หลายคนพูดว่าการคลุมฮิญาบ(ผ้าคลุม ศรีษะ)ทำให้ผู้หญิงมีเอกลักษณ์ แต่ในที่นี้การคลุม ฮิญาบจะเป็นเครื่องหมายของการมีเอกลักษณ์ ฮิญาบ ไม่ใช่แค่ผ้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่สำคัญมากกว่านั้น มัน เป็นพฤติกรรม เป็นนิสัย เป็นคำพูด และเป็นการแสดง ตัวตนที่แท้จริง สัญลักษณ์ของเสื้อผ้าเป็นเพียงแง่มุม หนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนเท่านั้น จะเห็นได้ จากที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่นานมานี้กรณีโรงเรียน วัดหนอกจอก ออกกฎห้ามนักเรียนมุสลิมคลุมฮิญาบ มาโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนดังกล่าว มีนักเรียนชาวมุสลิม ศึกษาอยู่จำนวนมาก เรื่องกฎการห้ามคลุมฮิญาบดัง กล่าวนั้นไม่ได้เป็นคำสั่งของวัด แต่เป็นกฎระเบียบ ของทางโรงเรียนเองในพื้นที่ที่มีวัดชาวมุสลิมที่คลุม ฮิญาบก็เข้าไปได้ ไม่ได้มีการแบ่งแยก หรือกำหนด เป็นกฎเกณฑ์ รวมทั้งเรื่องดังกล่าวก็สามารถลดหย่อน กฎระเบียบได้ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น ก็เป็นการกำหนด กฎระเบียบของโรงเรียนเอง ไม่ได้เป็นกฎที่กรรมาธิการ สำนักพระพุทธศาสนาเป็นผู้กำหนด หลายคนเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีทางออกที่ดี ซึ่งเรื่องนี้นั้น เป็นที่ วิจารณ์ในเรื่องของหลักศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดคลาดเคลื่อนกัน และมีการ วิพากษ์วิจารณ์กันไปในทิศทางไม่ถูกต้อง โดยทางผู้ บริหารโรงเรียนแจ้งว่าเป็นกฎของทางสำนักพุทธ ศาสนาเป็นผู้กำหนดกฎดังกล่าว ที่ห้ามเด็กผู้หญิง มุสลิมคลุมฮิญาบที่โรงเรียนวัดหนองจอกเอง

rtx1vipu

เรื่องนี้ก็เริ่มมาจากที่มีข่าวออกมาว่าเด็ก นักเรียนหญิง 17 คนที่โรงเรียนวัดหนองจอก ยื่น คำร้องขอคลุมฮิญาบ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักการ ของสตรีมุสลิม โดยถือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิในการนับถือศาสนาและปฎิบัติตามหลักการของศาสนานั้นๆ แต่ทางโรงเรียนวัด หนองจอกมีมติคำสั่งไม่ให้คลุมฮิญาบโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งมหาเถรสมาคมและ โรงเรียนเป็นพื้นที่วัดของชาวพุทธ ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักการแต่งกายของชาว พุทธและเป็นสิทธิของวัด เจ้าของพื้นที่ตัดสินใจเพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักการของ ศาสนาพุทธและมิให้เดือดร้อนสิทธิของผู้อื่น จึงสงสัยและมีคำถามว่าหลักการ แต่งกายของชาวพุทธนั้นเป็นอย่างไร? ในเรื่องการแต่งกายของผู้หญิง(หรืออาจ ผู้ชายด้วย) การแต่งกายของนักเรียนในปัจจุบันของนักเรียนชายหญิงของไทยเรานั้น แต่งกายตามแบบอย่างที่ได้รับมาจากตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ พระพุทธศาสนาอนุญาตให้สตรีเปิดเผยหรือปกปิดร่างกายมากน้อยเพียงใดที่ถือว่าเป็นหลักการ ตามบัญญัติของพระพุทธศาสนาการที่เด็กหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบตามหลักการ ของศาสนาอิสลามนั้น รบกวนสิทธิของนักเรียนที่นับถือศาสนาอื่นในเรื่องใด ตาม ทัศนะของวัดและมหาเถระ หรือตามรัฐธรรมนูญ หากการตัดสินใจในการกำหนดการแต่งกายของนักเรียน เป็นไปตามความเห็นของวัด เจ้าของพื้นที่และห้ามศาสนาอื่นทำตามหลักการของตัวเอง ทั้งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ นั้น ถือว่าเป็นข้อตัดสินได้หรือไม่ ถือว่าใช้ได้มากน้อยเพียงใดทางออกก็คือ หากนักเรียนหญิงเหล่านั้นยัง ต้องการเรียนต่อที่โรงเรียนวัดหนองจอก ก็ควรเปลี้องผ้าฮิญาบออกเวลาเข้าโรงเรียนนี้หรือ ? ที่เธอเรียนเพื่อ แลกกับหัวใจอันศรัทธาของเธอ หรือไม่ก็ย้ายโรงเรียนเสีย เพื่อรักษาหัวใจที่ศรัทธาของเธอไว้ หลายคนคงคิด และอยากบอกอย่างนั้น แต่สิ่งเหล่านี้คือข้อตัดสินที่ชาวไทยทุกคนยอมรับได้

