ถ้วยกาแฟดำตอนสายวางตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงจ้าจากดวงอาทิตย์สาดส่องลอดหน้าต่างห้องทำงาน ท้องฟ้าสีครามถูกแต่งแต้มด้วยเมฆยาวสีขาวนวลจับกลุ่มเรียงราย ไม่รู้ว่าท้องฟ้ากำลังส่งสัญญาณอะไรบอกเรา เราไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์หลังฟ้าใสได้เลย

อากาศที่นี่มันเดายากเหลือเกิน บางวันเจอทั้งฝน ทั้งลม ทั้งแดด บางวันฝนตกราวฟ้ารั่ว บางวันแดดออก แต่หนาวเหน็บยากจะเข้าใจ นี้แหละครับโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ยามฤดูเปลี่ยน ทั้ง ๆที่ตอนนี้เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว ผมนั่งจิบกาแฟ พลางจ้องมองไปที่สุดขอบฟ้าไกลลิบตา คิดถึงเรื่องราวของผู้คนมากมายที่กล้าหาญตัดสินใจตั้งหลักปักฐานในดินแดนอันไกลโพ้นทะเล สุดที่จะเข้าใจและเอื้อมถึง

เพื่อนผมคนหนึ่งจากทวีปแอฟริกาเพิ่งได้รับสถานะ “ผู้ลี้ภัย” หรือที่เรียกกันว่า “Refugee” เขาต้องหอบหิ้วครอบครัวหนีภัยสงคราม ความขัดแย้งจากบ้านเกิดเมืองนอน เขาต้องอพยพลูกๆข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ปลอดภัยกว่า พวกเขาใช้เวลาเดินทางไกลกว่าจะถึงนิวซีแลนด์ ผมจินตนาการไม่ด้วยซ้ำว่า ระหว่างทางพวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง พวกเขารับมือกันยังไง หัวใจต้องเข้มแข็งขนาดไหนที่จะพยุงตัวให้อยู่รอด

เขาตัดสินใจอพยพลูกสาวอีกสามคนที่กำลังโตเป็นสาวน่ารัก แต่ต้องดิ้นรน ต้องหนี ต้องแสวงหาชีวิตที่ปลอดภัย เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกทั้งสามมาถึงนิวซีแลนด์ด้วยความปลอดภัย  เขาเลือก “นิวซีแลนด์” เป็นบ้านหลังใหม่

“ลูกสาวของผมดีใจ มีความสุขมาก ผมเห็นพวกเขายิ้ม ผมน้ำตาไหล ไม่คิดว่าเขาจะได้มาอยู่ที่นี่กับผม” เขานั่งเล่าเรื่องราวพร้อมชี้ไปที่ลูกสาวทั้งสามคนให้ผมรู้จัก “เธอสบายดีไหม การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง” ผมทักทายหลานๆด้วยความอิ่มใจที่เห็นใบหน้าอันสดใส ยิ้มแย้ม มีคำถามมากมายจะถามเพื่อนคนนี้ แต่บรรยากาศวันนี้เป็นการเลี้ยงต้อนรับพวกเขา เราน่าจะคุยกันถึงความสุข และอนาคตมากกว่าจะมาถามสาเหตุ เรื่องอดีต หากมีโอกาสค่อยว่ากันอีกที

เธอทั้งสามดูตื่นเต้นมาก วันนี้พวกเราจัดงานเล็กๆ ให้พวกเธอ ทุกคนในงานล้วนเป็นเพื่อนพ่อของเธอ ทุกคนเข้าไปจับมือพวกเธอ ถามไถ่ เตรียมอาหาร เตรียมเครื่องใช้จำเป็นบางส่วนมาให้พวกเธอ ผมสัมผัสได้ถึงความเมตตา ความใส่ใจจากเพื่อนๆต่อเด็กสาวทั้งสามและต่อเพื่อนคนนี้ แอบดีใจกับพวกเขาไปด้วย

เหตุการณ์ประทับใจนี้ เพิ่งผ่านเพียงชั่วข้ามคืน แต่ยังสะท้อนให้ผมคิด ทบทวน ถึงค่านิยม วิถี และวัฒนธรรมของชาวเมืองนี้ว่า เขาปลูกฝังคุณค่าเหล่านี้ได้อย่างไร? แน่นอน มันคงไม่ใช่เป็นสังคมที่ดีที่สุด ไม่ใช่สังคมที่สามารถพูดได้ว่า นี่แหละคือตัวแบบสังคมเอื้ออาทร แต่มันพอมีกลิ่นอายและตัวอย่างให้เห็นอยู่ไม่น้อย

