ทุกครั้งเมื่อเกิดความเสียหายรุนแรงกับศาสนสถานหรือโบราณสถานเก่าแก่ไม่ว่าจะเป็นของศาสนาใด ตั้งอยู่ที่ไหนของโลก และไม่ว่าจะด้วยเหตุจากฝีมือมนุษย์หรือจากภัยธรรมชาติ เช่น ทั้งแผ่นดินไหว อัคคีภัย อุทกภัย สงคราม การก่อการร้าย ฯลฯ ก็จะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมวลมนุษยชาติที่มีอารยธรรมทั่วโลกอย่างไม่แบ่งแยก โดยมองว่าเป็นสมบัติหรือมรดกโลกที่ทุกคนเป็นเจ้าของ และต้องร่วมกันรักษาไว้เพื่อให้ได้ชื่นชมส่งต่อความงดงามและร่องรอยประวัติศาสตร์จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ศาสนาอิสลามจึงห้ามไม่ให้ทำลายศาสนสถานใดแม้ในยามสงคราม เพราะเห็นถึงคุณค่าทางใจของศาสนสถานที่เชื่อมโยงกับผู้คนจำนวนมาก ทั้งนักบวช ผู้ศรัทธา นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักท่องเที่ยว สถาปนิก ฯลฯ

ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์” อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ให้สัมภาษณ์กับทางหนังสือพิมพ์กัมปงไทยถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้มหาวิหารน็อทร์-ดาม กรุงปารีส จนวอดไปส่วนหนึ่งเมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา และเหตุเพลิงไหม้ที่บริเวณมัสยิดอัล-อักซอ กรุงเยรูซาเล็ม ในเวลาไล่เลี่ยกัน ว่า “สองเหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียไม่เฉพาะในทางกายภาพต่อศาสนสถานที่สำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกอีกด้วย”

ผศ.ดร. มาโนชญ์ กล่าวต่อว่า “แม้ข่าวสารที่ปรากฏและการให้ความสนใจของโลกจะเน้นไปที่เหตุเพลิงไหม้มหาวิหารน็อร์ทเทอ-ดาม มากกว่ามัสยิดอัล-อักซอ ทั้งที่เป็นศาสนสถานสำคัญของโลกและเก่าแก่เหมือนกันก็ตาม จนนำไปสู่การเปรียบเทียบหรือตั้งข้อสังเกตต่างๆ นานา”

“แต่หากพิจารณาให้ดีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนักที่สื่อและโลกจะให้ความสนใจกับกรณีน็อทร์-ดาม เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับมัสยิดอัล-อักซอ ทั้งนี้อาจเพราะหลายสาเหตุ โดยเฉพาะความเสียหายของน็อทร์-ดาม ที่มากกว่าและยากต่อการบูรณะ  อีกเหตุผลสำคัญคือมหาวิหารน็อทร์-ดาม นอกจากมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนาและสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว ยังตั้งอยู่ที่กรุงปารีสซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก หลายคนไปฝรั่งเศสก็จะต้องแวะไปเที่ยวชมและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ดังนั้น การรับรู้และความผูกพันของมหาวิหารน็อทร์-ดาม จึงมีผลต่อความรู้สึกโลกเป็นอย่างมาก”

 

_106476320_hi053456211

 

“แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามัสยิด อัล-อักซอ จะไม่สำคัญหรือสำคัญเฉพาะต่อชาวมุสลิม แต่เป็นเพราะมัสยิดอัล-อักศอ ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ปัจจุบันอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอลอย่างไม่ชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเข้าถึงได้อยาก มีข่าวคราวความรุนแรงและการถูกปิดล้อมโดยอิสราเอลเป็นระยะๆ นักท่องเที่ยวและนักแสวงบุญที่เดินทางไปมัสยิดแห่งนี้ก็ค่อนข้างจำกัดเฉพาะกลุ่มอันเนื่องมาจากเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ”