muslim-women

จากข่าวกรณีข้างต้นนี้เราจึงหยิบยกขึ้นมาเป็นสกุ๊ปข่าวหลัก โดยมีอาจารย์ไพโรจน์ ริดมัด (อาจารย์สอนศาสนาโรงเรียนบางกอกวิทยา) มาร่วมนำเสนอแง่คิดในเชิงศาสนาอิสลาม และร่วมแสดง ความคิดเห็นจากกรณีเหล่านี้ โดยอาจารย์ได้กล่าวว่า“อันที่จริงมีโรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนสุเหร่า, มัสยิด หรือเซนต์ของชาวคริสต์ก็มีพอสมควร แม้จะมีไม่กี่โรงเรียนนัก แต่ก็มีความสำคัญต่อชุมชนในทุก ศาสนาซึ่งนักเรียนเรียนรวมกัน หากพื้นที่ของโรงเรียนสุเหร่าหรือเซนต์ตัดสินใจโดยการอ้างเช่นเดียวกับที่วัด หนองจอกอ้างว่าเป็นไปตามสมควรของเจ้าของพื้นที่ และห้ามเด็กชาวพุทธทั้งชายหญิงแขวนพระหรือเครื่อง ลางที่ตัวเองนับถือตามความเชื่อของตนเข้าโรงเรียน เพราะขัดต่อหลักการศาสนาอิสลามอย่างชัดเจน หรือ ผิดหลักการศาสนาอื่น จะอ้างอิงกันได้หรือไม่ หากวัดหนองจอกห้ามได้ รัฐธรรมนูญก็ควรมีการแก้ไขเพื่อไม่ ให้ขัดกันกับหลักการปฏิบัติของชุมชน โดยให้ชาวไทยที่ต่างศาสนาต้องสับสนกับคำปลอบประโลม ของ ประเทศที่อ้างรัฐธรรมนูญในการปกครองและปราบปรามเพราะมันใช้ปฏิบัติจริงไม่ได้ในหลายเรื่อง

