28 C
Bangkok
วันพุธ, พฤศจิกายน 14, 2018

sophie

สร้างข้อความตอบกลับฟอรั่มแล้ว

กำลังดู 15 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 15 (ของทั้งหมด 15)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ

  • sophie
    Participant

    การด่ามุสลิมหรือคนทั่วไปจะนับถือศาสนาใดก็ตาม หากศาสนิกชน คนนั้นมิได้เป็นคู่สงครามกับเรา ศาสนาถือว่าเป็นบาปทั้งสิ้น เพราะเป็นการ ละเมิดศักดิ์ศรีบุคคล ถือเป็นการต้องห้ามในศาสนาอิสลาม

    ขอบคุณอาจารย์ซารีฟ ศรีเจริญ
    ที่ช่วยชี้แจงคำตอบในคำถามเหล่านี้


    sophie
    Participant

    การแปรงฟันด้วยไม้ข่อย(อะรอก)หรือด้วยแปรงสีฟัน โดยหลักการเดิมคือส่งเสริมให้กระทำทุกครั้งที่มีการอาบน้ำละหมาด ทุกครั้งที่จะละหมาด และทุกเวลาที่ปากมีกลิ่น ดังนั้น การแปรงฟันสำหรับผู้ศีลอดไม่ว่าก่อนบ่ายหรือหลังบ่าย ก็ถือเป็นการอนุญาตเช่นกัน ตามทัศนะของอะบูหะนีฟะห์ และมาลิก อิหม่ามบะฆอวี กล่าวว่า : การอนุญาตให้แปรงฟันได้ตลอดเวลาของผู้ถือศีลอดนี้ เป็นทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิชาการ โดยยึดหนักฐานที่มีหะดีษรายงานสนับสนุนให้มีการแปรงฟันในทุกเวลาที่อาบน้ำละหมาดและทุกเวลาละหมาด และทั้งสองนั้นก็มีทั้งก่อนบ่ายและหลังบ่าย และมีหะดีษในบันทึกของอะบูดาวูด ติรมีซี จากอามิรบินรอบีอะห์ รายงานว่า “ฉันเห็นท่านนบี (ซ.ล.) บ่อยครั้งที่ท่านแปรงฟันขณะที่ท่านถือศีลอด”
       ส่วนทัศนะของซาฟิอีและอาหมัดว่า มักรู๊ห์ที่ผู้ถือศีลอดจะแปรงฟันหลังดวงอาทิตย์คล้อย และต้องพึงระวังให้มากหากแปรงฟันด้วยยาสีฟัน หรือด้วยไม้ข่อย(อะรอก) ที่มีความสดหรือเปียก มันจะมีรสชาติและปะปนกับน้ำลาย หากกลืนเข้าไปจะทำให้เสียศีลอดได้ โดยยึดหะดีษในบุคอรีและมุสลิม จากอะบีฮุรอยเราะห์ (ร.ฎ.) “แท้จริงท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า : กลิ่นปากของผู้ถือศีลอดนั้น หอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง ณ เบื้องอัลเลาะห์” พวกเขาให้เหตุผลว่า กลิ่นหอมที่ว่านี้ อัลเลาะห์ทรงยกย่อง และถือเป็นความดีของผู้ถือศีลอด ควรจะคงไว้เสมอ เทียบได้เหมือนกับเลือดของนักรบศาสนาที่ตายในสนามรบ ให้ทำการฝังทั้งที่มีเลือดอยู่นั้นโดยไม่ต้องล้างออก และเมื่อผู้ถือศีลอดทำการแปรงฟันกลิ่นนั้นก็จะหายไป นั่นก็หมายถึงว่า ทำให้สิ่งที่อัลเลาะห์ยกย่องหายไปด้วย ดังนั้น จังถือเป็นมักรู๊ห์จะทำการแปรงฟันสำหรับผู้ถือศีลอด และคำถามก็คือ ทำไมต้องหลังบ่าย? คำตอบก็คือ ปกติก่อนบ่ายจะไม่เกิดกลิ่นปาก ซึ่งมันจะเกิดเวลาหลังบ่ายไปแล้ว และมีรายงานหะดีษระดับหะซัน จากยาบิร (ร.ฎ.) ว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า “ประชาชาติของฉันจะได้รับห้าประการในเดือนรอมฎอน แล้วท่านก็นับหนึ่งในห้านั้นคือ : พวกเขาตอนเย็น จะมีกลิ่นปากที่หอมยิ่งกว่าชะมดเชียง ณ เบื้องอัลเลาะห์” ซึ่งมีการระบุว่า ตอนเย็น ดังนั้น ผู้ที่ถือศีลอดจึงควรงดแปรงฟันหลังบ่าย ตามเหตุผลที่กล่าวแล้ว
       ส่วนหะดีษที่ส่งเสริมให้มีการแปรงฟันในทุกๆ เวลานั้น เป็นหะดีษที่พูดถึงสภาวะทั่วไป (อาม) ซึ่งถูกจำกัด(ตัคซีซ) ด้วยหะดีษที่อ้างมาเป็นหลักฐานนี้
    ขอขอบคุณ อ.ชารีฟ ศรีเจริญ


