คัมภีร์อัลกุรอานนั้นถือได้ว่าเป็นธรรมนูญสูงสุดของประชาชาติอิสลาม เป็นทางนำแห่งชีวิต เป็นคลังของวิทยาการต่างๆมากมาย อีกทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันการเป็นศาสนฑูตของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้เป็นอย่างดี เป็นคำภีร์ที่ท้าทายชนทุกยุคสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่าถ้าแน่จริงลองประพันธ์มาสัก 1 ซูเราะฮ์สั้นๆสิที่เหมือนกับอัลกุรอาน แต่ก็ไม่มีใครสามารถประพันธ์สิ่งที่เหมือนกับอัลกุรอานได้แม้เพียงอายะฮ์เดียว ถึงแม้จะเป็นชาวอาหรับที่มีความเชี่ยวชาญในภาษาอาหรับมากแค่ไหนก็ตาม การอ่านคัมภีร์อัลกุรอานนั้นถือว่าเป็นอิบาดะฮ์ (ความดี) ที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างแน่นอนตามที่ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้บอกกับพวกเราเอาไว้ ดังมีรายงานจากท่านอิบนุมัสอูด (ร.ฏ.) เล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ได้กล่าวว่า

 عن ابن مسعود رضي الله عنه أن النبي صلى الله عليه وسلم قال: “من قرأ حرفاً من كتاب الله فله به حسنة والحسنة بعشر أمثالها، لا أقول: ألم حرف، ولكن ألف حرف، ولام حرف، وميم حرف”

ความว่า ” บุคคลใดก็ตามที่เขาได้อ่านแม้เพียงอักษรหนึ่งจากคัมภีร์อัลกุรอาน เขาจะได้รับผลบุญตอบแทนหนึ่งความดี และหนึ่งความดีนั้นผลบุญของมันนั้นจะทวีคูณเทียบเท่ากับสิบความดี ฉันไม่ได้พูดว่า อลิฟ ลาม มีม นั้นคืออักษรเดียว หากแต่ว่า อลิฟ นั้นถือเป็นหนึ่งอักษร ลาม ถือเป็นหนึ่งอักษร และมีมถือเป็นอีกหนึ่งอักษร ”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคัมภีร์อัลกุรอานนั้นมีทั้งหมด 30 ญุซอฺ 114 ซูเราะฮ์ เริ่มต้นด้วยซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ และสุดท้ายด้วยซูเราะฮ์อันนาส ในอัลกุรอานนั้นมีอยู่หนึ่งซูเราะฮ์ที่พวกเราคุ้นเคยและอ่านมันอยู่เป็นประจำในวาระโอกาสต่างๆ บางท่านผู้เขียนเชื่อว่าสามารถอ่านซูเราะฮ์นี้ได้โดยไม่ต้องดูอัลกุรอานเลยแม้แต่น้อย ซูเราะฮ์นี้ก็คือ ” ซูเราะฮ์ยาซีน ” นั่นเอง ซูเราะฮ์ยาซีนเป็นซูเราะฮ์ลำดับที่ 36 อยู่ในญุซอฺที่ 23 มีจำนวนอายะฮ์ทั้งหมด 83 อายะฮ์ ถูกประทานลงมาหลังจากซูเราะฮ์อัลญิน และเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้รับโองการดังกล่าวก่อนการอพยพสู่นครมะดีนะฮ์ ซูเราะฮ์นี้ถูกเรียกว่าซูเราะฮ์ยาซีนก็เพราะว่ามีการเริ่มต้นซูเราะฮ์ด้วยอักษร หรือคำว่า ” ยาซีน ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่มีใครประพันธ์สิ่งที่เหมือนกับอัลกุรอานได้ ท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า ” ยาซีน ” มีความหมายว่า ” โอ้มนุษย์เอ๋ย ” หรือ ” โอ้มูฮัมหมัด ” ตามคำกล่าวที่ว่า ยาซีนเป็นชื่อหนึ่งของท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.)

