วันนี้ (2 มี.ค.62) เวลา 08.00 น.ที่สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน สวนขวัญเมือง เทศบาลนครยะลา นายอนุชิต ตระกูลมุฑุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานการเปิดการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ครั้งที่ 34 ซึ่งเทศบาลนครยะลา ร่วมกับ จังหวัดยะลา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 2-3 มีนาคม 2562 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์เผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงนกเขาชวา ยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ของผู้เลี้ยงนกเขาชวาในระดับภูมิภาคอาเซียนให้สูงขึ้น

โดยในปีนี้มีผู้นิยมเลี้ยงนกเขาชวาเสียงหรือชาวชวาวงศ์จากหลากหลายพื้นที่ทั้งภายในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย นำนกมาร่วมแข่งขันเป็นจำนวนกว่า 2,000 นก

นายนิธิเดช พระโพธ์ เจ้าของนกเขาชวา “เพชรเมืองจันร์” เปิดเผยว่า ตนได้นำนกเขาเข้าร่วมการแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนในสนามจังหวัดยะลาครั้งนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อีกอย่างเพื่อจะได้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและมิตรภาพที่ดีกับกลุ่มชาวชวาวงศ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนชื่อของนกเขาที่เข้าร่วมแข่งขัน นั้นมีชื่อว่า “เพชรเมืองจันร์” นกตัวนี้ได้ซื้อมาในราคา 400,000 บาท ผ่านการแข่งขันมาหลายสนาม และคาดหวังว่าจะได้แชมป์การแข่งขันในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

ขณะที่ นาย แอ ปียา เจ้าของนกเขาชวา “มัสยา” ซึ่งได้แชมป์ในปีที่ผ่านมา ชนะประเภทเสียงกลางและเสียงรวมA, B, C เปิดเผยว่า ในปีนี้ 2562 ตนได้นำนกมาลงสมัครการแข่งขันด้วย และคาดหวังว่าจะสามารถคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 2 ในครั้งนี้

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มต้นจัดงานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ในปีพ.ศ. 2529 ถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่ากิจกรรมนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดยะลา โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนก ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างธุรกิจฟาร์มนกและการเพาะเลี้ยงนกเพื่อขายทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถัดมายังธุรกิจกลางน้ำ อาทิ กลุ่มอาชีพทำกรงนก หัวกรงนก ตะขอกรงนก กลุ่มอาชีพตัดเย็บผ้าคลุมกรงนก กลุ่มผลิตอาหาร อาหารเสริม และยารักษาโรคสำหรับนก รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหิน ผลไม้พื้นเมืองจังหวัดยะลา จากเดิมที่เคยมีราคาเพียงหวีละ 15–20 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 45-60 บาท ตลอดจนอาหารนกชนิดอื่นๆ เช่น หนอนนก ผักผลไม้ ฯลฯ และธุรกิจปลายน้ำอย่างร้านน้ำชา ธุรกิจโรงแรม การขนส่ง ร้านอาหาร OTOP สินค้าที่นำมาเป็นของรางวัลทุกประเภท ของที่ระลึก หรือสินค้าที่นำมาวางขายรอบๆสนามแข่งขันก็ได้รับผลพลอยได้ที่ดีขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ ในภาพรวมถือว่ากิจกรรมนี้ส่งผลให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชน เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้มาเยือนเกิดความประทับใจแล้ว กลับไปเชิญชวนผู้อื่นให้เดินทางมาเที่ยวจังหวัดยะลา อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสมานฉันท์จากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนาของผู้ร่วมงานที่เดินทางมาใช้กิจกรรมและความสนใจร่วมกัน กระทั่งเกิดความสัมพันธ์ที่ดีนำไปสู่ความสันติสุขในสังคมต่อไป

 

ที่มา : ThaiNews

แบ่งปัน