    sophie
    Participant

    โดยปกติสัตว์ที่ศาสนาอนุญาตให้บริโภคได้นั้น หากมันตายโดยมิได้เชือดตามหลักการศาสนา(ซากสัตว์) ถือว่าซากสัตว์นั้นไม่อนุญาตให้บริโภค(ฮารอม)เพราะซากสัตว์ดังกล่าวกลายเป็นนะยิส(สิ่งสกปรก) ยกเว้นสัตว์น้ำเช่น ปลา ศาสนาถือว่าแม้มันตายเองก็อนุญาตให้บริโภคมันได้ เพราะมันไม่เป็นนะยิส(สิ่งสกปรก) ดังนั้น ปลาเมื่อมันตายเองยังกินได้ การเชือดปลาจึงไม่จำเป็น ท่านศาสดา(ซ.ล) กล่าวความว่า “น้ำทะเลนั้นสะอาดและซากสัตว์ทะเลถือว่าเป็นการอนุญาติให้บริโภคได้ ”

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: ไข่ตะพาบ/ไข่เต่าสามารถกินได้ไหม เพราะอะไร #667

    sophie
    Participant

    การกินไข่ตะพาบหรือไข่เต่า จะกินได้หรือไม่ นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า หากกินตะพาบหรือเต่าได้ ก็ถือว่าไข่ของมันกินได้ หากกินตะพาบหรือเต่าไม่ได้ก็กินไข่ของมันไม่ได้ เพราะกรณีตะพาบและเต่าจะฮาลาลกินหรือไม่ ยังมีข้อขัดแย้งกันในหมู่นักวิชาการ บางท่านว่ากินได้(ฮาลาล) และบางท่านว่ากินไม่ได้(ฮารอม) สำหรับแนวทางที่ขอนำเสนอคือ การกินไขเต่าหรือไข่ตะพาบถือว่าเป็นการไม่บังควร(มักรู๊ฮ์) (วัลลอฮุอะอ์ลัม)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: สามีห้ามกินน้ำนมภรรยาจริงหรือไม่ #666

    sophie
    Participant

    การดื่มนมสตรีที่จะถือว่าเป็นแม่นมและลูกนมกัน ซึ่งศาสนาอิสลามกำหนดว่า การผูกพันธ์ระหว่างแม่นมกับลูกนมนั้นไม่สามารถแต่งการกันได้ เพราะถูกบัญญัติห้ามในอัลกุรอานบทอันนิซาอ์โองการที่ 23 และท่านศาสดา(ซ.ล.)กล่าวความว่า “ข้อห้าม(แต่งงาน)อันเนื่องจากการดื่มนม เช่นเดียวกับข้อห้าม(แต่งงาน)อันเนื่องจากเป็นญาติทางสายเลือด” แต่ศาสนาก็มีการกำหนดเงื่อนไขในการให้นมหรือดื่มนมที่จะกลายเป็นญาติที่แต่งงานกันไม่ได้ ซึ่งเงื่อนไขบางส่วนคือ ผู้ให้นมต้องเป็นสตรี ผู้ดื่มนมต้องมีอายุอยู่ในวัยยังไม่หย่านมคือประมาณ 2 ขวบ และต้องดื่ม 5 ครั้งอิ่มเป็นอย่างน้อย ดังนั้น สามีในคำถามจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    การช่วยเหลือกันในฐานะพ่อ แม่ ลูก เป็นสิ่งจำเป็นและควรส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น พ่อแม่จะส่งเงินให้ลูกได้ใช้จ่ายซึ่งเป็นเงินบริสุทธิ์ย่อมกระทำได้