ซูเราะฮ์ยาซีนเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ที่ประมวลไว้ด้วยเรื่องสำคัญๆที่เป็นหลักการ 3 เรื่อง คือ การศรัทธา การฟื้นคืนชีพ และการร่วมชุมนุม ตลอดจนเรื่องราวของชาวหมู่บ้าน ( أَصْحَابُ الْقَرْيَةِ  ) ซึ่งนักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปว่าเมืองนี้ หรือตำบลนี้มีชื่อว่าอะไร นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าเมืองนี้มีชื่อว่า ” อันฏอกียะฮ์ ” บ้างก็ว่าไม่สามารถบอกได้ว่าเมืองนี้ หรือตำบลนี้มีชื่อที่แน่นอนว่าอะไร เพราะในคัมภีร์อัลกุรอานนั้นไม่มีการระบุชื่อเมืองที่แน่นอนเอาไว้ เรื่องราวของชาวเมืองนี้ถูกเล่าเอาไว้ในซูเราะฮ์ยาซีนนี้ตั้งแต่อายะฮ์ที่ 13 ถึงอายะฮ์ที่ 32

เรื่องราวของพวกเขามีอยู่ว่า ในยุคสมัยที่ท่านนบีอีซา (อ.ล.) กำลังประกาศศาสนาอยู่นั้น พระองอัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงส่งทูต 3 คนมายังชาวเมืองอันฏอกียะฮ์ ซึ่งทูตทั้ง 3 คนนั้นมีชื่อว่า ศอดิก, มัศดู๊ก, และซัมอูน ตามรายงานที่ได้รับจากนักอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน ในช่วงเริ่มแรกพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงส่งทูตสองคนแรกมาเรียกร้องเชิญชาวเมืองอันฏอกียะฮ์ให้ละทิ้งการกราบไหว้บูชารูปปั้นและเจว็ดทั้งหลาย และหันกลับมาศรัทธา และสักการะพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) แต่เพียงพระองค์เดียว แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับกล่าวหาว่าทูตทั้งสองนั้นโกหก พระองค์อัลลอฮ์จึงส่งทูตคนที่สามมาสนับสนุนการเรียกร้องของทูตสองคนแรก แต่พวกเขาก็ยังยืนกรานว่า ทูตทั้งสามคนนั้นพูดโกหกแต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมด และทูตทั้งสามคนก็เป็นมนุษย์ปถุชนธรรมดาเหมือนอย่างเราๆนี่แหละไม่เห็นมีอะไรแปลกไปจากพวกเราเลย ทูตทั้งสามคนพากันกล่าวว่า พระเจ้าของเราทรงรู้ดีว่าพวกเรานั้นคือทูตที่ถูกส่งมายังพวกท่าน พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงเล่าเรื่องนี้เอาไว้ในอายะฮ์ 13, 14, 15, 16, 17 ความว่า

قال الله تعالى : ﴿ وَاضْرِبْ لَهُم مَّثَلاً أَصْحَابَ الْقَرْيَةِ إِذْ جَاءهَا الْمُرْسَلُونَ (13) إِذْ أَرْسَلْنَا إِلَيْهِمُ اثْنَيْنِ فَكَذَّبُوهُمَا فَعَزَّزْنَا بِثَالِثٍ فَقَالُوا إِنَّا إِلَيْكُم مُّرْسَلُونَ (14) قَالُوا مَا أَنتُمْ إِلاَّ بَشَرٌ مِّثْلُنَا وَمَا أَنزَلَ الرَّحْمن مِن شَيْءٍ إِنْ أَنتُمْ إِلاَّ تَكْذِبُونَ (15) قَالُوا رَبُّنَا يَعْلَمُ إِنَّا إِلَيْكُمْ لَمُرْسَلُونَ (16) وَمَا عَلَيْنَا إِلاَّ الْبَلاَغُ الْمُبِينُ (17) ﴾ سورة يس / 13 – 17

ความว่า ” และจงเล่าเรื่องชาวเมือง (อันฏอกียะฮฺ) แก่พวกเขา เมื่อมีทูตหลายคนมายังเมืองนั้น ( 13 ) เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธทูตทั้งสอง ดังนั้นเรา (อัลลอฮฺ) จึงสนับสนุนเพิ่มเติมด้วยการส่งทูตคนที่สามมายังชาวเมืองนี้ แล้วพวกเขา (บรรดาทูต) ได้กล่าวว่า แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน ( 14 ) พวกเขา (ชาวเมือง) กล่าวว่า พวกท่านมิใช่ใครอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงกรุณาปรานีมิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ ( 15 ) พวกเขา (บรรดาทูต) กล่าวว่า พระเจ้าของเราทรงรู้ดียิ่งว่า แท้จริงเราถูกส่งมายังพวกท่านอย่างแน่นอน ( 16 ) และไม่มีหน้าที่อื่นใดแก่พวกเรานอกจากการประกาศเชิญชวนอันชัดแจ้งเท่านั้น ( 17 )  ซูเราะฮ์ยาซีน 13 – 17

