซาอ์โองการที่ 23 และท่านศาสดา(ซ.ล.)กล่าวความว่า “ข้อห้าม(แต่งงาน)อันเนื่องจากการดื่มนม เช่นเดียวกับข้อห้าม(แต่งงาน)อันเนื่องจากเป็นญาติทางสายเลือด” แต่ศาสนาก็มีการกำหนดเงื่อนไขในการให้นมหรือดื่มนมที่จะกลายเป็นญาติที่แต่งงานกันไม่ได้ ซึ่งเงื่อนไขบางส่วนคือ ผู้ให้นมต้องเป็นสตรี ผู้ดื่มนมต้องมีอายุอยู่ในวัยยังไม่หย่านมคือประมาณ 2 ขวบ และต้องดื่ม 5 ครั้งอิ่มเป็นอย่างน้อย ดังนั้น สามีในคำถามจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    การช่วยเหลือกันในฐานะพ่อ แม่ ลูก เป็นสิ่งจำเป็นและควรส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น พ่อแม่จะส่งเงินให้ลูกได้ใช้จ่ายซึ่งเป็นเงินบริสุทธิ์ย่อมกระทำได้

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ภาษาอาหรับก็เป็นภาษาหนึ่งในโลกเหมือนกับภาษาไทย เพียงแต่ว่าในหนังสือภาษาอาหรับนั้นส่วนใหญ่จะมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับพระนามอันวิจิตของอัลเลาะห์ นามของท่านศาสดา หรือมีบทพระคัมภีร์อัลกุรอานอยู่ด้วย จึงต้องระวัง หากมีสิ่งดังกล่าวไม่อนุญาต(เป็นบาป)ให้ทิ้งถังขยะแต่ให้ทำลายด้วยการเผาหรือใช้เครื่องทำลายกระดาษที่ไม่เหลือข้อความดังกล่าวแล้วเอาไปทิ้งได้ ถ้าหนังสือภาษาอาหรับที่ไม่มีสิ่งดังกล่าวก็สามารถทิ้งขยะได้(ไม่บาป)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ท่านศาสดาเคยสอนว่า “คนหนึ่งนั้นมักจะอยู่บนพฤติกรรมของเพื่อนเขา ดังนั้น จงพิจารณาเถิดว่าพวกท่านกำลังคบหากับเพื่อนกับผู้ใด” สุภาษิตไทยก็มีว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด  คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” การมีเพื่อนที่ดีถือว่าเป็นความโปรด(เนี๊ยะอ์มัต)ที่อัลเลาะห์ทรงประทานให้ เพื่อนที่ดีอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ เมื่อเราลืมหรือทำไม่ถูกต้องเขาเตือน และเมื่อเราทำถูกและไม่ลืมเขาก็ช่วยเหลือสนับสนุนเรา สำหรับเพื่อนในคำถาม ให้เรากระทำตามคำตอบในข้อ 5 ที่กล่าวแล้ว

