ศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นวัด โบสถ์ หรือมัสยิด ล้วนเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชน กรุงเทพมหานครมีอายุ 236 ปี ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ เคยมีชุมชนเก่าแก่มาก่อน กระทั่งปัจจุบันความเจริญของเมืองขยาย วิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป เกิดชุมชนใหม่ ผู้มาใหม่ไม่ผูกพันกับวิถีและประเพณีดั้งเดิม และบางครั้งก็รู้สึกว่าเสียงประกอบพิธีกรรมทางศาสนากลายเป็นเสียงที่รบกวนการใช้ชีวิต

ไม่เฉพาะแต่การร้องเรียนไปยังวัดไทร มีการเปิดเผยออกมาว่าก่อนหน้านี้สำนักงานเขตบางคอแหลมเคยทำหนังสือร้องเรียนไปยังมัสยิดบางอุทิศ เขตบางคอแหลมด้วย ร้องเรียนไปตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 61 ถึงท่านอิหม่ามประจำมัสยิดให้ช่วยลดเสียงอาซาน ที่ผ่านมามัสยิดพอได้รับหนังสือก็ทำตามแต่โดยดีลดเสียงอาซานลงเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งทางศาสนา

จากกรณีที่ สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ส่งหนังสือลง วันที่ 2 ต.ค.ถึง เจ้าอาวาสวัดไทร ย่านพระราม 3 ระบุว่า ประชาชนแจ้งเรื่องร้องทุกข์ว่าได้รับความเดือดร้อน กรณีที่วัดไทร ทำการตีระฆัง ส่งเสียงดังรบกวน ตั้งแต่เวลา 03.30 น.–04.00 น.เป็นประจำทุกวัน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้พักอาศัยบนคอนโดที่อยู่ติดวัด จนออกหนังสือสั่งให้หยุดใช้เสียงเพื่อป้องกันความเดือดร้อนนั้น จากนั้น พบว่ายังมีการส่งหนังสือถึงมัสยิดบางอุทิศ เพื่อให้ลดการใช้เสียงการประกอบศาสนกิจลงด้วย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

เสียงประกอบพิธีกรรมทางศาสนากลายเป็นประเด็นร้อนและข้อถกเถียงกันในสังคมเมือง เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามาที่สำนักงานเขตบางคอแหลม

สำหรับชาวบ้านดั้งเดิมเสียงอาซานก็คือการประกาศเชิญชวนให้พี่น้องชาวมุสลิมมาละหมาด ถือเป็นเรื่องปกติที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานาน ตลอดช่วงเวลาของการตั้งมัสยิด และมัสยิดบางอุทิศแห่งนี้ก็มีอายุมานานกว่า 100 ปีแล้ว

สกู๊ปข่าวฉบับนี้ขอเจาะลึกประเด็นร้อน โดยทีมงานกัมปงไทยได้สอบถามไปยัง “นายมุสตอฟา (อนุสรณ์) องอาจ” อิหม่ามประจำมัสยิดบางอุทิศ ถึงประเด็นดังกล่าว

 

dsc07724

 

อิหม่ามมุสตอฟาได้เปิดเผยว่า “มัสยิดแห่งนี้ เปิดมา 100 ปี แล้ว อยู่ท่ามกลางชุมชน บริเวณโดยรอบส่วนใหญ่ก็เป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม จะมีการประกาศเพื่อเชิญชวน ให้พี่น้องชาวมุสลิมมาละหมาด โดยการละหมาด ทางศาสนาอิสลาม เป็นพิธีกรรม เกี่ยวกับการนมัสการ ของศาสนาอิสลาม เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาที่คุณของพระผู้เป็นเจ้าและชำระจิตใจให้บริสุทธิ์”

“โดยจะมีการละหมาดทั้งหมด 5 ครั้ง แบ่งเป็นช่วงเวลา คือ 04.30 น. , 12.30 น. , 15.45 น. , 18.10 น. และ 20.10 น.ซึ่งเวลาละหมาด จะมีการสวดเรียก ออกเครื่องขยายเสียง ประมาณ 2-3 นาที เพื่อเป็นสัญญาณให้รับทราบว่าจะมีการละหมาดเกิดขึ้น เชิญชวนให้พี่น้องชาวมุสลิม ที่สะดวกให้มาละหมาดที่มัสยิด เช่นเดียวกับการตีระฆังของทางศาสนาพุทธ ที่เป็นสัญญาณให้พระสงฆ์ออกมาทำวัตรเช้าและบิณฑบาต”

