นับเป็นเหตุการณ์ช็อกโลกอีกครั้ง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนิวซีแลนด์ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสุขสงบและเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม ที่หลายคนขนานนามให้เป็น “ดินแดนแห่งเมฆขาว” เมื่อดินแดนแห่งนี้ต้องเผชิญเหตุก่อการร้ายรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเมื่อวันศุกร์ 15 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา เมื่อผู้ก่อการร้ายผิวขาวที่นิยมลัทธิ ไวท์สุพรีมาซิสต์ บุกโจมตีมัสยิด 2 แห่งด้วยการกราดยิงใส่มุสลิมขณะละหมาดวันศุกร์ เมื่อเวลา 13.45 น. (ตามเวลาประเทศนิวซีแลนด์) ซึ่งเป้าโจมตีมัสยิดแห่งแรกคือมัสยิดอัลนูรฺ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองไครสต์เชิร์ช ขณะนั้นมีคนไปละหมาดประมาณ 200 คน และอีกแห่งคือมัสยิดที่ลินวูด ซึ่งมีผู้ไปละหมาดประมาณ 300 คน ในเมืองไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 50 คน และมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน ในจำนวนผู้บาดเจ็บมีผู้บาดเจ็บสาหัส 30 คน

ผู้ก่อการร้ายที่ตำรวจจับได้คือ นายเบรนตัน ทาร์เรนท์ อายุ 28 ปีเกิดที่ออสเตรเลีย  ซึ่งมีการติดกล้องไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กตั้งแต่ตอนที่กำลังขับรถอย่างสบายใจ จนถึงตอนช่วงใช้ปืนไรเฟิลอัตโนมัติกราดยิงมุสลิมที่ไปละหมาดวันศุกร์อย่างโหดเหี้ยม เริ่มจาการยิงใส่ผู้สูงอายุที่นั่งเก้าอี้ละหมาด ยิงเด็กเล็กทะลุหัวใจ ยิงผู้หญิง และกราดยิงมุสลิมที่พยายามวิ่งหนีออกจากมัสยิด

ทางด้านผู้นำนิวซีแลนด์ นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกฯหญิงนิวซีแลนด์ ได้ออกมาประณามเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และวันนี้นับเป็นหนึ่งในวันที่มืดมนที่สุดของนิวซีแลนด์ พร้อมประกาศเหตุสังหารหมู่ในครั้งนี้ว่า เป็นเหตุ “ก่อการร้าย” และเป็นการวางแผนล่วงหน้ามาอย่างดี ทั้งนี้นางประกาศว่านิวซีแลนด์จะแบนปืนไรเฟิลและอาวุธกึ่งอัตโนมัติทุกชนิด โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ราวต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ดีขณะนี้มัสยิดอัลนูรได้รับการซ่อมแซมแล้ว

สกู๊ปข่าว ประจำเดือนเมษายนนี้ ได้รับเกียรติ จาก “ดร.ศราวุฒิ อารีย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับกัมปงไทยถึงเหตุการณ์กราดยิง 2 มัสยิดในนิวซีแลนด์ ว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม

 

dsc07766

 

โดย ดร.ศราวุฒิ กล่าวว่า “นิวซีแลนด์ถือเป็นประเทศที่มีความสงบมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ประชาชนมีความเป็นมิตรต่อคนต่างชาติและมีความอดทนอดกลั้นสูง พลเมืองของประเทศมีความหลากหลาย แม้คนผิวขาวจะเป็นคนส่วนใหญ่ที่มีจำนวนกว่าร้อยละ 70 ของประชากรเกือบ 5 ล้านคน แต่ก็มีคนพื้นเมืองดั้งเดิมอยู่จำนวนไม่น้อย รวมถึงกลุ่มคนเอเชียที่ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่จำนวนมาก ในจำนวนนั้นรวมถึงประชากรที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึงมีจำนวนเกือบ 50,000 คน ประวัติศาสตร์อิสลามของประเทศนี้มีมาอย่างยาวนานนับร้อยปี มุสลิมอินเดียเป็นคนกลุ่มแรกที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในไครสต์เชิร์ช ต่อมาก็มีชาวจีนมุสลิมทำงานอยู่ในเหมืองทองคำ แต่ก็ได้กลับไปบ้านเกิดตนเองแล้ว หลังจากนั้น ได้มีมุสลิมอพยพไปจากเอเชียใต้ จากยุโรปตะวันออก เข้าไปตั้งถิ่นฐานในนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20”