“ลองคิดอีกแบบ ย้อนกลับไป 72 ปีที่แล้ว หรือเมื่อ ค.ศ. 1947 หากสหประชาชาติไม่ออกมติ 181 ตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในดินแดนอาหรับ วันนี้เราอาจเห็นประเทศปาเลสไตน์ที่รุ่งเรื่องโดยมีเมืองหลวงคือเยรูซาเล็มที่สงบเรียบร้อย บ้านเมืองสวยงาม เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกไม่ต่างจากปารีส ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศคงได้รับรู้ได้สัมผัสได้มีประสบการณ์ผู้พันธ์กับมัสยิดอัล-อักซอ ในลักษณะเดียวกับมหาวิหารที่งดงามอย่างน็อทร์-ดาม ที่สำคัญคือข่าวเพลิงไหม้มัสยิดอัล-อักศอวันนี้ ก็คงได้รับความสนใจจากทั่วโลกในระดับเดียวกัน”

“ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โลกจะรู้สึกเศร้าโศกเสียใจไปกับคนฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่น็อทร์- ดาม ส่วนโลกมุสลิมที่รู้สึกเป็นห่วงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมัสยิดอัล-อักซอ ก็ควรร่วมแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนฝรั่งเศส ชาวโลก และชาวคริสเตียนต่อการสูญเสียครั้งนี้”

“ในอีกด้านหนึ่ง โลกก็ต้องช่วยกันตระหนักถึงการยกระดับการป้องกันศาสนสถานจากความเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ และเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมองความสูญเสียของศาสนสถานของผู้อื่นด้วยความเมินเฉยหรือความสะใจ นอกจากนั้น ศาสนสถานควรได้รับการเคารพและไม่ควรมีอำนาจที่ไม่ชอบธรรมมาครอบครองหรือกีดกันการเข้าถึงความเป็นเจ้าของ ๆ ศาสนิกนั้น เช่น กรณีที่อิสราเอลปฏิบัติกับชาวปาเลสไตน์และมัสยิดอัล-อักซอ”

 

20190416_aqsa_fire_resources1-large

 

ความสำคัญของมัสยิดอัลอักซอ และมหาวิหารน็อร์ทเทอดาม

ผศ.ดร. มาโนชญ์ กล่าวว่า “มัสยิดอัล-อักซอ ถือเป็นมัสยิดที่เก่าแก่และสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของศาสนาอิสลาม ตั้งอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม สร้างขึ้นในสมัยศาสดาสุไลมาน หรือกว่า 2000 ปีที่แล้ว เป็นมัสยิดแห่งที่สองของโลก เป็นมัสยิดที่มีความสำคัญเป็นอันดับสาม รองจากมัสยิด อัลหะรอม ที่นครมักกะห์ และมัสยิด อัลนะบะวีย์ ที่นครมาดีนะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นชุมทิศแรก (กิบลัต) ที่มุสลิมหันหน้าไปในระหว่างทำการละหมาด (ก่อนจะเปลี่ยนทิศไปทางนครมักกะห์) มัสยิดอัล-อักซอ ยังเป็นสถานที่ซึ่งศาสดามูฮัมมัด ได้ละหมาดก่อนที่จะถูกนำตัวสู่ชั้นฟ้าในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “อิสรออ์และมิอ์รอจญ์” นอกจากนี้ในอัลกุรอาน อัลลอฮยังได้กล่าวถึงมัสยิดและดินแดนแห่งนี้ว่าเป็น “สถานที่ได้รับความจำเริญโดยรอบ” ( อัลอิสร็ออฺ: 1)

“ในอีกด้านหนึ่ง ขบวนการไซออนิสต์ก็มีเป้าหมายยึดครองเยรูซาเล็มเพราะเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของ The Temple Mount หรือพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสร้างโดยศาสดาโซโลมอน (หรือที่มุสลิมศาสดาสุไลมาน) แต่ถูกทำลายลงถึงสองครั้งในยุคบาบิโลน และในยุคโรมัน เหลือเพียงซากกำแพงที่เป็นที่มาของ “กำแพงร้องไห้” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกที่เรียกกันว่า “Western Wall” ยิวออร์โธดอกซ์ตั้งความหวังรอการสร้างพระวิหารขึ้นมาใหม่ โดยเชื่อว่าต้องรื้อถอนมัสยิดอัล-อักซอ และโดมทองศิลาของชาวมุสลิมเสียก่อน อ้างว่าเบื้องล่างของศาสนสถานของมุสลิมเหล่านี้คือซากของวิหารโซโลมอน”