อิหม่ามมุสตอฟา กล่าวต่อว่า “ด้วยความที่มัสยิดแห่งนี้อยู่บริเวณใจกลางชุมชนและบริเวณโดยรอบอย่างนี้มัสยิด 2 แห่ง เมื่อถึงเวลาละหมาดก็จะทำพร้อมกันทั้งหมด จึงมีผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ทราบชื่อ ได้ ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรุงเทพมหานคร และทางกรุงเทพมหานครได้ส่งมายัง สำนักงานเขตบางคอแหลมเพื่อให้เข้ามาตรวจสอบความดัง”

 

03709066_44372647534

 

“โดยสำนักงานเขตบางคอแหลมได้ส่งหนังสือมาลดเสียง ประมาณ 7-8 ครั้ง เมื่อทางเขตมาตรวจสอบจึงได้ขอความร่วมมือให้ทางมัสยิดลดเสียงละหมาดลง โดยทางมัสยิด ยินดีให้ความร่วมมือ เนื่องจาก สังคมในสมัยนี้เปลี่ยนไป อาจมีประชาชนจากที่อื่นมาอาศัยบริเวณใกล้เคียงกับมัสยิด เมื่อมีการละหมาด อาจทำให้ไม่เคยชินกับเสียง ซึ่งทางมัสยิดก็เข้าใจได้ จึงได้ลดระดับเสียงละหมาดให้อยู่ตาม มาตรฐานที่สำนักงานเขตแจ้งไว้ คือ ห้ามเสียงดังเกิน 10 เดซิเบล”

“สำหรับการได้รับหนังสือเราถือว่าเป็นปกติอยู่แล้วเพราะมีมาหลายฉบับ ประมาณปี 2560- 2561 ก่อนหน้านั้นก็มีการตักเตือนเป็นครั้งเป็นคราวเพราะมีการแจ้งไปที่ 1555 ทางหน่วยงานราชการแก้ปัญหาโดยให้กระบวนการสำเร็จเสร็จสิ้น มีจดหมายมาที่มัสยิดและมัสยิดก็รับทราบ เป็นการเน้นย้ำเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เราก็ปฏิบัติตามมาโดยตลอดซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร” อิหม่ามมุสตอฟา กล่าว

 

แนวทางการแก้ไขปัญหา

มุสตอฟา กล่าวว่า “ทุกครั้งที่มีหนังสือร้องเรียนจากเขตทางมัสยิดจะนำหนังสือมาติดเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจ ว่าอย่าทำเสียงดังมากจนเกินไป โดยหนทางการแก้ไขปัญหานี้ คือ การใช้ความเข้าใจอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่างคนต่างศาสนามีการนับถือที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นที่ต่างศาสนาเดือดร้อน แต่ภายหลังจากการแก้ไขปัญหาเสียง ได้ลดลง ตามมาตรฐานของเขตที่แจ้งไว้แล้ว ก็ยังคงมีการเรียกร้องมาบ่อยครึ่ง ซึ่งทางมัสยิดก็ได้ทำใจ และ ยังปฏิบัติตามกฎที่ถูกต้องต่อไป”

 

dsc07722

 

ฝากถึงผู้ร้องเรียนและผู้ที่มาอยู่ใหม่

“โดยหลังจากที่มีกระแสข่าว มีบุคคลร้องเรียนว่าวัดไทร ตีระฆังเสียงดังนั้น ตนอยากจะฝากถึงบุคคลที่ไม่เข้าใจว่า ในประเทศไทย เป็นสังคมของพุทธศาสนา วัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงระฆัง จากวัด หรือเสียงละหมาด จากมัสยิด นั้น คือเสียงแห่งธรรม เป็นเสียงที่นำไปสู่ถึงความดีงาม แต่เมื่อจิตใจของมนุษย์ลงไปสู่ที่ต่ำ ก็ไม่สามารถเห็นคุณงามความดีของศาสนาได้ เพราะทุกศาสนาต่างสอนให้ทุกคนเป็นคนดี”

อย่างไรก็ดี ปัญหาการร้องเรียนดังกล่าวได้จบลงแล้ว มัสยิดสามารถทำการอาซานได้ตามปกติ โดยทางด้าน นายอนันต์ กายพรรณ ผู้อำนวยการเขตบางคอแหลม กล่าวว่า “หน้าที่ของผมคือทำความเข้าใจกับผู้ร้องเรียนให้เข้าใจถึงวิถีของอิสลาม การประกอบศาสนกิจทางศาสนาหรือพิธีกรรมต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องทำทุกวัน หรือวันละ 5 ครั้ง เป็นธรรมดาก็ต้องทำต่อไป” และฝากขอโทษที่สำนักงานเขตทำหนังสือไปยังมัสยิดตามที่ได้รับการร้องเรียน โดยยังไม่มีการตรวจสอบ หรือลงพื้นที่สอบถามข้อเท็จจริง.