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ภาษาอาหรับก็เป็นภาษาหนึ่งในโลกเหมือนกับภาษาไทย เพียงแต่ว่าในหนังสือภาษาอาหรับนั้นส่วนใหญ่จะมีข้อความที่เกี่ยวข้องกับพระนามอันวิจิตของอัลเลาะห์ นามของท่านศาสดา หรือมีบทพระคัมภีร์อัลกุรอานอยู่ด้วย จึงต้องระวัง หากมีสิ่งดังกล่าวไม่อนุญาต(เป็นบาป)ให้ทิ้งถังขยะแต่ให้ทำลายด้วยการเผาหรือใช้เครื่องทำลายกระดาษที่ไม่เหลือข้อความดังกล่าวแล้วเอาไปทิ้งได้ ถ้าหนังสือภาษาอาหรับที่ไม่มีสิ่งดังกล่าวก็สามารถทิ้งขยะได้(ไม่บาป)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ท่านศาสดาเคยสอนว่า “คนหนึ่งนั้นมักจะอยู่บนพฤติกรรมของเพื่อนเขา ดังนั้น จงพิจารณาเถิดว่าพวกท่านกำลังคบหากับเพื่อนกับผู้ใด” สุภาษิตไทยก็มีว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด  คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” การมีเพื่อนที่ดีถือว่าเป็นความโปรด(เนี๊ยะอ์มัต)ที่อัลเลาะห์ทรงประทานให้ เพื่อนที่ดีอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ เมื่อเราลืมหรือทำไม่ถูกต้องเขาเตือน และเมื่อเราทำถูกและไม่ลืมเขาก็ช่วยเหลือสนับสนุนเรา สำหรับเพื่อนในคำถาม ให้เรากระทำตามคำตอบในข้อ 5 ที่กล่าวแล้ว

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ศาสนาสอนว่า “เมื่อเห็นสิ่งผิดศาสนาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง โดยหากมีกำลังหรืออำนาจก็ต้องใช้อำนาจเปลี่ยนแปลง หากไม่มีกำลังหรือไม่มีอำนาจก็ให้เปลี่ยนแปลงด้วยใช้การตักเตือนด้วยวาจาจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และหากไม่สามารถอีก ก็ให้ใช้หัวใจ กล่าวคือ ขอพรต่ออัลเลาะห์ให้เปลี่ยนแปลงสู่ทางที่ดี” หากกระทำตามขั้นตอนต่างๆแล้วก็ถือพ้นภาระและไม่บาปแล้ว สำหรับประเด็นว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่นั้น ขอตอบว่า อย่างน้อยก็มีผลต่อจิตใจ และหากมุสลิมมาพบเห็นก็จะตำนิเราและบริษัทเรา อาจไม่ทำธุรกิจกับเราก็ได้ และที่สำคัญสถานที่ๆมีการทำผิดต่อศาสนามักขาดความเป็นสิริมงคล(บารอกัต) (วัลลอฮุอะอ์ลัม)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    ประเพณีไหว้เจ้าเป็นประเพณีของชาวจีน ในปีหนึ่งๆ จะมีพระเพณีไหว้เจ้าหลักอยู่ 8 ครั้ง และจะมีการไหว้บรรพบุรุษด้วย โดยจะมีสิ่งของที่จะใช้ไหว้เจ้าเป็นอาหารทั้งคาวและหวาน ส่วนใหญ่จะมี 5 อย่าง(ไม่ค่อยเห็นมีไข่ต้ม) แต่ก็มีประเพณีของชาวพุธที่มีการไหว้เจ้าที่ ซึ่งต้องใช้อาหารทั้งคาวหวานหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือ ไข่ต้ม ประเพณีดังกล่าวมุสลิมมิอาจกระทำและร่วมกระทำได้ เพราะแม้จะเป็นเรื่องของประเพณีแต่เป็นประเพณีที่บวกกับความเชื่อที่ผิดต่อหลักการศาสนา จึงถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด สำหรับแม่ค้าในคำถามนั้น ความคิดของเธอถูกต้องแล้ว เพราะหากรู้แน่ว่าไข่ที่ผู้ซื้อบอกชัดเจนว่าจะเอาไปทำพิธีไหว้เจ้าแก้บน ซึ่งในอิสลามไม่มีสิ่งนี้จึงไม่อาจขายให้ได้ หาไม่แล้วจะถูกข้อหาร่วมมือและช่วยเหลือ ส่วนหากมีคนซื้อไข่ต้มและไม่ได้บอกว่าจะเอาไปทำอะไร แม่ค้ามุสลิมย่อมขายได้ เพราะโดยปกติไข่ต้มเป็นอาหารที่ใช้รับประทานของมนุษย์โดยปกติทั่วไป แม้ตอนหลังทราบว่าเขาเอาไปไหว้เจ้าก็ตาม