“จำนวนมุสลิมเพิ่มขึ้นมากหลังทศวรรษ 1970 จากการอพยพเข้ามาของมุสลิมจากหมู่เกาะฟิจิ ในมหาสมุทรอินเดีย หลังทศวรรษ 1990 จำนวนผู้อพยพจากสงครามในหลายประเทศได้เข้าไปอยู่อาศัย ถึงอย่างนั้น มุสลิมก็ไม่ได้มีจำนวนมากมายนัก แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกแทบทุกประเทศก็คือการเพิ่มขึ้นของประชากรมุสลิมอย่างรวดเร็ว ประเทศนิวซีแลนด์ก็เช่นกัน มีงานศึกษาออกมาพบว่า มุสลิมในประเทศนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าตัวระหว่างช่วงปี 1991 ถึงปี 2006 เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนทำให้ผมคิดว่า เรื่องนี้สร้างความกังวลให้กับคนบางกลุ่มที่เชื่อในเรื่องความเหนือกว่าของคนผิวขาว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “White Supremacist” คนพวกนี้กลัวว่าอัตลักษณ์ของคนผิวขาวจะถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะพวกมุสลิมอพยพ”

“จริงๆ แล้วคนที่คิดอย่างนี้ไม่ได้มีจำนวนมาก คนนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่หรือคนยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหากับการเพิ่มขึ้นของประชากรมุสลิม ดูอย่างรัฐบาลของนิวซีแลนด์ก่อนหน้านี้ปรากฏว่าเขามีนโยบายที่จะเพิ่มโควต้าให้ผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศด้วยซ้ำไป”

 

9559024042786

 

กลุ่มไวท์สุพรีมาซิสต์คือ? ทำไหมต้องทำร้ายมุสลิม

“กลุ่ม “White Supremacist” เป็นกลุ่มที่เชื่อฝังใจว่าคนผิวขาวนั้นมีฐานะเป็นเลิศสูงส่งกว่ากลุ่มคนอื่นๆ  คนพวกนี้จึงต่อต้านคนผิวสี สมาชิกของกลุ่มนี้สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรป และต้องการปกป้องรักษาสถานะเดิมของตนเองในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง อำนาจ และการมีอภิสิทธิเหนือคนกลุ่มอื่นๆ  ตัวอย่างของกลุ่มสุดโต่งนี้ก็อย่างเช่น กลุ่ม KKK (Klu Klux Klan) หรือ กลุ่ม “Knights Party” ที่นิยมใช้กำลังความรุนแรง และถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่เน้นความเกลียดชังที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ เดิมนั้นมีเป้าหมายที่มุ่งต่อต้านคนผิวดำ แต่ก็รวมถึงการโจมตีทำร้ายชาวยิว ผู้อพยพเข้าเมือง คนรักร่วมเพศ และผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย”

“กลุ่มคนพวกนี้ดำรงอยู่ในสังคมยุโรปมายาวนาน ก็คงเหมือนกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งในโลกมุสลิมอย่างพวกคอวาริจญ์ บางช่วงบางเวลาของประวัติศาสตร์พวกสุดโต่งเหล่านี้ก็จะขึ้นมามีบทบาท พร้อมกับสร้างความปั่นป่วนขึ้นในสังคม โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เมล็ดพันธุ์ของคนกลุ่มนี้ถูกหล่อเลี้ยงจนเติบโตขึ้น ผมคิดว่าหลังสงครามเย็นเป็นช่วงเวลาที่พวกไวท์ซูพรีมาซิสต์ได้รับการหนุนเสริมจากปัจจัยหลายประการ”

“หนึ่งในนั้นคือการที่โลกมุสลิมถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อชาติตะวันตกแทนที่คอมมิวนิสต์ การหลั่งไหลของผู้อพยพชาวมุสลิมที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในยุโรปและสหรัฐฯ ตามมาด้วยการเกิดขบวนการติดอาวุธมุสลิมข้ามชาติจนนำไปสู่เหตุการณ์ 9/11 อันเป็นผลให้กระแสเกลียดกลัวอิสลามแพร่กระจายไปทั่วจากการรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักที่เน้นการเชื่อมโยงศาสนาอิสลามเข้ากับการก่อการร้าย จนนักการเมืองฝ่ายขวาในยุโรปและสหรัฐฯได้นำวาทกรรมความเกลียดกลัวมุสลิมไปหาเสียง หาคะแนนนิยมในหมู่ประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือชัยชนะในการเลือกตั้งของนายโดนัลด์ ทรัมป์”

