หลายประเทศทั่วโลกผ่อนปรนกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาทางการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้อง แต่กัญชายังถือเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 ในไทย ซึ่งผู้เสพต้องระวางโทษปรับ และ/หรือ จำคุก ล่าสุดคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เปิดทางให้ “กระท่อม-กัญชา” นำมาศึกษาวิจัยและใช้ทางการแพทย์ ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เตรียมส่ง สนช.พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป แม้ผู้ป่วยไทยบางส่วนลักลอบใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคร้ายมาหลายปีแล้ว

ในแง่ของอิสลามสามารถนำกัญชา และกระท่อม มาเป็นยารักษาโรคได้หรือไม่อย่างไร? สกู๊ปข่าวฉบับนี้เรามาหาคำตอบกันกับอาจารย์สอนศาสนา ทั้ง 3 ท่าน จะมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เชิญผู้อ่านติดตามไปพร้อมๆ กัน

 

%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a3

 

อ.สมิตร มะดะเรส อาจารย์ประจำสถานีโทรทัศน์ TMTV กล่าวว่า “เรื่องของกระท่อม ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ยาเสพติด เครื่องดื่ม จะฮะรอมหรือไม่อุลามาอฺจะทำการกิยาส (เปรียบเทียบ) จากเหล้าทั้งสิ้น โดยดูผลของสิ่งนั้นๆ ว่าทำให้มึนเมาหรือไม่เหมือนกับที่ท่านนบี(ซ.ล.) บอกได้รับแจ้งถึงเครื่องดื่มในเยเมนชนิดหนึ่งที่ทำมาจากการหมักน้ำผึ้งและนบีก็ตอบว่า “ทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมานั้นฮะรอม” (อ้างอิงจากหะดีษในซอเฮี๊ยะห์บุคอรีย์)

กระท่อม ในแรกเริ่มมนุษย์ไม่ได้นำมาเสพเพื่อความกระปรี้กระเปร่าหรือนำมาผสมกับสิ่งอื่นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม ในสมัยก่อนกระท่อมถูกนำมาใช้ได้ในการรักษาโรคบิด ท้องร่วงปวดมวนท้อง บางพื้นที่กล่าวว่าสามารถบรรเทาโรคเบาหวานได้ ชาวนานำไปตากไปเผาและกินกับน้ำพริกเพื่อให้ทำงานได้นานขึ้นชาวมาลายูนำไปพอกแผล ใช้ใบเผาให้เกรียมและวางบนท้องเพื่อรักษาโรค (อ้างอิงจากงานเขียนของ ผศ.ดร.นิวัติ ประดับแก้ว)

ในขณะเดียวกัน จากฤทธิ์ของมันที่ทำให้กระปรี้กระเปร่าก็ทำให้เกิดการเสพติดและผลของการเสพติดก็ทำร้ายร่างกายทำลายระบบจิตและประสาท อีกทั้งในปัจจุบันก็มีตัวยาอื่นๆ ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคดังกล่าวข้างต้นได้ดีกว่าและปลอดภัยกว่ากะท่อมมากนัก จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้มันและมองตามฮู่ก่มศาสนาแล้วกระท่อมคือสิ่งฮะรอมครับเสพมากก็มึนเมา บริโภคมากก็ทำร้ายร่างกาย

ส่วนในการนำมารักษา ในด้านการแพทย์แล้วอิสลามจะเปิดกว้างไว้ให้อยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ เราไม่มีสิทธิ์เลือกใช้มันด้วยตนเองตามเหตุผลที่กล่าวไปด้านบน

 

1441094340-medicalmar-o

 