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    การตัดเล็บถือเป็นหนึ่งในห้าประการที่ท่านศาสดาส่งเสริมคือ หนึ่ง การขลิบ สองการทำลายขนใต้ร่มผ้า สามการตัดหนวด สี่การตัดเล็บ และห้าการถอนขนรักแร้  ดังการไว้เล็บยาวจึงเป็นการกระทำที่ค้านกับการส่งเสริมของท่านศาสดา มีคำสอนท่านศาสดาระบุว่า “การไว้เล็บนั้นต้องไม่เกิน 40 วัน” (รวมทั้งอีก 4 ประการนั้นด้วย) ส่วนความพอดีว่าเมื่อใดสมควรจะตัดเล็บนั้น มีรายงานว่า ท่านศาสดาตัดเล็บเมื่อได้ครบ 15 วัน
       เมื่อประมวลจากหลักการศาสนาแล้ว ถือว่าการไว้เล็บสามรถกระทำได้แต่ต้องไม่เกิน 40 วัน เหตุผลก็คือ อิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก และมืออันเป็นที่อยู่ของเล็บนั้นจำเป็นต้องสะอาดด้วย เพราะหากไม่สะอาดอาจเป็นสื่อให้เชื้อโรคเข้าถึงร่างกายได้ และการไว้เล็บยาวย่อมทำความสะอาดได้ไม่ครบถ้วนเนื่องจากว่าภายใต้เล็บอาจมีสิ่งสกปรกได้เป็นส่วนใหญ่
       ส่วนการทาเล็บนั้น หากผู้ที่เป็นภรรยาและสามีอนุญาตก็สามารถทาได้ ยกเว้นเวลาของการละหมาดซึ่งจำเป็นต้องอาบน้ำละหมาด หากทาเล็บการอาบน้ำละหมาดย่อมใช้ไม่ได้ เพราะยาทาเล็บเป็นวัศดุกั้นน้ำไม่ให้ทั่วถึง ดังนั้น การใช้ยาทาเล็บจะทาได้ก็เฉพาะช่วงเวลาที่ไม่มีการละหมาดเท่านั้นเพราะก่อนละหมาดจำต้องมีการอาบน้ำละหมาดและการอาบน้ำละหมาดต้องให้น้ำทั่วถึงทุกส่วนของอวัยวะอาบน้ำละหมาด เล็บที่อยู่ปลายนิ้วมือถือเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะน้ำละหมาด จึงจำเป็นต้องให้ทั่วถึงด้วย