“ด้วยเหตุนี้ มัสยิดอัล-อักซอ จึงมีความสำคัญมากต่อมุสลิมทั้งในแง่ของศาสนาและประวัติศาสตร์ ตลอดจนในแง่ของดินแดนที่ต้องเฝ้าระวังการรุกคืบของอิสราเอลในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ ในค.ศ. 1969 เกิดเหตุรอบวางเพลิงมัสยิดอัล-อักซอ ส่งผลให้โลกมุสลิมตื่นตัวและนำไปสู่การตั้งองค์การความร่วมมือโลกอิสลามที่เรียกว่า องค์การการประชุมโลกอิสลาม หรือ Organization of Islamic Conference (OIC: ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นองค์การความร่วมมือโลกอิสลาม หรือ Organization of Islamic Cooperation)”

 

Notre Dame de Paris cathedral, France. The most popular city landmark
Notre Dame de Paris cathedral, France. The most popular city landmark

 

“ส่วนมหาวิหารน็อทร์-ดาม ก็เป็นศาสนสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาวคริสเตียน และเป็นมรดกโลกด้วย น็อทร์-ดาม สร้างขึ้นมาในยุคกลางในช่วงที่ศาสนาคริสต์กำลังรุ่งเรื่อง ปัจจุบันอายุเก่าแก่กว่า 850 ปี ศาสนสถานแห่งนี้เพื่อเป็นอาสนวิหารหรือเป็นที่พำนักของสังฆราช เริ่มสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1163 กว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาประมาณ 200 ปี”

“มหาวิหารแห่งนี้เป็นที่เก็บสิ่งของสำคัญ 3 ชิ้นของพระเยซู ได้แก่ มงกุฎหนามตอนพระเยซูถูกตรึงกางเขน ตะปูที่ถูกตรึงกางเขน และส่วนหนึ่งของไม้ที่ตรึงกางเขน นอกจากนี้ ในบริเวณมหาวิหารยังมีภาพเขียนของศาสนาคริสต์ มีรูปปั้นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และ 14 และสัตว์ในเทพนิยายอีกด้วย”

“น็อทร์-ดาม เคยเสียหายมาแล้วในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศสหรือในช่วง ค.ศ. 1793 เมื่อมีกระแสต่อต้านศาสนาเกิดขึ้นและทำให้มวลชนบุกทำลายวิหารจนเสียหายหนัก”

“ดังนั้น นอกจากสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว มหาวิหารน็อทร์-ดาม ยังมีคุณค่าทางใจกับชาวคริสต์ทั่วโลกอีกด้วย”

 

78030564950100980551no

 

ฉวยโอกาสในวิกฤต โยงก่อการร้ายมุสลิม กระตุ้นกระแสหวาดกลัวอิสลามในยุโรป

ผศ.ดร. มาโนชญ์ กล่าว่า “ทางการฝรั่งเศสยืนยันว่าเหตุเพลิงไหม้ที่มหาวิหารน็อทร์-ดาม เกิดจากอุบัติเหตุและไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าเป็นการลอบวางเพลิงหรือการก่อการร้ายเลย แต่ก็มีความพยายามของกลุ่มที่มีแนวคิดขวาจัดต่อต้านอิสลาม หรือสื่อในโลกออนไลน์บางเว็บไซต์พยายามจะโยงเรื่องนี้ว่าเป็นฝีมือของมุสลิมทั้งที่ไม่มีหลักฐานใด ๆ อันเป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังกระตุ้นกระแสอิสลามโมโฟเบีย (Islamophobia) หรือโรคหวาดกลัวอิสลามมากขึ้นในยุโรป”

“มีความพยายามหลายๆ รูปแบบที่จะโยงเหตุไฟไหม้ครั้งนี้เข้ากับการก่อการร้าย เช่น เว็บไซต์อินโฟวอร์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่นิยมชมชอบการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด ได้เผยแพร่เนื้อหาของทวิตเตอร์หนึ่งซึ่งเจ้าของคือ Chris Hale แต่เขาได้ลบไปแล้ว โดยในทวิตเตอร์นั้นอ้างว่า รู้จักพนักงานในมหาวิหารนี้คนหนึ่งบอกว่าเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ แต่มีผู้จงใจก่อเหตุ”