วันนี้อากาศร้อนเอาเรื่องทีเดียว เพื่อนกีวีคนหนึ่งบ่นว่า “ร้อนมาก” ทั้ง ๆที่อากาศแบบนี้แหละที่บ้านเราต้องการ ยี่สิบองศาเซลเซียสต้นๆ มันกำลังดีต่อจิตใจคนไทย หรือคนที่ใช้ชีวิตใกล้เส้นศูนย์สูตร(equator) ยิ่งนัก

เอาเป็นว่า ผมเองก็ต้องปรับตัวพอสมควรครับ ยิ่งฤดูนี้กลางวันสั้นมาก  ตีสี่นิดๆก็เข้าเวลาละหมาดซุบฮิแล้ว ไม่เกินหกโมงเช้าแสงแรกก็ปรากฎกายตรงเส้นขอบฟ้า กว่าที่ดวงอาทิตย์จะลับเส้นขอบฟ้า ต้องรอถึงสองทุ่มครึ่งทีเดียว

เรื่องราวผู้คนรอบกายช่างน่าสนใจ น่าประทับใจ และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งผลักดันให้ผมต้องแสวงหาความรู้ผ่านชีวิตผู้คนให้มากที่สุด อยู่มาวันหนึ่ง มีคนแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งให้ผมอ่าน เขารู้มาว่าผมกำลังสนใจศึกษาการตั้งถิ่นฐาน  ความเป็นไปของมุสลิมนิวซีแลนด์

เขาบอกผมว่า ถ้าเธอสนใจมุสลิมนิวซีแลนด์ ฉันคิดว่า เธอควรจะได้อ่านเรื่องราวชีวิตของพวกเขาในหนังสือ  “THE CRESCENT MOON : THE ASIAN FACE OF ISLAM IN NEW ZEALAND””  หากจะแปลเป็นภาษาไทยน่าจะชื่อว่า “เดือนเสี้ยว : โฉมหน้ามุสลิมเอเชียในประเทศนิวซีแลนด์

หนังสือเล่นนี้ตีพิมพ์ ปี 2009  จัดพิมพ์โดยมูลนิธิเอเชียนิวซีแลนด์ (Asia New Zealand Foundation) สัมภาษณ์เชิงลึกชีวิตมุสลิมกว่าสามสิบเจ็ดคน เรื่องราวของผู้คนที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างชุมชนมุสลิมนิวซีแลนด์อย่างยิ่ง อัลฮัมดุลิลละฮ์!! บางคนผมได้รู้จักเป็นการส่วนตัวมาบ้างแล้ว

เอาเข้าจริง มุสลิมที่นี่มีอาชีพหลากหลายมากครับ เป็นนักธุรกิจ พ่อค้า นักการเมือง นักวิชาการ นักการศาสนา นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักเขียน สถาปนิค เกษตรกร สื่อสารมวลชน ทนายความ นักคอมพิวเตอร์ นักกีฬา นักบัญชี วิศวกร และอื่นๆ เรียกได้ว่ามีทุกสาขาอาชีพ (All walks of life)

เท่าที่ได้อ่านพอจะจับประเด็นได้ว่า มุสลิมจากทวีปเอเชีย มีบทบาทอย่างมากต่อเส้นทางสร้างชุมชนมุสลิมนิวซีแลนด์ อันนี้เห็นจะจริงครับ ผมรู้จักพี่น้องมุสลิมที่นี่ ตามพื้นเพเดิมพวกเขามาจากทวีปเอเชียเกือบทุกคน นอกจากนี้ ยังมีมุสลิมอีกไม่น้อยที่กำลังอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงาน สร้างครอบครัว แสวงหาชีวิตใหม่

“เมื่อหนังสือพิมพ์เขียนถึงผม พวกเขาจะเขียนว่า นายอัชราฟ เชาดารี เป็น ส.ส.มุสลิม หรือเขียนว่า ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมุสลิมคนแรกของประเทศ ผมเองได้ถามนักข่าวเหล่านั้นว่า ทำไมไม่เรียก ส.ส.คนอื่น ๆตามศาสนาของเขาบ้าง? ทำไมถึงได้เจาะจงแต่ผมคนเดียว? ผมมีอะไรที่ต่างจากพวกเขา?

ผมภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของชุมชนมุสลิม แต่บทบาท ส.ส.ของผม มีมากว่านั้น อาจพูดได้ว่า ผมต้องทำงานให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆที่มีสิทธิทางการเมือง พวกเขาเลือกผมเข้ามาทำหน้าที่แทนพวกเขาเช่นกัน

ผมรู้สึกมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า นิวซีแลนด์ คือประเทศแบบโลกวิสัย (secular country ) และบทบาทของผมคงมีมากกว่างานประจำในรัฐสภา ผมมีทำหน้าที่ให้ความรู้แก่มุสลิม ฮินดู พุทธ และ ซิกข์ ทุกคนในประเทศนี้ต้องเข้าใจว่า เราอยู่ในสังคมที่ประชาชนทุกคนมีคุณค่า ถึงแม้ว่าพี่น้องชาวคริสต์เป็นชนกลุ่มใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่า นิวซีแลนด์จะห้ามนับถือศาสนา หรือห้ามเป็นผู้ที่เคร่งครัดในหลักธรรมทางศาสนา เพราะนิวซีแลนด์คือประเทศที่ไม่ระบุศาสนาประจำชาติ ดังนั้น ทุกศาสนาจึงได้รับการปกป้อง คุ้มครอง

ในฐานะมุสลิม เมื่อผมเข้าสู่การเมือง ผมต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น ผมยึดมั่นต่อหลัก “ความเที่ยงตรง” “ความยุติธรรม” และ “ความเสมอภาค” เพราะ “อิสลาม” คือคำสอนที่เกี่ยวพันกับค่านิยมเหล่านี้ ผมเองได้กระตุ้นให้ทุกชุมชนอพยพเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายในทุกระดับ เพราะนี่จะเป็นแนวทางให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ดีในสังคม”

ในฐานะ ส.ส. หากผมต้องยกมือสนับสนุนประเด็นใด ผมต้องใส่ใจต่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในอนาคตด้วย ผมอยากเห็นประชาชนของเรา (ไม่ว่าเขาคือมุสลิม หรือศาสนาอื่น ๆ) เป็นชาวนิวซีแลนด์เหมือนกัน ไม่ต้องการเห็นตัวอย่างคนแบบผม ที่ไม่อยากเป็น นายอัชราฟ เชาดารี ส.ส.มุสลิมตลอดไป แต่ต้องการเป็น นายอัชราฟ เชาดารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนิวซีแลนด์แค่นั้น”

อัชราฟ เชาดารี เล่าถึงความรู้สึกของตนในฐานะพลเมืองนิวซีแลนด์ ถึงแม้ว่า ตอนนี้เขาจะมีอายุเจ็ดสิบปี และยุติบทบาททางการเมืองระดับชาติไปแล้ว แต่ด้วยฐานความรู้ระดับปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมการเกษตร จากมหาวิทยาลัยชื่อดังด้านเกษตรกรรมของนิวซีแลนด์ และประสบการณ์ทางการเมือง เขายังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศนิวซีแลนด์

“บ่อยครั้งที่ผมถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนบางส่วนในประเทศเรา พวกเขาไม่เข้าใจกระบวนการทางการเมืองของที่นี่ และคิดว่า นี่คือรัฐอิสลามไปแล้ว ผมพยายามทำให้ชุมชนมุสลิมและชุมชนกลุ่มน้อยอื่น ๆได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียม มันสำคัญมากนะครับที่เราจะต้องเคารพต่อผู้อื่น โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อย ทั้งหมดนี้ คือวิถีทางการเมืองที่ผมปฏิบัติมาตลอด” อัชราฟ  กล่าวทิ้งท้ายให้เราคิดต่อ…

…ตะวันเริ่มคล้อยลงต่ำ ชีวิตผู้คนต้องเดินทางกันต่อไป ผมจิบกาแฟก้นถ้วยจนหมด
ลุกขึ้นปิดม่านหน้าต่าง พลันนึกขึ้นได้ว่า พรุ่งนี้ต้องส่งการบ้านอาจารย์….

…วัลลอฮุอะลัม วะอะลา วะอะห์กัม….

 

ขอขอบคุณ : อิมรอน โสะสัน