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: ชายมุสลิมไม่ไว้เคราจะบาปไหม มีโทษหรือเปล่า #492

    sophie
    Participant

    ชายที่มีเคราและไม่ไว้เครา อย่างน้อยก็คือ เป็นมักรู๊ฮ์(ไม่บังควรตามนักวิชาการส่วนน้อย) อย่างมากคือ ฮารอม(ต้องห้ามตามนักวิชาการส่วนใหญ่) หมายความว่า ศาสนาส่งเสริมให้ไว้เคราสำหรับชายที่มีเครา  โดยบัญญัติที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยึดถือก็คือ จำเป็นต้องไว้เครา หากโกนเคราถือว่า ต้องห้าม(เป็นบาป)  ส่วนการตัดเคราส่วนที่ยาวมากเกินไปถือว่าไม่เป็นการบาป(อินซาอัลเลาะห์) ส่วนเหตุผลที่อิสลามส่งเสริมให้ชายไว้เคราคือ เพื่อต้องการที่จะไม่ให้เหมือนพวกมุซริกีน(พวกตั้งภาคี) (วัลลอฮุอะอ์ลัม)

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม


    sophie
    Participant

    การปล่อยนกปล่อยปลาเป็นประเพณีความเชื่อของชาวพุทธ ที่ว่านกปลานั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวร หากปล่อยไปแล้วอุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร พวกเขาจะได้อโหสิกรรมให้ ไม่มีเวรต่อกันอีก โดยขณะปล่อยนกปล่อยปลาก็จะมีการกล่าวคาถาและอธิฐาน และการต่ออายุให้ปลาจะเป็นการต่ออายุให้ผู้ปล่อยปลาด้วย ดังนั้น การปล่อยนกปล่อยปลาหากมองในมุมนี้และวิธีการนี้ก็มิใช่เป็นความเชื่อของอิสลาม จึงไม่อาจกระทำตามได้ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งว่า หากเห็นสัตว์ไม่ว่าจะเป็นปลาหรือนกที่ถูกขังอยู่หรือตกอยู่ในอันตรายหากไม่ช่วยเหลือสัตว์นั้นก็จะต้องตาย กรณีเช่นนี้อิสลามสอนให้มีเมตตาสมควรจะปล่อยมันไป ให้มันได้อยู่ตามธรรมชาติของสัตว์ สำหรับการที่มีผู้จับสัตว์มาขังไว้เพื่อขายให้กับคนที่ต้องการปล่อยนกปล่อยปลาหรือเต่าในเชิงการค้า บาปก็จะตกแก่ผู้จับสัตว์นั้นมา และถ้ามีคนปล่อยมากๆ ก็จะเป็นการสนับสนุนให้คนได้จับสัตว์มาขังเพื่อหวังขายชีวิตสัตว์มากขึ้น เหมือนแก๊งจับเด็กมาขอทาน หากเราสงสารให้ทานเด็กเหล่านั้นจะเป็นการส่งเสริมแก๊งจับเด็กเหล่านั้นหรือเปล่า?

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

    เพื่อตอบกลับ: ชายมุสลิมไม่ไว้เคราจะบาปไหม มีโทษหรือเปล่า #432

    sophie
    Participant

    จริงดิ


    sophie
    Participant

    รอฟัง

กำลังดู 15 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 15 (ของทั้งหมด 15)

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

ปชช.ทยอยเดินทางเข้ากทม.หลังหยุดปีใหม่ บขส.ยันรถพอ

บรรยากาศการเดินทางของประชาชน บริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ในวันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ประชาชนได้ทยอยเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวกลับเข้าสู่การดำเนินชีวิตตามปกติ และเตรียมพร้อมกับการทำงาน หลังจากได้เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 โดยกระบวนรถไฟที่เทียบชานชาลาส่วนใหญ่จะมาจากเส้นทางสายยาว เช่น อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก ส่งผลให้บรรยากาศที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเริ่มคึกคัก แต่ภาพรวมขณะนี้ถือว่ายังไม่หนาตา หรือแออัดมากนัก ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ที่โดยสารรถไฟกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ต่างพกพาสัมภาระ อาหาร ของฝากติดตัวกลับมาจากการเดินทางด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพกเสบียงโดยเฉพาะข้าวสารกระสอบ ผัก ผลไม้...