ท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ.ล. ) เป็นศาสดาที่มีเชื้อสายมาจากชาวอาหรับเผ่ากุเรซ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสายตระกูลที่มีเกรียติและเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งหลายอย่างปฏิเสธไม่ได้ ท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ.ล. ) เป็นศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) ที่ถูกส่งลงมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ การเรียกร้อง เชิญชวนผู้คนทั้งหลายสู่การให้เอกภาพแก่พระองค์อัลลอฮ์ ( ซบ. ) แต่เพียงผู้เดียวในการเป็นพระเจ้า เช่นเดียวกับบรรดาศาสดาที่ถูกส่งลงมาก่อนหน้านี้ทั้งหลาย การมาของท่านศาสดามูฮัมหมัดนั้นถือได้ว่าเป็นความเมตตาต่อมวลมนุษยชาติทั้งมวล ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสถึงเรื่องนี้เอาไว้ในอายะฮ์ที่ 107 ของซูเราะฮ์อัลอันบิยาอฺ

﴿ وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ ﴾ سورة الأنبياء ( 107 )

ความว่า ” และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย ”

 

images

 

นักประวัติศาสตร์ได้แบ่งชนชาติอาหรับออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ได้แก่อาหรับ ( بَائِدَةٌ  ) ซึ่งเรื่องราวของพวกเขาถูกบันทึกเอาไว้น้อยมาก ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนมากมายให้ความสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวของพวกเขาก็ตาม พวกเขาบางเผ่าถูกกล่าวถึงเอาไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อาทิเช่น เผ่าอ๊าด และเผ่าซะมูด เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 ได้แก่อาหรับ ( عَارِبَةٌ  )  ซึ่งพวกเขาก็คือชาวยะมันที่สืบเชื้อสายไปยัง เกาะฮ์ฏอน (  قَحْطَان  ) ซึ่งสืบเชื้อสายถึงซามบุตรนบีนูวหฺ (อ.ล.) และพวกเขาถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ( قَحْطَانِيُّوْنَ ) ซึ่งถูกกล่าวถึงในคัมภีร์เตารอต ชาวอาหรับเผ่าเอาซฺ ( أوس ) และคอซรอจ ( خزرج ) ก็เป็นเชื้อสายของพวกเขา นอกจากนั้นแล้วชาวอาหรับบางกลุ่มอ้างว่า ชาวอาหรับกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของผู้ที่พูดของภาษาอาหรับ

กลุ่มที่ 3 ได้แก่อาหรับ ( مُسْتَعْربَةٌ ) พวกเขาคือลูกหลานของนบีอิสมาอีล ( อ.ล. ) ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แคว้นหิญาซประมาณศตวรรษที่ 19 ก่อนคริสตศักราช และถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า (  عَدْنَانِيُّوْنَ  ) อาหรับเผ่ากุเรซ ( قريش ) ก็เป็นวงศ์วานของพวกเขาเช่นเดียวกัน

อิทธิพลของภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาษาที่ชาวอาหรับในยุคญาฮิลียะฮ์ใช้ในการประพันธ์วรรณกรรมทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรองนั้นคือ ภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซซึ่งคัมภีร์อัลกุรอานก็ถูกประทานลงมาด้วยภาษาอาหรับสำเนียงนี้เช่นเดียวกัน จนกระทั่งมีนักวิชาการบางคนเรียกภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซนี้ว่า ( اللغة القرشية ) ชาวอาหรับสายตระกูลกุเรซนั้นเป็นชาวอาหรับที่มีโวหารดี พูดจาชัดถ้อยชัดคำ และเป็นผู้สรรหาถ้อยคำที่มีวาทศิลป์มาใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนทั้งหลาย

ท่าน ”  أبو نصر الفارابي  “ อบูนัสรฺ อัลฟารอบียฺ กล่าวว่า ” ชาวอาหรับกุเรซนั้นเป็นชาวอาหรับที่มีสำนวนโวหารดีที่สุดในบรรดาชาวอาหรับเผ่าต่างๆ พวกเขาจะเลือกใช้ถ้อยคำ หรือสำนวนที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และไม่สร้างความยากลำบากให้กับลิ้นขณะพูด ( ไม่หนักลิ้นเวลาพูด หรือออกเสียงยาก )”

ปัจจัยที่ทำให้ภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซมีอิทธิพลเหนือภาษาอาหรับสำเนียงอื่น

มีปัจจัยมากมายที่ทำให้ชาวอาหรับกุเรซเข้ามามีบทบาทเหนือชาวอาหรับเผ่าอื่นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านภาษา ส่วนหนึ่งจากปัจจัยเหล่านั้นได้แก่