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ศาสนาสอนว่า “เมื่อเห็นสิ่งผิดศาสนาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง โดยหากมีกำลังหรืออำนาจก็ต้องใช้อำนาจเปลี่ยนแปลง หากไม่มีกำลังหรือไม่มีอำนาจก็ให้เปลี่ยนแปลงด้วยใช้การตักเตือนด้วยวาจาจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และหากไม่สามารถอีก ก็ให้ใช้หัวใจ กล่าวคือ ขอพรต่ออัลเลาะห์ให้เปลี่ยนแปลงสู่ทางที่ดี” หากกระทำตามขั้นตอนต่างๆแล้วก็ถือพ้นภาระและไม่บาปแล้ว สำหรับประเด็นว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่นั้น ขอตอบว่า อย่างน้อยก็มีผลต่อจิตใจ และหากมุสลิมมาพบเห็นก็จะตำนิเราและบริษัทเรา อาจไม่ทำธุรกิจกับเราก็ได้ และที่สำคัญสถานที่ๆมีการทำผิดต่อศาสนามักขาดความเป็นสิริมงคล(บารอกัต) (วัลลอฮุอะอ์ลัม)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ประเพณีไหว้เจ้าเป็นประเพณีของชาวจีน ในปีหนึ่งๆ จะมีพระเพณีไหว้เจ้าหลักอยู่ 8 ครั้ง และจะมีการไหว้บรรพบุรุษด้วย โดยจะมีสิ่งของที่จะใช้ไหว้เจ้าเป็นอาหารทั้งคาวและหวาน ส่วนใหญ่จะมี 5 อย่าง(ไม่ค่อยเห็นมีไข่ต้ม) แต่ก็มีประเพณีของชาวพุธที่มีการไหว้เจ้าที่ ซึ่งต้องใช้อาหารทั้งคาวหวานหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือ ไข่ต้ม ประเพณีดังกล่าวมุสลิมมิอาจกระทำและร่วมกระทำได้ เพราะแม้จะเป็นเรื่องของประเพณีแต่เป็นประเพณีที่บวกกับความเชื่อที่ผิดต่อหลักการศาสนา จึงถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด สำหรับแม่ค้าในคำถามนั้น ความคิดของเธอถูกต้องแล้ว เพราะหากรู้แน่ว่าไข่ที่ผู้ซื้อบอกชัดเจนว่าจะเอาไปทำพิธีไหว้เจ้าแก้บน ซึ่งในอิสลามไม่มีสิ่งนี้จึงไม่อาจขายให้ได้ หาไม่แล้วจะถูกข้อหาร่วมมือและช่วยเหลือ ส่วนหากมีคนซื้อไข่ต้มและไม่ได้บอกว่าจะเอาไปทำอะไร แม่ค้ามุสลิมย่อมขายได้ เพราะโดยปกติไข่ต้มเป็นอาหารที่ใช้รับประทานของมนุษย์โดยปกติทั่วไป แม้ตอนหลังทราบว่าเขาเอาไปไหว้เจ้าก็ตาม

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    การตัดเล็บถือเป็นหนึ่งในห้าประการที่ท่านศาสดาส่งเสริมคือ หนึ่ง การขลิบ สองการทำลายขนใต้ร่มผ้า สามการตัดหนวด สี่การตัดเล็บ และห้าการถอนขนรักแร้  ดังการไว้เล็บยาวจึงเป็นการกระทำที่ค้านกับการส่งเสริมของท่านศาสดา มีคำสอนท่านศาสดาระบุว่า “การไว้เล็บนั้นต้องไม่เกิน 40 วัน” (รวมทั้งอีก 4 ประการนั้นด้วย) ส่วนความพอดีว่าเมื่อใดสมควรจะตัดเล็บนั้น มีรายงานว่า ท่านศาสดาตัดเล็บเมื่อได้ครบ 15 วัน
       เมื่อประมวลจากหลักการศาสนาแล้ว ถือว่าการไว้เล็บสามรถกระทำได้แต่ต้องไม่เกิน 40 วัน เหตุผลก็คือ อิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก และมืออันเป็นที่อยู่ของเล็บนั้นจำเป็นต้องสะอาดด้วย เพราะหากไม่สะอาดอาจเป็นสื่อให้เชื้อโรคเข้าถึงร่างกายได้ และการไว้เล็บยาวย่อมทำความสะอาดได้ไม่ครบถ้วนเนื่องจากว่าภายใต้เล็บอาจมีสิ่งสกปรกได้เป็นส่วนใหญ่
       ส่วนการทาเล็บนั้น หากผู้ที่เป็นภรรยาและสามีอนุญาตก็สามารถทาได้ ยกเว้นเวลาของการละหมาดซึ่งจำเป็นต้องอาบน้ำละหมาด หากทาเล็บการอาบน้ำละหมาดย่อมใช้ไม่ได้ เพราะยาทาเล็บเป็นวัศดุกั้นน้ำไม่ให้ทั่วถึง ดังนั้น การใช้ยาทาเล็บจะทาได้ก็เฉพาะช่วงเวลาที่ไม่มีการละหมาดเท่านั้นเพราะก่อนละหมาดจำต้องมีการอาบน้ำละหมาดและการอาบน้ำละหมาดต้องให้น้ำทั่วถึงทุกส่วนของอวัยวะอาบน้ำละหมาด เล็บที่อยู่ปลายนิ้วมือถือเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะน้ำละหมาด จึงจำเป็นต้องให้ทั่วถึงด้วย