1153402-3x2-940x627

เรื่องสิทธิสตรีหรือสิทธิมากมายในคำว่าเสรีภาพในการอยู่ร่วมกัน หากชาวไทยยอมรับว่าโรงเรียนวัด หนองจอกทำถูกต้อง ปัญหาการเรียนต่อที่โรงเรียนนี้ย่อมหนักอึ้งกับนักเรียนทั้ง17 คนนั้นอย่างแน่นอนรวม ทั้งเด็กมุสลิมคนอื่นๆในโรงเรียนด้วยเพราะโรงเรียนวัดหนองจอกนั้นเป็นเขตที่มีชุมชนมุสลิมอาศัยอยู่กันมาก ตามที่ทราบดี มันแปลกตรงที่ขณะที่ชาวโลกและข่าวสารที่ไทยได้รับนั้นคือสตรีอิสลาม โดยเฉพาะในประเทศ อิสลามถูกกดขี่เพราะศาสนาบัญญัติและมีกฎหมายบังคับให้ปกปิดร่างกายมิดชิด จนเกิดความกดดัน หลาย คนมักพูดในเชิงขบขันของสตรีมุสลิมบางคนที่ไม่ศรัทธาเคร่งครัด หรือไร้ศรัทธาเมื่อเวลาที่เธออยู่ลับตาจาก พวกพ้องมุสลิมด้วยกัน เธอก็จะเปลื้องผ้าคลุมฮิญาบออกแต่งตัวสมัยใหม่เปิดเผยรูปโฉมเธอในที่สาธารณะ มีเสียงที่พูดถึงเธอในเชิงว่าศาสนาอิสลามบังคับพวกเธอไม่ได้หรอก และสตรีทุกคนอยากปลดเปลื้องตัวเอง จากภาระศาสนาหากมีโอกาส ปลอดจากสายตาสังคมมุสลิม กลับกันซึ่งนักเรียนโรงเรียนวัดหนองจอกกลับ เป็นสตรีที่มีจิตใจสูงส่งและห้าวหาญ แม้จะอายุเพียงเท่านี้หัวใจของเธอกล้าแกร่งพอที่จะลุกขึ้นยืนเรียกร้อง สิทธิ เสรีภาพในความเป็นสตรีมุสลิมที่มีศรัทธาที่เข้าสู่วัยสาวอันมีสิ่งอันพึงสงวนที่ควรปกปิดตามหลักการ ของศาสนาและรัฐธรรมนูญของไทย ที่ให้ความเสมอภาคกันในการปฏิบัติศาสนกิจของทุกศาสนาและหาก เธอไม่ปฏิบัติตามหลักศาสนานั่นก็เป็นข้อพิสูจน์เธอว่าเธอจำต้องยอมสยบต่ออำนาจของมนุษย์ต่างศาสนาโรงเรียนและวัดเพื่อแลกกับการเรียนขั้นพื้นฐานที่รัฐ ส่งเสริม หรือเธอจะอยู่ในทางตามประกาศิตของพระ องค์อัลลอฮฺ(ซบ.) พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่แห่งสากล โลกที่มีโองการในคัมภีร์อัลกุรอานต่อสตรีมุสลิมว่าและบรรดาผู้กล่าวร้ายแก่บรรดาผู้ศรัทธาชาย และบรรดาผู้ศรัทธาหญิงในสิ่งที่พวกเขามิได้ กระทำ แน่นอนพวกเขาได้แบกการกล่าวร้ายและ บาปอันชัดแจ้งไว้ โอ้นบี (ศาสนทูต) จงกล่าว แก่บรรดาภรรยาของเจ้า บรรดาบุตรีของเจ้า และบรรดาสตรีทั้งหลายให้พวกนางดึงเสื้อคลุม ของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการ เหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จักเพื่อว่าพวกนาง จะไม่ถูกรบกวน พระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.)นั้น เป็นผู้ทรงให้อภัยและเมตตาเสมอ (อัลกุรอาน 33/58-60)

