26.5 C
Bangkok
วันจันทร์, กันยายน 24, 2018

ทำไมผู้หญิงอิสลามถึงไม่ให้ไว้เล็บ และทาเล็บ

ฟอรั่ม พูดคุยทั่วไป ทำไมผู้หญิงอิสลามถึงไม่ให้ไว้เล็บ และทาเล็บ

กระทู้นี้ประกอบด้วย 1 ข้อความตอบกลับ มี 2 เสียง และอัปเดตครั้งสุดท้ายโดย  sophie 1 ปี, 8 เดือน มาแล้ว

กำลังดู 2 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 2 (ของทั้งหมด 2)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #271
    Facebook Profile photo
    admin
    Keymaster

    ไว้ไม่ได้หรอค่ะ

    #493

    sophie
    Participant

    การตัดเล็บถือเป็นหนึ่งในห้าประการที่ท่านศาสดาส่งเสริมคือ หนึ่ง การขลิบ สองการทำลายขนใต้ร่มผ้า สามการตัดหนวด สี่การตัดเล็บ และห้าการถอนขนรักแร้  ดังการไว้เล็บยาวจึงเป็นการกระทำที่ค้านกับการส่งเสริมของท่านศาสดา มีคำสอนท่านศาสดาระบุว่า “การไว้เล็บนั้นต้องไม่เกิน 40 วัน” (รวมทั้งอีก 4 ประการนั้นด้วย) ส่วนความพอดีว่าเมื่อใดสมควรจะตัดเล็บนั้น มีรายงานว่า ท่านศาสดาตัดเล็บเมื่อได้ครบ 15 วัน
       เมื่อประมวลจากหลักการศาสนาแล้ว ถือว่าการไว้เล็บสามรถกระทำได้แต่ต้องไม่เกิน 40 วัน เหตุผลก็คือ อิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก และมืออันเป็นที่อยู่ของเล็บนั้นจำเป็นต้องสะอาดด้วย เพราะหากไม่สะอาดอาจเป็นสื่อให้เชื้อโรคเข้าถึงร่างกายได้ และการไว้เล็บยาวย่อมทำความสะอาดได้ไม่ครบถ้วนเนื่องจากว่าภายใต้เล็บอาจมีสิ่งสกปรกได้เป็นส่วนใหญ่
       ส่วนการทาเล็บนั้น หากผู้ที่เป็นภรรยาและสามีอนุญาตก็สามารถทาได้ ยกเว้นเวลาของการละหมาดซึ่งจำเป็นต้องอาบน้ำละหมาด หากทาเล็บการอาบน้ำละหมาดย่อมใช้ไม่ได้ เพราะยาทาเล็บเป็นวัศดุกั้นน้ำไม่ให้ทั่วถึง ดังนั้น การใช้ยาทาเล็บจะทาได้ก็เฉพาะช่วงเวลาที่ไม่มีการละหมาดเท่านั้นเพราะก่อนละหมาดจำต้องมีการอาบน้ำละหมาดและการอาบน้ำละหมาดต้องให้น้ำทั่วถึงทุกส่วนของอวัยวะอาบน้ำละหมาด เล็บที่อยู่ปลายนิ้วมือถือเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะน้ำละหมาด จึงจำเป็นต้องให้ทั่วถึงด้วย

    ขอขอบคุณ อ.ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ ที่ช่วยชี้แจงคำถาม

กำลังดู 2 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 2 (ของทั้งหมด 2)

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้

ข่าวเด็ด

โพสล่าสุด

องค์การความร่วมมืออิสลามจัดบูธต่อต้านอิสลามโมโฟเบียในกรุงลอนดอน

องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จะจัดบูธต่อต้านอิสลามโมโฟเบียในกรุงลอนดอน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อและผู้แทนภาคประชาสังคมเพื่ออธิบายรายละเอียดการต่อต้านอิสลามโมโฟเบีย การจัดบูธในครั้งนี้ได้ร่วมกับองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอิสลาม (ISESCO) และเป็นเจ้าภาพโดยศูนย์วัฒนธรรมอิสลาม (ICC) ในกรุงลอนดอน ผู้เข้าร่วมจะมองไปที่ปรากฏการณ์ของอิสลามโมโฟเบีย จากมุมมองด้านกฎหมายและด้านสิทธิมนุษยชนรวมถึงวิธีการที่ได้รับการคุ้มครองและจัดการหรือส่งเสริมในสื่อตลอดจนบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการจัดการกับการเหยียดผิวการเกลียดชังและการหมิ่นประมาทศาสนา