เรื่องของกัญชา ก็ทำนองเดียวกันครับคือฮะรอม ท่านนบี(ซ.ล.) บอกว่าจงรักษาและอย่ารักษาด้วยสิ่งฮะรอม แต่สิ่งฮะรอมในภาวะหนึ่ง จะผ่อนผันให้กระทำได้ในภาวะหนึ่ง ยกตัวอย่างการทำแท้งนั้นฮะรอม แต่ถ้าทำเพื่อรักษาชีวิตก็ผ่อนผันให้ ทำไมไปยกเรื่องทำแท้ง? ก็มันผูกพันกับเงื่อนไขของการผ่อนผัน คือการวินิจฉัยของหมอครับ ย้ำว่าการวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้นนะครับ เราไปเอากระท่อมไปเอากัญชามาใช้เองไม่ได้ ยามีหลายตัวที่ไม่ฮะรอม ไม่จำเป็นที่ต้องใช้ของที่เดิมมันฮะรอมมารักษา ยกเว้นว่ามันเป็นการวินิจฉัยของเเพทย์เท่านั้น

อย่างไรก็ตามในกรณีที่วัยรุ่นปัจจุบันนำน้ำกระท่อมมาต้มและผสมสารต่างๆ แล้วดื่มเพื่อให้เกิดความมึนเมานั้น ส่วนตัวผมจะยึดมั่นว่า ผมจะไม่ตัดสินคนจากพฤติกรรม แต่จะทำความเข้าใจและหาทางออกให้แก่คนจากพฤติกรรมนั้นๆ ผมคิดว่าคนเสพกระท่อมหรือกัญชาบางส่วนขาดความรู้ บางส่วนขาดตักวา การนะศีฮัตและการยอมรับคนคือสิ่งที่ควรทำ การยอมรับในตัวคนไม่ได้หมายรวมถึงการยอมรับในพฤติกรรม เพราะทั้งหลายทั้งปวงอยู่ภายใต้ฮู่ก่มการดื่มสุรานั้นฮะรอม …. วัลลอฮุอะลัม”

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b3-5

 

“อาจารย์สมคิด อาดำ” (ครูมูซา) อาจารย์ประจำโรงเรียนอิสลามสันติชน จบการศึกษาคณะกฎหมายสากล มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ไคโร ประเทศอียิปต์

“กัญชาและกระท่อมเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นพืชชนิดหนึ่ง ทั้งกัญชาและกระท่อม ซึ่งเมื่อมีการเสพไม่ว่าจะผ่านทางกระบวนการต่างๆ เช่น การต้ม การทำให้เป็นควันและสูบเข้าไป ทำให้เราไม่สามารถที่จะควบคู่ร่างกาย อารมณ์ได้ ทำให้เกิดความมึนเมา สติสัมปะชัญญะขาดหายไป โดยหลักการของอิสลามแล้วทุกสิ่งที่ทำให้เกิดความมึนเมา ไม่ว่าเราจะเสพเข้าไปมากหรือน้อยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามหรือฮะรอมนั่นเองดังหลักฐานที่ท่านนบีบอกว่า “ทุกสิ่งที่ทำให้เกิดความมึนเมานั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้าม”

แต่กรณีที่จะนำไปใช้ในทางการแพทย์โดยเฉพาะนั้น มีนักวิชาการคิดเห็นที่แตกต่างกัน เนื่องจากว่าในการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอ้างอิงตัวบทหลักฐานที่ชัดเจน ในหะดีษ เช่น กรณีของเหล้ามีระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ฮู่ก่มเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ห้ามนำไปใช้ ดื่ม หรือเสพเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อการรักษาก็ตาม ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) กล่าวว่า “เหล้าไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นโรคร้าย” ซึ่งแตกต่างกับกรณีของกัญชาและใบกระท่อมถึงแม้ว่ามันจะมีฤทธิ์ทำให้สติปัญญาของเราบกพร่องไป มีผลต่อสุขภาพและร่างกาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากกัญชาและใบกระท่อมไม่ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานและหะดีษที่ชัดเจน ในสมัยท่านนบีก็ไม่มี นักวิชาการก็ใช้หลักการพิจารณา โดยนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่ากัญชาไม่ใช่สิ่งที่ฮะรอมเมื่อถูกนำไปใช้ในด้านการรักษา กระท่อมก็เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ากระท่อมและกัญชา จะมีนักวิชาการส่วนใหญ่อนุญาตให้ใช้ในเรื่องของการรักษาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะนำมาใช้ได้ตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะค่านิยมวัยรุ่นตอนนี้ นำมาต้มผสมกับยาแก้ไอหรือสารต่างๆ เพื่อให้เกิดความมึนเมา อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามชัดเจนเพราะไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์จากการเสพสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ศาสนารณรงค์ไม่ให้ทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ให้โทษแก่ตนเองและผู้อื่น ถือเป็นสิ่งต้องห้ามโดยชัดเจน มีหลักฐานระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมันให้โทษแก่ตัวเองและผู้อื่น”