“การที่นักการเมืองใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังต่อมุสลิม มันทำให้ปรากฏการณ์อิสลาโมโฟเบียไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสสังคมเท่านั้น แต่นักการเมืองเหล่านี้ยังได้ทำให้อิสลาโมโฟเบียกลายเป็นสถาบัน (Institutionalized) หรือเกือบจะทำให้มันเป็นนโยบายของรัฐด้วยซ้ำไป ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้ประชาชนคนมุสลิมในยุโรปและสหรัฐฯตกเป็นเป้าของความเกลียดชังมากขึ้น ถูกทำร้ายไม่เฉพาะแต่ทางวาจา หรือถูกดูหมิ่นดูแคลน ถูกเลือกปฏิบัติ แต่ยังถูกทำร้ายทางกายภาพอย่างที่เราเห็นเหตุการณ์กราดยิงที่มัสยิด 2 แห่งในประเทศนิวซีแลนด์ล่าสุด โดยผู้ก่อการที่ชื่อ แบรนตัน แทร์เรนต์ฉะนั้น พวกนักการเมืองฝ่ายขวา ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือคนอื่นๆ ในออสเตรเลีย ในยุโรปหลายประเทศ จึงมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานการณ์ความรุนแรงระลอกล่าสุดในนิวซีแลนด์อย่างไม่ต้องสงสัย”

 

w580

 

“เบรนตัน ทาร์เรนท์” คือใคร อุดมการณ์แค้นเคืองมุสลิมเกิดจากอะไร?

ตามข่าว เบรนตัน ทาร์แรนท์ เป็นคนออสเตรเลีย มีพื้นเพมาจากเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ และเคยทำงานในบริษัทบริการออกกำลังกายแห่งหนึ่ง เขาเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆ หลังบิดามารดาเสียชีวิต ก่อนที่จะก่อเหตุเขาได้เขียนคำประกาศและเผยแพร่ออกไปทางโซเซียลมีเดีย ในเนื้อหาของเอกสาร 70 กว่าหน้านี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ

หนึ่งในนั้นเขาบอกในข้อเขียนของเขาว่าเริ่มวางแผนก่อเหตุครั้งนี้ตั้งแต่กลับจากการเยือนยุโรปเมื่อปี 2017 เนื่องจากขุ่นเคืองใจจากหลายเหตุการณ์ที่นั่น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่แนวร่วมไอเอสโจมตีด้วยรถบรรทุกในสวีเดน และการที่ชาวฝรั่งเศสเลือกนาย เอ็มมานูเอล มาครง นักการเมืองสายกลาง (แต่ไม่เลือกนักการเมืองฝ่ายขวา) เป็นประธานาธิบดี อีกทั้งยังไม่พอใจความหลากหลายทางเชื้อชาติที่ดำรงอยู่ในฝรั่งเศสอีกด้วย

นอกจากนั้น เขายังเขียนเล่าว่า เขามาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานผิวขาวทั่วไป และได้แนวคิดการก่อเหตุครั้งนี้มาจากการกระทำของนาย แอนเดอส์ เบรวิก ชายชาวนอร์เวย์ ผูู้ก่อเหตุกราดยิงและวางระเบิดที่ทำการรัฐบาลนอร์เวย์เมื่อปี 2011  ดังนั้น เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของเบรวิกเขาจึงจัดการผู้อพยพมุสลิมที่คุกคามคนผิวขาว บางส่วนของเนื้อหายังพูดถึงความต้องการของเขาที่จะกำจัดบุคคลสำคัญคนอื่นๆอย่างนาง อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เพราะเธอสนับสนุนนโยบายเปิดรับผู้อพยพของยุโรป ประธานาธิบดี เออร์โดอัน ของตุรกี รวมถึงนาย ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นมุสลิมด้วย ที่น่าสนใจคือ ทาร์เรนท์ ได้ยกย่องประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐว่าเป็นหนึ่งใน “สัญลักษณ์” อันยิ่งใหญ่ของคนผิวขาว

โดยสรุปแล้ว ทาร์เรนท์ก็คือกลุ่มคนที่เชื่อในแนวคิดชาตินิยมขวาจัด พวกที่มีความเชื่อว่าชนผิวขาวเหนือชนชาติผิวสีอื่นๆ และเหยียดหยามต่อต้านผู้อพยพและเกลียดกลัวมุสลิม

 

9559024056279

 

กระแสเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia)

ดร.ศราวุฒิ กล่าวต่อว่า “ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์กราดยิงในมัสยิดที่นิวซีแลนด์ถือเป็นผลพวงของกระแสอิสลาโมโฟเบียที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานในยุโรป ฉะนั้น เราจึงต้องทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์นี้เพื่อที่จะหาทางรับมือกับมัน อันที่จริง “อิสลาโมโฟเบีย” หรือ  “โรคเกลียดกลัวมุสลิม” เริ่มก่อตัวขึ้นในยุโรปตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1980 แต่หลังเหตุการณ์ “9/11” กระแสอิสลาโมโฟเบียก็เข้มข้นและแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง”