  1. ปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ ชาวอาหรับตระกูลกุเรซนั้นตั้งถิ่นฐานอยู่ในนครมักกะฮ์ซึ่งในทุกๆปีจะมีผู้คนมากมายจากเมืองต่างๆเดินทางมายังนครมักกะฮ์เพื่อแสวงบุญ พวกเขาเหล่านั้นยอมรับในการดำเนินการทางพิธีกรรมทางศาสนาของชาวอาหรับกุเรซ
  2. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ในนครมักกะฮ์มีตลาดการค้ามากมายหลายตลาดทำให้เศรษฐกิจในนครมักกะฮ์มีความมั่นคงเป็นอย่างมาก ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้ชาวอาหรับกุเรซมีสถานะ และเป็นที่ยอมรับของชาวอาหรับเผ่าต่างๆ
  3. ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม ชาวอาหรับที่เป็นพ่อค้า นักกวีทั้งร้องแก้ว และร้อยกรอง พวกเขาเหล่านั้นมักจะมารวมตัวกันที่ตลาดในนครมักกะฮ์ เช่น ตลาดอุกาซ เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดพวกเขาเหล่านั้นจะมีการแลกเปลี่ยนผลงานด้านวรรณกรรมต่อกัน และภาษาที่พวกเขาใช้ก็คือภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซ เพราะเป็นภาษาที่มีอิทธิพลอย่างมากในนครมักกะฮ์ในขณะนั้น
  4. ปัจจัยทางด้านการเมือง ในขณะที่ชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ในซาม อีรัก เยเมน หรือชาวอาหรับที่มีถิ่นฐานอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ ต้องเผชิญกับการทำสงครามอยู่ตลอดเวลาจนทำให้มีการปะปนกันระหว่างภาษาอาหรับกับภาษาอื่นๆ แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่งนั้นชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ในนครมักกะฮ์นั้นกลับมีชีวิตที่สงบสุขเป็นเอกเทศมีอิสระ พวกเขาจึงมีทัศนะคติว่าชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ในนครมักกะฮ์นั้นมีเกรียติ และสูงส่งกว่าชาวอาหรับกลุ่มอื่น
  5. ภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซนั้นเป็นภาษาที่มีความมั่นคง และเปิดกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือเป็นสำเนียงที่ปราศจากข้อบกพร่อง หรือตำหนิความผิดเพี้ยนทางภาษา
  6. คัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมาโดยใช้ภาษาอาหรับสำเนียงกุเรซซึ่งเป็นสำเนียงที่ชาวอาหรับส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดี

 

free-1971524519664664338

 

หลักฐานข้อชี้ชัดที่แสดงให้เห็นว่าอิสลามนั้นทำให้ภาษาอาหรับนั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

การที่คัมภีร์อัลกุรอานนั้นถูกประทานลงมาเป็นภาษาอาหรับนั้นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาษาอาหรับนั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ ส่วนข้อบ่งชี้ที่ทำให้เราเห็นว่าภาษาอาหรับนั้นมีพัฒนาการที่ดี และมีความเจริญรุดหน้าเป็นอย่างมากนั้นเราสามารถสังเกตได้จากสิ่งต่อไปนี้

  1. 1. มีการใช้ถ้อยคำ หรือสำนวนที่เหมาะสม และมีเป้าหมายที่สูงขึ้น
  2. 2. มีคำศัพท์ทางด้านเทคนิคที่ใช้เฉพาะทางด้านนิติศาสตร์มากมายเกิดขึ้นเมื่ออิสลามได้มาถึง อาทิเช่น الصلاة ، الصوم ، الحج ، الذكاة ، المؤمن ، الكافر ، الفاسق ، المنافق
  3. 3. มีคำศัพท์ทางด้านเทคนิคที่ใช้เฉพาะทางด้านรัฐศาสตร์การปกครองมากมายเกิดขึ้นเมื่ออิสลามได้มาถึง อาทิเช่น الخلافة ، الولاية ، الوزارة ، الحجابة ، القضاء ، الحسبة
  4. 4. ภายหลังจากการมาของอิสลามเกิดคำศัพท์เทคนิคทางด้านวิชาการแขนงต่างๆอีกมากมาย อาทิเช่น

– วิชาไวยากรณ์อาหรับเกิดคำศัพท์เทคนิคใหม่เกิดขึ้น เช่น

الفاعل ، المفعول به ، العامل ، الإلغاء ، التعليق ، المضاف ، المضاف إليه ، المرفوع ، المنصوب ، المجرور

– ในวิชาอัลหะดีษเกิดคำศัพท์เทคนิคใหม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น

السند ، المتن ، العلة ، المرفوع ، المرسل ، المنقطع ، المأثور ، المتواتر

-วิชาวาทศาสตร์ ( วิชาบ่าลาเฆาะฮ์ )  ก็เกิดคำศัพท์ใหม่ๆเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น

البديع ، البيان ، المعاني ، الطباق ، الجناس ، التشبيه

 

download

 

สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอใช้บรรยากาศของเดือนร่อบีอุ้ลเอาวาลในปีนี้เชิญชวนเยาวชนร่วมหวนรำลึกถึงท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ศาสดาผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจริยวัตรอันงดงามโดยการกล่าวซ่อลาวาต (สรรเสริญ) ท่านมากๆ และในฐานะที่เราเป็นประชาชาติของท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ.ล. ) การแสดงความรักต่อท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นรากฐานที่สำคัญประการหนึ่งของการศรัทธา ท่านร่อซู้ล ( ซ.ล. ) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้เอาไว้ในอัลหะดีษบทหนึ่งความว่า

قال رسول الله صلى الله عليه وسلم ” والذي نفسي بيده لا يؤمن أحدكم حتى أكون أحب إليه من والده وولده ” رواه البخاري ومسلم

ความว่า “ ขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮฺ ( ซบ. ) คนหนึ่งจากพวกท่านทั้งหลายนั้นจะยังมีอีหม่านที่ไม่สมบูรณ์จนกว่าเขาจะรักฉันมากกว่าบุพการีของเขา และลูกของเขา ” รายงานโดยบุคอรียฺ และมุสลิม

 

ขอขอบคุณ : ดร.สมชาย (ฮัสบุ้ลเลาะหฺ) เซ็มมี