 

4dqpjutzluwmjzzpfhixh3k9ma4bgsaejzry9ve4rhke

 

ทั้งนี้ ศาสนาส่งเสริมให้ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองเพราะเป็นหน้าที่ เราไม่สามารถที่จะละเมิดร่างกายหรือสมองของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺสร้าง และเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺตะอาลาประทานความโปรดปรานมาให้เราไปในทางที่ผิดได้ การเสพสารเสพติดทำให้สมองเกิดความมึนงงเป็นนั้นสิ่งที่ต้องห้ามถือว่าเรากำลังละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺ(ซบ.) ฉะนั้นหน้าที่ของเราก็คือจะต้องรักษาสุขภาพของเรา ร่างกาย สมอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการออกกำลังกาย รับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสมองและร่างกาย ขณะเดียวกันเราจะต้องไม่ทำร้ายร่างกายของเราเอง เช่น ทำร้ายสมองในการนอนดึกตื่นสายจะทำให้สมองมึนงง อย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเช่นเดียวกัน ศาสนาส่งเสริมให้นอนตั้งแต่หัวค่ำหลังละหมาดอีซาให้นอนเลยถ้าเราไม่มีกิจจำเป็นใดๆ เช่นเดียวกัน ถ้าเราละเมิด สมอง ร่างกายของเราในการไปเสพยาเสพติดนั่นก็หมายความว่าเรากำลังละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺ(ซบ.) อัลลอฮฺเป็นเจ้าของ ร่างกายสุขภาพของเราเป็นอามานะห์ที่เราจะต้องดูแลรักษา เพราะฉะนั้นเราต้องบริโภคสิ่งที่ดี ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้สมองของเรามีพลังในการแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตให้อยู่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยในดุนยานี้ โดยการไม่ไปบริโภคสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเป็นอาหารก็คือไม่ทานอาหารที่เป็นพิษที่ให้โทษแก่ร่างกาย ไม่ไปเสพยาเสพติดทุกประเภทที่ทำลายสมองสุขภาพของเรา ขอรณรงค์ให้เยาวชนทุกคนและผู้ใหญ่ก็ไม่ควรไม่ยุ่งเกี่ยว หรือทำสิ่งที่ไม่ดีให้ดูเป็นตัวอย่าง ในส่วนของกรณีที่เราจะนำไปรักษา ซึ่งศาสนาได้เปิดกว้าง ในกรณีนี้ควรที่จะอยู่ในความดูแลควบคุมของแพทย์เพราะเราไม่สามารถตัดสินได้ว่ากรณีของเรา เราจะรักษาโดยใช้กัญชาหรือกระท่อมได้อย่างไร ถ้าไม่มีเหตุผลเราก็ไม่สามารถใช้หลักการนี้มาอ้างในการกระทำของเราได้”

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%a1-5

 

“อาจารย์อัดนาน บินกาเซ็ม” (อ.อัศวิน) อาจารย์ประจำโรงเรียนอิสลามสันติชน และคอเต็บประจำมัสยิดอัตตั๊กวา (คลองสองต้นนุ่น) จบการศึกษาคณะอุซูลุดดีน (ศาสนศาสน์) มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ไคโร ประเทศอียิปต์