 

surah_yasin

 

หลังจากนั้นชาวเมืองอันฏอกียะฮ์พากันกล่าวว่า พวกเราถือว่าพวกท่านเป็นลางร้ายของเรา หากพวกท่านไม่หยุดเราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตาย ทันใดนั้นชายคนหนึ่งซึ่งมีรายงานว่าเขาชื่อ ” หะบีบ อันนัจญาร ” ทราบข่าวว่าชาวเมืองตั้งใจจะฆ่าทูตทั้งสามคน ซึ่งเขาทราบมาก่อนแล้วว่าทั้งสามนั้นได้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่สัจธรรม ดังนั้นเขาจึงรีบเดินทางเข้ามาเพื่อจะห้ามปรามการกระทำของชาวเมือง และได้เรียกร้องชาวเมืองทั้งหลายให้เชื่อฟังบรรดาทูต โดยที่พวกเขามิได้เรียกร้องขอค่าจ้างรางวัลแต่ประการใดในการเรียกร้องไปสู่การอีหม่าน และทูตทั้งสามก็อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง หะบีบอันนัจญารกล่าวว่า จะมีสิ่งใดมาห้ามฉันมิให้เคารพภักดีต่อพระผู้ทรงบังเกิดฉัน และทรงให้ฉันมีรูปร่างที่สวยงาม หลังจากพวกท่านตายไปแล้ว พวกท่านจะต้องกลับคืนสู่พระองค์ เพื่อทรงตอบแทนผลงานที่ทุกคนได้กระทำเอาไว้ในโลกดุนยา พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงเล่าเรื่องนี้เอาไว้ในอายะฮ์ที่ 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24, ของซูเราะฮ์ยาซีนความว่า

قال الله تعالى :  ﴿ قَالُوا إِنَّا تَطَيَّرْنَا بِكُمْ لَئِنْ لَمْ تَنْتَهُوا لَنَرْجُمَنَّكُمْ وَلَيَمَسَّنَّكُمْ مِنَّا عَذَابٌ أَلِيمٌ (18) قَالُوا طَائِرُكُمْ مَعَكُمْ أَئِنْ ذُكِّرْتُمْ بَلْ أَنْتُمْ قَوْمٌ مُسْرِفُونَ (19( وَجَاءَ مِنْ أَقْصَى الْمَدِينَةِ رَجُلٌ يَسْعَى قَالَ يَا قَوْمِ اتَّبِعُوا الْمُرْسَلِينَ (20) اتَّبِعُوا مَنْ لَا يَسْأَلُكُمْ أَجْرًا وَهُمْ مُهْتَدُونَ (21) وَمَا لِيَ لَا أَعْبُدُ الَّذِي فَطَرَنِي وَإِلَيْهِ تُرْجَعُونَ (22) أَأَتَّخِذُ مِنْ دُونِهِ آلِهَةً إِنْ يُرِدْنِ الرَّحْمَنُ بِضُرٍّ لَا تُغْنِ عَنِّي شَفَاعَتُهُمْ شَيْئًا وَلَا يُنْقِذُونِ (23) إِنِّي إِذًا لَفِي ضَلَالٍ مُبِينٍ (24 (﴾                 سورة يس / 18 – 24

ความว่า ” พวกเขากล่าวว่า “แท้จริงพวกเราถือเป็นลางร้ายต่อพวกท่าน หากพวกท่านไม่ยอมหยุดยั้ง เราจะเอาหินขว้างพวกท่านจนตายและแน่นอนการลงโทษอันเจ็บปวดจากพวกเราจะประสบแก่พวกท่าน” (18) พวกเขา (บรรดาทูต) กล่าวว่า “ลางร้ายของพวกท่านเพราะพวกท่านเอง พวกท่านได้ถูกตักเตือนมาก่อนแล้วมิใช่หรือ ? เปล่าดอกพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืนต่างหาก”(19) และมีชายคนหนึ่งจากสุดหัวเมืองได้มาอย่างรีบเร่ง และเขากล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของฉันท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามบรรดาทูตเหล่านี้เถิด (20) พวกท่านจงปฏิบัติตามผู้ที่มิได้เรียกร้องรางวัลใด ๆ จากพวกท่าน (21)และทำไมเล่าฉันจะไม่เคารพภักดีผู้ทรงบังเกิดฉัน และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกท่านจะถูกนำกลับไป (22) จะให้ฉันยึดถือพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์กระนั้นหรือ? หากพระผู้ทรงกรุณาปรานีทรงประสงค์จะก่อความทุกข์ยากแก่ฉัน การชะฟาอะฮฺของพวกเขาจะไม่ก่อประโยชน์อันใดแก่ฉันเลยและพวกเขาก็จะช่วยฉันให้รอดพ้น(จากการลงโทษ) ไม่ได้เลย ( 23) แท้จริงเมื่อนั้นฉันจะอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง (24)  ซูเราะฮ์ยาซีน