“คำว่า อิสลาโมโฟเบียหรือโรคเกลียดกลัวมุสลิม ไม่มีคำนิยามที่ครอบคลุมหรอกครับ แต่มีความพยายามอย่างจริงจังเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ให้กระจ่างชัดหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งพอจะสรุปได้คราวๆ ว่า อิสลาโมโฟเบียเป็นอุดมการณ์หรือชุดความคิดที่สนับสนุนและดำรงไว้ซึ่งการตีความหมายเกี่ยวกับมุสลิมและอิสลามในแง่ลบ มีหน้าที่และเป้าหมายเพื่อเหยียดชนชาติหรือเป้าหมายอื่นที่คล้ายกัน อันส่งผลกระทบต่อการกระทำทางสังคม ปฏิสัมพันธ์ การตอบสนอง รวมทั้งกำหนดความเข้าใจ การรับรู้ และทัศนคติที่เห็นพ้องต้องกันในสังคม โดยประกอบสร้างเป็นความคิดที่ว่ามุสลิม “เป็นอื่น”

“ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การกระทำที่บั่นทอน การตัดสินล่วงหน้า หรือการแบ่งแยกมุสลิมและอิสลามในพื้นที่ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมถึงการที่ชาวมุสลิมตกเป็นเป้าของความรุนแรงชนิดต่างๆ การดำรงอยู่ของอิสลาโมโฟเบียเป็นอันตรายครับ เนื่องจากชุดความคิดดังกล่าวไม่ให้ความเคารพต่อปัจเจกบุคคล ตัดสินล่วงหน้าอย่างเหมารวม โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลังทางสังคม ชาติพันธุ์ หรือวัฒนธรรม ทำให้ชาวมุสลิมทุกคนมัวหมอง”

ในทางการเมือง “สงครามและความหวาดกลัว” ส่งผลต่อสถานะของอิสลามในพื้นที่สาธารณะในยุโรป ชาวมุสลิมในยุโรปต้องเผชิญกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) เช่น ถูกสงวนห้ามกิจกรรมทางศาสนาเนื่องจากกระบวนการด้านความปลอดภัยที่อ้างว่าอิสลามเป็นภัยคุกคามที่ทางการต้องจัดหามาตรการพิเศษมารองรับ

“อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า สถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่กระจายข่าวสารทั่วโลกและได้รับการยอมรับเชื่อถืออย่างสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก มีส่วนต่อการเกิดขึ้นของกระแสอิสลาโมโฟเบียที่แผ่ขยายไปทั่วโลกหลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายสากล ขณะเดียวกันกระแสนี้ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองฝ่ายขวา”

“แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในนิวซีแลนด์ครั้งนี้ หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง เราก็อาจเห็นความพยายามของหลายฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหากระแสเกลียดกลัวมุสลิมอย่างจริงจัง ดังจะเห็นได้จากท่าทีของผู้นำประเทศนิวซีแลนด์และผู้นำของหลายประเทศที่ประณามเหตุการณ์นี้ และพยายามหามาตรการที่มีประสิทธิภาพมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น”

 

9559024081333

 

“ล่าสุดปรากฏว่า พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกอัญเชิญเป็นครั้งแรกในรัฐสภานิวซีแลนด์ก่อนที่จะมีการประชุม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการที่นิวซีแลนด์ให้การยอมรับและเคารพอย่าสูงต่อการดำรงอยู่ของศาสนาอิสลามในประเทศ อันจะเป็นตัวแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในยุโรปต่อไป ขณะเดียวกัน ท่าทีของมุสลิมผู้รอดชีวิตและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การกราดยิ่งในนิวซีแลนด์หลายคน ที่พร้อมให้อภัยต่อผู้ก่อการร้ายและยอมรับความเจ็บปวดด้วยแนวทางสันติ ก็ทำให้ภาพของอิสลามในฐานะที่เป็นศาสนาแห่งสันติภาพมีความเด่นชัดมากขึ้นในสายตาประชาคมโลกทั่วไป”

 

ฝากถึงสังคมมุสลิม

ดร.ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ท่ามกลางกระแสเกลียดกลัวอิสลามที่ขยายตัวออกไปอันเกิดจากทั้งปัจจัยภายในของเราเองและปัจจัยภายนอกอย่างที่ได้เรียนไป ทำให้วันนี้มุสลิมต้องทำงานหนักมากขึ้น สิ่งที่เราควรทำคือการสร้างบรรยากาศ Islamophilia หรือการทำให้คนอื่นเห็นความงดงามในศาสนาอิสลามผ่านการปฏิบัติตัวของมุสลิม จนทำให้คนเกิดความความรักในอิสลาม ขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างความภาคภูมิใจในอิสลามให้เกิดขึ้นในตัวเรา เพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ในอิสลามให้กับผู้คนรอบตัวเรา ให้คนอื่นเข้าใจในอิสลามในทางที่ดี”

Islamophilia นี่แหละครับที่จะช่วยขจัด Islamophobia หรือความกลัวและรังเกียจอิสลามที่เกิดจากการสร้างกระแสที่ไม่ถูกต้อง”

 

ขอขอบคุณ : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

9559023996150