เรื่องของยาเสพติดในหลักการของอิสลาม ถูกกล่าวไว้โดยนักวิชาการว่า คำว่า “อัล-ค็อมรฺ” หรือ สุรา นั้นถือเป็นตัวการสำคัญของความชั่วร้ายทั้งปวง เป็นกุญแจสู่ความเสียหายและความเสื่อมเสียทั้งนี้ อัล-ค็อมรฺ ยังมีความหมายรวมไปถึงสิ่งเสพติดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น กัญชา โคเคน ฝิ่น เฮโรอีน หรือยาเม็ดต่างๆ ที่ทำลายหนุ่มสาวมุสลิมในปัจจุบันนี้ โดยศัตรูได้ใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือบั่นทอนกำลังของมุสลิม เพื่อให้พวกเขาห่างไกลจากศาสนา ทำให้เกิดอาการที่เข้าครอบงำสติและความคิดทำให้เกิดความขี้เกียจและเฉื่อยชา คล้ายกับผู้เสพถูกอะไรคลุมอยู่ ทำให้ไม่มีความคิดแยกแยะได้ ทั้งนี้แม้กระทั่งในสังคมที่ไม่ใช่มุสลิมยาเสพติดเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องห้าม และหากใช้อย่างต่อเนื่องก็อาจะทำให้เสียสติได้ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย

ศาสนาห้ามยาเสพติดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเสพด้วยวิธีการใด เพราะมันทำลายสติปัญญา ความคิด และร่างกาย และเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค และก่อให้เกิดผลร้ายต่างๆ กับตัวผู้เสพและสังคมรอบข้าง ซึ่งมันเข้าอยู่ในข้อกำหนด – ต้องห้าม – เช่นเดียวกับสิ่งที่ทำให้มึนเมาดังได้กล่าวมาแล้ว อะบูดาวูดได้รายงานในเรื่อง (เครื่องดื่ม – บท – ห้ามสิ่งที่ทำให้มึนเมา เลขที่ 3686) เล่าจากอุมมิ สะละมะห์ (ร.ด.) ความว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.) ได้ห้ามทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมาและทำให้ขาดสติ อะห์มัดได้นำออกรายงาน  เช่นเดียวกันในมุสนัด (6/309)

บทลงโทษเรื่องเสพยาเสพติดในโลกนี้ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของอิสลามที่จะเห็นเหมาะหรือเรียกว่า ตะอฺซีซ ทั้งประเภทการลงโทษ ความหนักเบาของการลงโทษ อาทิ เช่น  การกักขัง การเฆี่ยน หรือว่ากล่าวตักเตือน เป็นต้น  โดยมีเงื่อนไขว่าหากเป็นการลงโทษด้วยการเฆี่ยนจะต้องไม่ถึงอัตราการลงโทษขึ้นต่ำสุดตามบัญญัติศาสนา คือ 40 ครั้ง

 

%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2

 

กรณีที่ได้รับการยกเว้น มีหลายกรณีที่ได้รับการยกเว้นในเรื่องที่เกี่ยวกับสุราและยาเสพติดคือ

  1. ในยามจำเป็นอย่างที่สุด เช่น อาหารติดคอ ไม่มีอะไรกลั้วคอเลย นอกจากสุราหรือเครื่องดื่มที่ทำให้มึนเมา อนุญาตให้เข้าใช้สุรากลั้วคอได้ เพื่อให้อาการติดคอหายไปเป็นการรักษาชีวิต อัลลอฮฺตะอาลาทรงตรัส ความว่า “ดังนั้นผู้ใดที่ตกอยู่ในยามคับขันถึงขั้นต้องรับประทานสิ่งต้องห้าม โดยที่เขาไม่ละเมิดและโดยไม่มีใจโน้มเอียง แน่แท้องค์อภิบาลทรงอภัยยิ่งทรงเมตตายิ่ง” (อัลอันอาม145)

 

  1. ใช้เป็นยารักษาโรค เช่น นายแพทย์ได้สั่งยาให้แก่ผู้ป่วย เป็นยาที่เจือปนสิ่งที่ทำให้มึนเมา แต่ลักษณะ  และคุณสมบัติของสิ่งที่ทำให้มึนเมาได้สลายไปหมดแล้ว และไม่ปรากฏว่ามีตัวยาใดใช้แทนยาดังกล่าวได้ ก็อนุญาตให้ผู้ป่วยรับประทานยานั้นได้ เพราะมีความจำเป็นถึงขั้น