 

quran

 

หลังจากนั้นหะบีบอันนัจญารได้ประกาศการเข้ารับอิสลามอย่างเปิดเผย ทันใดนั้นชาวเมืองทั้งหลายจึงรุมทำร้ายหะบีบอันนัจญารจนกระทั่งเสียชีวิต พระองค์อัลลอฮ์ทรงตรัสกับเขาว่า ” เจ้าจงเข้าไปในสวนสวรรค์เถิดเพื่อเป็นการตอบแทนความจริงใจในการอีหม่านของเขา แต่หะบีบอันนัจญารอยากให้กลุ่มชนของเขาได้เห็นสภาพของเขาในสรวงสวรรค์ หลังจากนั้นพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงจัดการกับผู้ดื้อดึงทั้งหลายโดยพระองค์มิได้ส่งไพร่พลจำนวนมากลงมาจัดการพวกเขา (มะลาอิกะฮ์) แต่มันเป็นเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียวจากญิบรีล พวกเขาเหล่านั้นก็จบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ทรงเล่าเรื่องนี้เอาไว้ในอายะฮ์ที่ 25, 26, 27, 28, 29, ของซูเราะฮ์ยาซีน ความว่า

قال الله تعالى :  ﴿ إِنِّي آمَنْتُ بِرَبِّكُمْ فَاسْمَعُونِ (25) قِيلَ ادْخُلِ الْجَنَّةَ قَالَ يَا لَيْتَ قَوْمِي يَعْلَمُونَ (26) بِمَا غَفَرَ لِي رَبِّي وَجَعَلَنِي مِنَ الْمُكْرَمِينَ (27) وَمَا أَنْزَلْنَا عَلَى قَوْمِهِ مِنْ بَعْدِهِ مِنْ جُنْدٍ مِنَ السَّمَاءِ وَمَا كُنَّا مُنْزِلِينَ (28) إِنْ كَانَتْ إِلَّا صَيْحَةً وَاحِدَةً فَإِذَا هُمْ خَامِدُونَ (29 ( ﴾ سورة يس 25 – 29

ความว่า ” แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงฟังฉันซิ!” (25) มีเสียงกล่าวว่า เจ้าจงเข้าไปพำนักในสวนสวรรค์เถิด เขากล่าวว่า “โอ้ มาตรว่าหมู่ชนของฉันได้รู้ (สภาพของฉัน) (26) การที่พระเจ้าของฉันทรงอภัยให้แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีเกียรติ” (27) และเรามิได้ส่งไพร่พลลงมาจากฟากฟ้าแก่หมู่ชนของเขาหลังจากเขา และเราก็มิใช่เป็นผู้ส่งพวกเขาลงมา (28) มันมิใช่อื่นใดเลยนอกจากเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียว แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ (29) ซูเราะฮ์ยาซีน

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เรื่องราวของชาวเมืองอันฏอกียะฮ์นี้ถือได้ว่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนรุ่นอย่างเราๆท่านๆได้เป็นอย่างดี เตือนสติเราให้รู้ว่ากลุ่มชนที่ดื้อดึงฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้านั้นท้ายที่สุดบั้นปลายจะมีจุดจบอย่างไร เรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในซูเราะฮ์ยาซีนนั้นยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และน่าศึกษาอีกมากรอการค้นคว้าจากทุกท่านอยู่ตลอดเวลา

 

ขอบคุณ : ดร.สมชาย (ฮัสบุ้ลเลาะหฺ) เข็มมี

แบ่งปัน