ในช่วงเวลาที่สองมหาอำนาจใหญ่ของโลกคืออาณาจักรโรมันไบแซนตินและอาณาจักรเปอร์เซียแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือคาบสมุทรอาหรับก่อนสมัยอิสลามนั้น คาบสมุทรอาหรับไม่มีรัฐบาลกลางเหมือนมหาอาณาจักรทั้งสอง แต่ชาวอาหรับปกครองโดยเผ่าใหญ่ๆที่ประกอบด้วยหลายตระกูล แต่ละเผ่าจะมีหัวหน้าเผ่าที่รวมตัวกันเป็นสภาผู้ปกครองโดยแต่ละเผ่าจะได้รับมอบหมายหน้าที่ต่างๆ ที่จำเป็นในเวลานั้น เช่น หน้าที่การดูแลต้อนรับผู้มาทำฮัจย์เป็นของเผ่ากุเรช โดยตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺเป็นผู้ดูและก๊ะอฺบ๊ะฮฺและรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺ เป็นต้น

ก๊ะอฺบ๊ะฮฺเป็นอาคารที่อับราฮัมบรรพบุรุษของชาวอาหรับและลูกหลานอิสราเอลสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียวและเป็นจุดศูนย์กลางในการทำฮัจย์ของผู้ศรัทธาในพระเจ้ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

 

23519076_917381711771417_756580670974694119_n-copy

 

แต่หลังจากอับราฮัมและอิสมาอีลลูกชายคนแรกของท่านจากไปได้ไม่นาน ชาวอาหรับก็หลงลืมคำสอนของอับราฮัมจนถึงกับนำเอาเจว็ดบูชาสารพัดรูปร่างมาตั้งไว้ทั้งภายในและรอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺถึง 360 องค์ ชา;อาหรับเคารพสักการะวัตถุบูชาเหล่านี้เหมือนกับพระเจ้า

เมื่อนบีมูฮัมหมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามโดยเชิญชวนให้ชาวอาหรับเลิกเคารพสักการะวัตถุบูชาเหล่านั้นและหันมาสู่การเคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว ชาวอาหรับโดยเฉพาะชนชั้นผู้ปกครองได้ต่อต้านและหาทางกำจัดท่าน แต่เนื่องจากท่านเกิดในตระกูลใหญ่ที่มีลุงเป็นหัวหน้าตระกูลและเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้ปกครอง ท่านจึงได้รับการคุ้มครอง

แต่เมื่อลุงของท่านเสียชีวิตไปและนบีมูฮัมหมัดไม่มีผู้คุ้มครอง หัวหน้าเผ่าชาวอาหรับจึงวางแผนลอบสังหารท่าน ดังนั้น ท่านจึงต้องอพยพออกจากเมืองมักกะห์ไปอยู่ที่เมืองมาดีนะห์ เพียงเวลาแปดปี มีผู้คนหันมารับนับถืออิสลามมากขึ้นและนบีมูฮัมหมัดสามารถรวบรวมกำลังคนได้จำนวนหมื่นคน ท่านจึงนำผู้คนเหล่านั้นกลับมายึดมักกะห์ได้อย่างสันติ

เมื่อยึดมักกะห์ได้ สิ่งที่ท่านทำคือท่านได้ตรงไปที่ก๊ะอฺบ๊ะฮฺและสั่งให้ทำลายเจว็ดบูชาทั้งหลายที่อยู่รายรอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺ ในตอนนั้น ท่านนบีมูฮัมหมัดต้องการเข้าไปข้างในก๊ะอฺบ๊ะฮฺ แต่ประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺปิดอยู่ ท่านรู้ว่าผู้เก็บรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺ คืออุษมาน บินฏ็อลฮะฮฺ ท่านจึงสั่งให้คนไปตามตัวเขามา

 

23559483_917381651771423_3331413635001172475_n-copy

 

ท่านผู้อ่านกรุณาเข้าใจด้วยว่าหน้าที่ในการรักษากุญแจก๊ะอฺบ๊ะฮฺนั้นเป็นหน้าที่อันมีเกียรติสูงส่งและบรรดาหัวหน้าเผ่าชาวอาหรับได้ทำสัญญามอบหน้าที่นี้ให้แก่ตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺ ในตอนที่นบีมูฮัมหมัดอยู่ในมักกะห์ก่อนการอพยพ อุษมานไม่ยอมให้นบีมูฮัมหมัดเข้าไปละหมาดในก๊ะอฺบ๊ะฮฺ เพราะเขาไม่ศรัทธาในนบีมูฮัมหมัด

แต่เมื่อนบีมูฮัมหมัดยึดมักกะห์ได้ อุษมานไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงรับอิสลามและต้องมอบกุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺให้แก่นบีมูฮัมหมัดซึ่งทำให้อุษมานรู้สึกว่าตัวเองต้องเสียเกียรติและศักดิ์ศรีถ้านบีมูฮัมหมัดเอากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺไปให้ผู้อื่นเก็บรักษา เขาจึงขอร้องนบีมูฮัมหมัดให้คืนเกียรติยศของการเก็บรักษากุญแจก๊ะอฺบ๊ะฮฺแก่เขา ในเวลานั้น มุสลิมจำนวนหลายพันต่างเฝ้ามองว่าใครจะเป็นผู้เก็บรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺคนใหม่

ระหว่างที่ทุกคนนิ่งเงียบรอการตัดสินใจอยู่นั้น นบีมูฮัมหมัดได้ทำลายความเงียบลงด้วยการเปิดประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺและทำลายวัตถุบูชาทั้งหมดที่อยู่ในนั้น หลังจากนั้น ท่านได้หันมามองอุษมานด้วยความเคารพและกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันแห่งความจงรักภักดีและความยำเกรงพระเจ้า เอากุญแจนี้คืนไป และจากวันนี้จนถึงวันสิ้นโลก ไม่มีใครจะเอามันไปจากตระกูลของท่านได้นอกจากคนผู้นั้นเป็นผู้ละเมิด”

 

maxresdefault-copy

 

จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 1,400 ปี หน้าที่ในการดูแลรักษากุญแจประตูก๊ะอฺบ๊ะฮฺยังคงถูกสืบทอดกันมาในตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺจนถึงปัจจุบัน แม้ลักษณะของกุญแจจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยก็ตาม ไม่มีใครกล้าเอากุญแจนั้นมาจากตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺเพราะเกรงว่าตัวเองจะตกเป็นผู้ละเมิดตามคำพูดของนบีมูฮัมหมัด

แม้ในปัจจุบัน คาบสมุทรอาหรับมีรัฐบาลกลางแล้ว แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียต้องการเข้าไปทำความสะอาดประจำปีเพื่อเตรียมการต้อนรับผู้มาทำฮัจย์ พวกเขาก็ต้องไปขอรับจากตระกูลบนีชัยบ๊ะฮฺ

 

ขอบคุณ อาจารย์ บรรจง บินกาซัน