 

ส่วนสิ่งที่ทำให้มึนเมาที่ยังไม่สลายตัวปนไปกับยา  ไม่อนุญาตให้รับประทานเป็นยารักษาโรค  แม้จะเป็นคำแนะนำและคำสั่งจากแพทย์ก็ตาม และความจริงเป็นที่ปรากฏแล้วว่าสิ่งที่ทำให้มึนเมาแท้ๆ นั้นไม่อาจใช้เป็นยารักษาโรคใดๆ ได้ แต่อันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ในสิ่งที่ทำให้มึนเมานั้นมีมากยิ่งกว่าประโยชน์เกินกว่าจะคาดคิด อิบนุมาญะห์ได้รายงานในเรื่อง (แพทย์ -บท- ห้ามรักษาโรคด้วยสุรา เลขที่ 3500) เล่าจากตอริก บุตร สุวัยด์  อัลฮัดรอมีย์ (ร.ด.) กล่าวความว่า ฉันได้ถามว่า : โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ แผ่นดินของเราอุดมด้วยองุ่น เราคั้นมัน (ทำสุรา) แล้วดื่มได้ใหม? ท่านตอบว่า  ไม่ได้  ฉันถามซ้ำอีกว่า  เราจะใช้มันรักษาผู้ป่วยได้ใหม?  ท่านตอบว่า  มันไม่ใช่ยา  แต่มันเป็นโรค  และได้นำออกรายงานอีกเช่นกันโดย อะห์มัดในมุสนัดของเขา : (4/311 , 5/2983) และบุคอรีย์ได้รายงานเป็นหะดีษ มุอัลลัก จากอิบนิ มัสอูด (ร.ด.) ความว่า “ความจริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงบันดาลให้การหายป่วยของพวกท่าน อยู่ในสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามพวกท่าน”

 

  1. การผ่าตัด เช่น แพทย์จำเป็นต้องใช่ยาเสพติดกับผู้ป่วยในการทำการผ่าตัด เพราะผู้ป่วยไม่อาจทนความเจ็บปวดจากการผ่าตัดได้โดยไม่ใช้ยาเสพติดเข้าช่วยระงับอาการเจ็บปวด (อาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็เหมือนกับการตกอยู่ในสภาพที่คับขันนั่นเอง) ดังนั้นในกรณีนี้จึงไม่พบว่ามีข้อห้ามที่จะนำยาเสพติดเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นด้วยการฉีด หรือดื่ม หรืออมไว้ก็ตาม (อัลลอฮฺตะอาลาทรงรู้ยิ่ง)

 

istock-826590134_1

 

ทั้งนี้ โศกนาฏกรรม และเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งเสพติดและสิ่งมึนเมานั้นก็เป็นที่ทราบกันดีแล้ว อีกทั้งท่านนบี ยังห้ามการรักษาด้วยสุราและสิ่งที่เสพติดสิ่งมึนเมาทั้งหลาย เพราะอัลลอฮฺไม่ทรงทำให้สิ่งที่รักษาเรามาจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามแก่เรา มีรายงานจากฏอริก บิน สุวัยดฺ ว่าเขาได้ถามท่านนบี เกี่ยวกับสุรา แล้วท่านห้ามเขาหรือไม่ชอบที่จะให้เขาผลิตมัน เขาจึงกล่าวว่า “แต่ฉันผลิตมันเพื่อการรักษา” ท่านนบี  กล่าวตอบความว่า “มันไม่ใช่สิ่งรักษาโรคแต่มันเป็นโรคต่างหาก” (บันทึกโดย มุสลิม หมายเลขหะดีษ 1984) ทั้งนี้ เกรงว่าหากเราใช้มันรักษาแล้วมันสะสมในร่างกายเรื่อยไปอาจทำให้เรากลายเป็นเสพติดมันก็เป็นได้…วัลลอฮฺอะลัม

แบ่งปัน