ประเด็นการใช้เสียงในการประกอบกิจกรรมทางศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันความเจริญของเมืองใหญ่จะทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น แต่หากมองอีกด้านความเจริญเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ผู้คนห่างไกลศาสนาและวิธีปฏิบัติมาช้านาน จนอาจลืมเลือนไป.

 

“การอยู่ร่วมกันในสังคมของชนต่างศาสนิกในมุมมองของอิสลาม” โดย อ.มูฮัมหมัด บินต่วน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนจิตต์ภักดี(อัตตักวา) เชียงใหม่

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99

 

อิสลามได้วางกฎระเบียบที่ชัดเจนในการพิทักษ์สังคมของมนุษยชาติ ทั้งนี้เพื่อให้สังคมได้ออกห่างจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อให้เกิดความหายนะวุ่นวาย ที่มาจากการมีแนวคิดสุดโต่งในสังคม ดังที่อิสลามได้ประกาศอย่างชัดเจนจากแกนคำสอนหลักของอิสลามที่ว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ถูกสร้างมาจากชีวิตเดียวกัน เพื่อเป็นการสื่อให้รู้ว่า ต้นกำเนิดของมนุษย์ทั้งหมด มาจากสิ่งเดียวกัน

ดังที่พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ความว่า “มนุษย์ชาติทั้งหลาย จงยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ได้ทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้น ซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงทำให้แพร่หลายไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชาย และบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยำเกรงอัลลอฮฺที่พวกเจ้าต่างวิงวอนขอต่อพระองค์ และพึงรักษาเครือญาติ แท้จริงอัลลอฮฺทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ” (ซูเราะฮฺอันนิสาอฺ โองการที่ 2)

ดังนั้นมนุษย์ที่อยู่บนโลกนี้ทั้งหมดต่างก็มีส่วนร่วมในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน นอกจากนั้นอิสลามได้ให้หลักประกันกับพวกเขาถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติ โดยมิได้แบ่งแยกในระหว่างพวกเขา ตามหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลามคือ มนุษย์มีเกียรติและศักดิ์ศรีในพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ตั้งแต่ต้นกำเนิด โดยไม่ได้มองไปยังความแตกต่างของศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ ชาติพันธุ์ สีผิว และแหล่งกำเนิด ดังนั้นทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกของสังคมที่เป็นครอบครัวเดียวกัน โดยแต่ละคนต่างก็มีสิทธิและหน้าที่ด้วยกันทั้งหมด พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า

“และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม (หมายถึงมนุษย์) และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งทางบกและทางทะเล  และเราได้ประทานปัจจัยยังชีพที่ดีแก่พวกขา และเราได้เทิดเกียรติพวกเขาเหนือสิ่งอื่นๆ อีกมากมายจากบรรดาสรรพสิ่งต่างๆที่เราได้สร้างขึ้นมา” (ซูเราะห์อัลอิสรออฺ โองการที่ 70)

 

%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b2

 

สำหรับความแตกต่างของมนุษย์ด้านภายนอก เช่น ความแตกต่างด้านรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ สีผิว เชื้อชาติ ภาษา ซึ่งทั้งหมดมิใช่อื่นใดนอกจากมันคือ สีสันแห่งการสร้างสรรค์ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างอันวิจิตร และพระผู้ทรงเดชานุภาพยิ่ง พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานความว่า

“และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ การสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และความแตกต่างทางด้านภาษาของพวกเจ้า และทางด้านผิวพรรณของพวกเจ้า แท้จริงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณสำหรับบรรดาผู้มีความรู้” (ซูเราะห์อัรรูม โองการที่ 22)

ดังนั้นเมื่อมีความแตกต่างในสังคมของมนุษย์ ก็ควรที่จะนับว่ามันคือความแตกต่างด้านกายภาพ ตามธรรมชาติปกติ และไม่ควรที่กลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด จะกระทำการละเมิด ต่ออีกกลุ่มชนหนึ่ง เพราะการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเป็นศัตรู ความกริ้วโกรธในระหว่างสมาชิกของสังคม หรือเป็นการกระตุ้นกระแสความเป็นชาตินิยม ชาติพันธ์นิยม ที่สุดโต่งในสังคม