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: ชายมุสลิมไม่ไว้เคราจะบาปไหม มีโทษหรือเปล่า #492

    sophie
    Participant

    ชายที่มีเคราและไม่ไว้เครา อย่างน้อยก็คือ เป็นมักรู๊ฮ์(ไม่บังควรตามนักวิชาการส่วนน้อย) อย่างมากคือ ฮารอม(ต้องห้ามตามนักวิชาการส่วนใหญ่) หมายความว่า ศาสนาส่งเสริมให้ไว้เคราสำหรับชายที่มีเครา  โดยบัญญัติที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยึดถือก็คือ จำเป็นต้องไว้เครา หากโกนเคราถือว่า ต้องห้าม(เป็นบาป)  ส่วนการตัดเคราส่วนที่ยาวมากเกินไปถือว่าไม่เป็นการบาป(อินซาอัลเลาะห์) ส่วนเหตุผลที่อิสลามส่งเสริมให้ชายไว้เคราคือ เพื่อต้องการที่จะไม่ให้เหมือนพวกมุซริกีน(พวกตั้งภาคี) (วัลลอฮุอะอ์ลัม)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    การปล่อยนกปล่อยปลาเป็นประเพณีความเชื่อของชาวพุทธ ที่ว่านกปลานั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวร หากปล่อยไปแล้วอุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร พวกเขาจะได้อโหสิกรรมให้ ไม่มีเวรต่อกันอีก โดยขณะปล่อยนกปล่อยปลาก็จะมีการกล่าวคาถาและอธิฐาน และการต่ออายุให้ปลาจะเป็นการต่ออายุให้ผู้ปล่อยปลาด้วย ดังนั้น การปล่อยนกปล่อยปลาหากมองในมุมนี้และวิธีการนี้ก็มิใช่เป็นความเชื่อของอิสลาม จึงไม่อาจกระทำตามได้ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งว่า หากเห็นสัตว์ไม่ว่าจะเป็นปลาหรือนกที่ถูกขังอยู่หรือตกอยู่ในอันตรายหากไม่ช่วยเหลือสัตว์นั้นก็จะต้องตาย กรณีเช่นนี้อิสลามสอนให้มีเมตตาสมควรจะปล่อยมันไป ให้มันได้อยู่ตามธรรมชาติของสัตว์ สำหรับการที่มีผู้จับสัตว์มาขังไว้เพื่อขายให้กับคนที่ต้องการปล่อยนกปล่อยปลาหรือเต่าในเชิงการค้า บาปก็จะตกแก่ผู้จับสัตว์นั้นมา และถ้ามีคนปล่อยมากๆ ก็จะเป็นการสนับสนุนให้คนได้จับสัตว์มาขังเพื่อหวังขายชีวิตสัตว์มากขึ้น เหมือนแก๊งจับเด็กมาขอทาน หากเราสงสารให้ทานเด็กเหล่านั้นจะเป็นการส่งเสริมแก๊งจับเด็กเหล่านั้นหรือเปล่า?

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: ชายมุสลิมไม่ไว้เคราจะบาปไหม มีโทษหรือเปล่า #432

    sophie
    Participant

    จริงดิ


    sophie
    Participant

    รอฟัง

กำลังดู 15 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 15 (ของทั้งหมด 15)

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ไอแบงก์ จัดแถลงข่าวการดำเนินงานในรอบปี 2559 และเป้าหมายปี 2560 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม  2560 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) นำโดย   นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย   นางสาววีณา เตชาชัยนิรันดร์     กรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคาร  จัดแถลงข่าว   “การดำเนินงานในรอบปี 2559 และเป้าหมายปี 2560 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น...