muslim-women-in-college

อาจารย์นิมัรซูกี สาและ(อาจารย์โรงเรียน บางกอกศึกษา) อีกท่านหนึ่งที่ร่วมนำเสนอความ คิดเห็น โดยอาจารย์ได้กล่าวว่า“เมื่อได้ทราบข่าว เกี่ยวกับนักเรียนมุสลิมโรงเรียนวัดหนองจอกที่ต้องการ แต่งกายตามหลักการของศาสนาอิสลามโดยการ คลุมฮิญาบ(ผ้าคลุมศรีษะ)จึงได้ไปแจ้งกับ ผู้อำนวย การว่าตนนั้นอยากคลุมฮิญาบมาโรงเรียน โดยที่ผู้ อำนวยการนั้นไม่สามารถตัดสินได้ จึงยื่นเรื่องมาให้ กับทางวัด ซึ่งทางมหาเถรสมาคมของวัดนั้นก็ตัดสิน ว่าไม่สามารถให้มุสลิมคลุมฮิญาบมาโรงเรียนได้ เพราะเนื่องจากว่าที่บริเวณโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ของวัด จึงมีข้อตัดสินว่าในบริเวณเขตของวัดนั้นไม่สมควรที่ จะให้ศาสนาอื่นที่เข้ามาในบริเวณวัด แต่งกายหรือปฏิบัติ ศาสนกิจที่ไม่ ใช่ ของพุทธศาสนาในกรณีของพระสงฆ์ นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าเราลองมองอีกแง่ มุมหนึ่งในความรู้สึกของผมเข้าใจว่าคนที่เป็นผู้อำนวย การนั้นอาจจะมีการเข้าใจผิดคิดว่าการจะเข้าไป สถานที่ของต่างศาสนิกอื่นนั้นควรปฏิบัติตัวอย่างไร อย่างการที่เราแต่งกายถูกต้องตามหลักการของศาสนาก็เป็นการแต่งตัวอย่างสุภาพที่สุดแล้ว แต่ทำไมเขาถึงมองไปว่าไม่เป็นการให้เกียรติกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นผมได้ ไปเข้าร่วมโครงการ ศาสนสัมพันธ์ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เขาได้กล่าวเกี่ยวกับว่าการที่เราจะเข้าไปใน สถานที่เคารพบูชาหรือว่าของศาสนาอื่นนั่นก็ไม่ได้เป็นที่ต้องห้าม แต่กับตรงกันข้ามเป็นสิ่งที่สุภาพด้วยซ้ำไป การที่เราจะแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะมุสลิมนั้นแต่งกายโดยปกปิดมิดชิด ทุกส่วนของร่ายกาย ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ แล้วทำไมเขาไม่มองถึงคนของเขาบางคนนุ่งกางเกงขาสั้น อาจเปิดเผยมากกว่าด้วยซ้ำไป ตรงนี้มันไม่ยิ่งกว่าเหรอ ? จึงคิดว่าคงจะมีการเข้าใจผิดในเรื่องของศาสนาและอีกอย่างก็คือผู้นำ ของเรานั้นมีอำนาจหรือว่ามีพลังในการที่จะพูดหรือแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ อย่างสำนักจุฬาราชมนตรีซึ่งก็อยู่ ในบริเวณนั้นทำไมเขาถึงไม่มาดูแลตรงนี้ ก็อยากจะให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเข้ามาไกล่เกลี่ย และ แก้ไขปัญหาตรงนี้โดยตรง หลังจากนั้นมาเมื่อกระแสข่าวสังคมที่เผยแพร่ออกไปแล้วก็มีภาพสะท้อนกลับมาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกมาว่าไม่เป็นไรเพราะเรื่องของศาสนานั้นถือเป็นเรื่องที่ละเอียด อ่อน เป็นเรื่องที่อาจมีการเข้าใจผิดกัน แล้วทีนี้ในเรื่องของการคลุมฮิญาบหรือในเรื่องของการละหมาด จริงๆ แล้วครูก็เห็นด้วยว่าจะให้มุสลิมไปละหมาดในสถานที่ของวัดมันก็ไม่ถูกต้อง จริงๆแล้วบริเวณนั้นมันก็มี มัสยิดเยอะแยะ อย่างเมื่อถึงเวลาพักเที่ยงก็ขอเวลาออกไปละหมาดที่มัสยิดใกล้ๆก็น่าจะดีกว่าที่จะขอไป ละหมาดภายในบริเวณวัด มองว่าเขาพูดถูกในเรื่องของการเคารพกราบไหว้ในแผ่นดินของสงฆ์มันก็ดูไม่สวย ไม่สมควรที่เราจะไปละหมาดในบริเวณนั้น เขาบอกว่ามันเป็นกรณีสงฆ์ก็ต้องตามเขาแต่มีทางออกคืออาจ จะไปละหมาดที่มัสยิดด้วยในตอนพัก เพราะถือว่าเป็นอีกทางออกหนึ่งและก็ถือว่าเป็นการสร้างความ สมานฉันท์ด้วยแล้วก็เป็นการสร้างความเข้าใจอันดี ดีกว่าที่เราจะไปขอเขาละหมาดในวัด ที่เขาอ้างเขาก็ถูก ของเขาแล้ว เราก็ยอมรับตรงที่ว่าเพราะมันเป็นพื้นที่ของวัดก็ไม่สมควรที่จะไปทำอิบาดะห์ในบริเวณนั้น ตรง นี้ก็เป็นความคิดเห็นของผมโดยตรง ซึ่งก็จะสอดคล้องกับหลักการของศาสนาอิสลาม ก็คือ มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในเชิงของศาสนาอิสลามในเรื่องของการแต่งกายก็ไม่เห็น ด้วยที่จะไม่ให้แต่ง แต่เรื่องของการละหมาดก็เห็นด้วยกับของเขาคือไม่ควรจะไปละหมาด ที่วัด เพราะตราบใดที่เขายังใช้ชื่อว่าโรงเรียนวัด คือเราจะต้องศึกษาให้ละเอียดว่าอันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้ ตรงที่ได้เราก็จับเข่าคุยกันได้ ส่วนตรงที่ไม่ได้มันก็เป็นขอบเขตของแต่ละฝ่ายอยู่ แล้ว ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลอยู่แล้ว เป็นสิทธิในเรื่องของความเชื่อคือเราไม่ สามารถบังคับให้เขาเชื่อแบบเราได้แต่เราก็ให้รู้ว่าของเราคือแค่นี้ ของคุณคือแค่นั้น ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้เพราะไม่อย่างนั้นสมัยนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)นั้นไม่สามารอยู่ได้หรอก เพราะในอัลกุรอานก็ได้กล่าวไว้ว่าศาสนาของพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน ศาสนาของฉันก็คือศาสนาของฉัน (อัลกุรอาน : อัลกาฟิรูน อายะห์ที่ 6)

how-trump-s-anti-muslim-rhetoric-is-bringing-american-muslim-women-closer-to-the-oval-office-1478645275-6615

 

แบ่งปัน