เมื่อวันนี้ 10 ก.พ. 60 ที่สำนักงานศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับใช้ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่สั่งให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีใน 5 คดี ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

โดยศาลปกครองกลางได้ระบุเหตุผลว่า การที่ศาลจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น ต้องครบเงื่อนไขตามกฎหมายทั้ง 3 ประการ คือ 1. คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2. การให้คำสั่งพิพาทมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และ 3. การทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาแล้ว เห็นว่า ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นายกรัฐมนตรี มีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เสร็จสิ้นใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 และผู้แทนฝ่ายของนายกรัฐมนตรีให้ถ้อยคำต่อศาลรับกันว่านอกจากหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ฝ่ายของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 และขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีอ้างว่าคำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการนั้นเป็นประเด็นในเนื้อหาของคดีที่ศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป และเมื่อนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ในชั้นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่าหากศาลไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างในการขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสิ่งพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี ศาลจึงมีคำสั่งยกคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดี

ทั้งนี้ ในการอ่านคำสั่งวันนี้ฝ่ายผู้ฟ้องคดีทั้งห้ารายไม่ได้เดินทางมาศาล แต่มอบให้ตัวแทนมาฟังคำสั่งแทน โดยตัวแทนผู้ฟ้องคดีระบุว่า สาเหตุที่ศาลยกคำขอเนื่องจากเห็นว่าการบังคับคดียังไม่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงแต่มีการแจ้งเตือนจากกระทรวงพาณิชย์ว่ามีคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ส่วนกระบวนการบังคับคดีเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์กับกรมบังคับคดีต้องไปดำเนินการ อย่างไรก็ตาม หากมีการบังคับคดีเกิดขึ้นจริง ผู้ฟ้องคดีฯ ทั้งหมดก็จะยื่นต่อศาลปกครองอีกครั้งเพื่อขอทุเลาการบังคับใช้คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว ส่วนคดีหลักที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ให้ชดใช้สินไหมทดแทนในกรณีดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล

ด้าน น.ส.รื่นฤดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ชี้แจงถึงขั้นตอนการบังคับคดีว่า ขณะนี้กรมบังคับคดียังไม่ได้รับเรื่องนี้จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ที่ถือว่าเป็นผู้เสียหายจึงยังไม่ได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ใดๆ ทั้งสั้น โดยต้องรอให้กรมการค้าต่างประเทศตั้งเรื่องมาว่ามีทรัพย์สินใดบ้างที่ต้องการให้กรมบังคับคดีดำเนินการซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศที่ต้องไปสืบหาทรัพย์สินแล้วแจ้งต่อกรมบังคับคดี หลังจากนั้นกรมบังคับคดีจึงจะปฏิบัติตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งคือไปดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ต่อไป

ขณะที่นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่าประเทศ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือให้กรมบังคับคดีไปตามขั้นตอนแล้ว แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

แบ่งปัน