แต่ควรให้ความแตกต่างดังกล่าว เป็นสาเหตุของการสร้างความรัก ความเมตตา การทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ในระหว่างสมาชิกของสังคมเดียวกัน เพื่อเป็นแรงผลักดันที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน พระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.) ได้ตรัสความว่า

“โอ้มนุษย์ชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง และเราได้ทำให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อที่จะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติมากที่สุดในหมู่สูเจ้า ณ ที่อัลลอฮฺนั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระเจ้ามากที่สุดในหมู่สูเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (ซูเราะฮฺอัลหุญุรอต โองการที่ 13)

 

cof

 

จากโองการดังกล่าว พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงชี้ให้รู้ว่า มนุษย์ไม่มีความเลอเลิศในระหว่างพวกเขาด้วยกัน ยกเว้นบนพื้นฐานของความศรัทธา ความยำเกรงและการเข้าใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติตามคำสอนและบทบัญญัติต่างๆ ที่ท่านศาสนทูตได้นำมาจากพระองค์  ดังนั้นอัลลอฮฺจึงได้ตรัสความว่า

“แท้จริงผู้ที่มีเกียรติมากที่สุดในหมู่สูเจ้า ณ ที่อัลลอฮฺนั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระเจ้ามากที่สุด”

สำหรับบุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม หรือผู้ศรัทธาในศาสนาอื่น ซึ่งเป็นศาสนาที่มาจากอัลลอฮฺ ก่อนการมาของอิสลาม และเขาไม่ได้ศรัทธาต่ออิสลาม แท้จริงอัลกุรอานไม่ได้มองพวกเขาในเชิงลดรอนทางคุณค่าของการเป็นมนุษย์ หรือในเชิงประหนึ่งว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ หรือพวกเขาไม่มีสิทธิ์เยี่ยงเดียวกับมุสลิม แต่อัลกุรอานมองพวกเขาในเชิงผ่อนปรน และอ่อนโยน

ดังนั้นจึงไม่บังควรสำหรับมุสลิมที่มีหลักความเชื่อต่ออิสลาม จะต้องไปเผชิญหน้ากับผู้ที่มีหลักความเชื่อที่ตรงกันข้ามกับเขา หรือผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมยกเว้นจะต้องอยู่ในรูปของการชักชวน เผยแพร่ ตามแนวทางของการตักเตือนที่ดี หากพวกเขาเชื่อฟังและยอมรับ ก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขา แต่หากพวกเขาปฏิเสธ และพวกเขาเลือกที่จะคงอยู่ในหลักความเชื่อเดิมของพวกเขา ก็ไม่มีการบังคับในเรื่องของการนับถือศาสนา ตราบใดที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำตัวเป็นปฏิปักษ์และทำสงครามกับศาสนาของอัลลอฮฺ พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ความว่า

“อัลลอฮไม่ได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อสู้(สงคราม)กับพวกเจ้าในเรื่องของศาสนา และพวกเขาก็มิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้ที่มีความยุติธรรม” (ซูเราะฮฺอัลมุมตะฮินะฮฺ โองการที่ 8)

แต่ในลักษณะเดียวกันอิสลามก็ให้ความสำคัญในการคำนึงถึงสิทธิของชนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้การทำสัญญาไม่รุกรานกัน(มุอาฮัด)หรือชนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอิสลาม(ซิมมีย์) โดยที่อิสลามห้ามละเมิดต่อชนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้พันธสัญญา หรือชนต่างศาสนิกที่อยู่ในรัฐอิสลามอย่างเด็ดขาด ท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้กล่าว ความว่า

“ผู้ใดได้สังหารชนต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้สัญญา (มุอาฮัด) เขาจะไม่ได้รับกลิ่นไอของสวนสวรรค์ ซึ่งกลิ่นไอของมันจะกระจายไปถึงระยะทางสี่สิบปี” (บันทึกโดยอัลบุคคอรีย์ หมายเลข 3166)

ดังนั้นความปลอดภัยของชนต่างศาสนิกที่มิใช่คู่สงครามจึงได้รับการประกันจากคำสั่งของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด (ซ.ล.) และ การละเมิดต่อพวกเขาถือเป็นอาชญากรรมที่มีบทลงโทษตามบทบัญญัติของอิสลาม

แบ่งปัน