“นอกจากนี้ยังมีการจับภาพหน้าจอบัญชีผู้ใช้เฟสบุ๊คที่เชื่อว่าเป็นมุสลิม กดสัญญาลักษณ์แสดงความรู้สึกหัวเราะให้กับวิดีโอเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนี้ ซึ่งมันทำให้ผู้เห็นอาจเข้าใจได้ว่ามุสลิมรู้สึกซะใจกับเหตุการณ์นี้ ผลคือมุสลิมถูกมองในแง่ลบอีก”

“แม้แต่สำนักข่าว CNN ยังถูกปลอมบัญชีผู้ใช้งานในทวิตเตอร์ โดยพาดหัวและมีการส่งต่อ ๆ กันว่า “CNN ยืนยันว่าเพลิงไหม้น็อทร์-ดาม เป็นการก่อการร้าย”  สำนักข่าวชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง ฟอกซ์ นิวส์ ก็ถูกปลอมบัญชีพร้อมเนื้อหาว่า “อิลฮาน โอมาร์ ซึ่งเป็น ส.ส. มุสลิมจากรัฐมินเนสโวตา กล่าวเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ว่า พวกเขาได้รับกรรมที่ก่อไว้แล้ว”

 

al-aqsa-mosque-in-jerusalem-catches-fire-when-notre-dame-was-burning

 

เว็บไซต์ ญิฮาดวอทช์ (Jihad Watch) ซึ่งเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ข่าวสารต่อต้านอิสลามได้โพสต์บทความเก่าที่ไม่เกี่ยวกับเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ แต่เป็นข่าวที่ตำรวจฝรั่งเศสเคยจับกุมสตรีมุสลิมรายหนึ่งที่วางแผนระเบิดรถยนต์ใกล้วิหารน็อทร์-ดาม เมื่อ ค.ศ. 2016 ซึ่งบทความพาดหัวว่า “Muslim girl ‘in search of love’ plotted to blow up car paced with gas canisters near Notre Dame cathedral”

“นอกจากนี้ ยังมีภาพและวิดีโอปลอมออกมามากมายที่มีเจตนาเชื่อมโยงมุสลิมในเชิงลบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ เช่น เอาภาพมหาวิหารแห่งอื่นมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด มีคลิปวิดีโอปลอมที่มีการปล่อยเสียงมุสลิมตะโกนในระหว่างไฟไหม้ว่า “อัลลอฮุอักบัร” หรือพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ และอื่นๆ อีกมากมาย”

“แม้สื่อกระแสหลักจะรายงานตรงกันว่าเพลิงไหม้ครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุ แต่การปล่อยข่าวปลอมในโลกของสื่อออนไลน์สมัยใหม่ ก็อาจทำให้กลุ่มคนที่มีแนวคิดต่อต้านอิสลามอยู่แล้วในยุโรปหลงเชื่อได้ง่ายหรือไม่ก็ใช้โอกาสนี้กระพือความเกลียดชังและกระแสต่อต้านอิสลามมากขึ้น”

“หากเราดูให้ดี ตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายกราดยิงมัสยิดที่นิวซีแลนด์ เหตุการณ์เพลิงไหม้มหาวิหารน็อทร์-ดาม มาจนถึงล่าสุดเหตุก่อการร้ายโจมตีโบสถ์คริสต์ในศรีลังกาที่ผ่านมา สัญลักษณ์ทางศาสนาเป็นทั้งเป้าหมายในการโจมตี และเป็นเงื่อนไขที่พร้อมถูกนำมาปลุกปั่นให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคม ดังนั้น ประชาคมโลกควรจับมือกันต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง แสขวาจัด และกระแสอิสลามโมโฟเบีย อย่างมีเอกภาพ ก่อนที่เชื้อไฟแห่งความเกลียดชังและความรุนแรงจะขยายวงกว้างไปมากกว่านี้”

 

ขอขอบคุณ : ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

22-1