ถ้าเรามีน้ำดื่มที่สะอาดแก้วหนึ่งวางอยู่ข้างหน้า แต่พอจะยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เราเห็นว่ามีขี้จิ้งจกก้อนเล็กๆตกไปอยู่ที่ก้นแก้ว เราคงเทน้ำในแก้วทิ้งหมดและไม่คิดจะดื่มน้ำจากแก้วนั้นอีกถึงแม้ว่าถ้าดื่มเข้าไป ขี้จิ้งจกก้อนเล็กๆไม่อาจทำอันตรายเราได้ แต่เราไม่ดื่มเพราะน้ำในแก้วนั้นไม่สะอาดแล้วเนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบสิ่งสกปรก

แต่ชีวิตของเรามิได้มีแค่ร่างกายอย่างเดียว เรายังมีวิญญาณอีกด้วย และเพราะวิญญาณที่ชอบความสะอาดนี่เอง เราจึงไม่ชอบให้สิ่งสกปรกเข้าไปในตัวของเรา

วิญญาณเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งสกปรกบางอย่างสำหรับวิญญาณก็เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นและหลายอย่างเป็นสิ่งที่เราไม่รู้เช่นกัน

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างมนุษย์จึงได้ส่งคัมภีร์และนบีคนแล้วคนเล่ามาบอกให้เรากินอาหารที่อนุมัติและสะอาด ทั้งนี้เพื่อที่เลือดเนื้อของเราจะได้สะอาดและวิญญาณของเราจะได้ไม่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยสิ่งสกปรก

ไม่เพียงเท่านั้น นบีทุกคนยังถูกส่งมาเพื่อขัดเกลาวิญญาณของมนุษย์ให้สะอาดและเจริญเติบโตด้วย กระบวนการขัดเกลานี้ถูกเรียกในภาษาวิชาการอิสลามว่า “ตัซกียะฮฺ” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า “ซะกาฮฺ” หรือ “ซะกาต” ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺตั้งแต่ก่อนสมัยของนบีมุฮัมมัด

นอกจากนี้แล้ว คำว่า “ซะกาต” ยังมีความหมายว่า “การเจริญงอกงาม” และ “การเติบโต” ด้วย

 

2018_06_11_47410_1528682809-_large

 

การจ่ายซะกาตถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่ทางศาสนาเพื่อเป็นการขัดเกลาวิญญาณของผู้ศรัทธาในพระเจ้าให้สะอาดและเพื่อผลดีแก่ทั้งผู้จ่ายและผู้รับและสังคมโดยรวม

ในฐานะเป็นบ่าวผู้ศรัทธาในพระเจ้า เราอาจทำงานหารายได้โดยไม่เคยโกงใครสักสลึงเดียว แต่หากเรามีทรัพย์สินมากพอที่พระเจ้าถือว่ามีอันจะกินและเราไม่จ่ายซะกาต เราจะมีโทษเหมือนกับพลเมืองที่มีรายได้และหลีกเลี่ยงภาษีทันที กฎหมายมีบทลงโทษสำหรับผู้หลีกเลี่ยงภาษี แต่ไม่มีประเทศใดในโลกนี้มีกฎหมายลงโทษผู้หลีกเลี่ยงการจ่ายซะกาต แม้ในประเทศมุสลิมเอง เพราะการจ่ายซะกาตเป็นเรื่องระหว่างผู้ศรัทธากับพระเจ้า ดังนั้น การลงโทษผู้หลีกเลี่ยงการจ่ายซะกาตจึงต้องถูกเลื่อนไปทำกันในโลกหน้าซึ่งหนักกว่าและยาวนานกว่า

อุตส่าห์ก้มหน้าก้มตาหารายได้โดยสุจริตไม่คิดโกงใคร แต่เมื่อไม่จ่ายซะกาต มันก็ไม่ต่างอะไรจากการยักยอกทรัพย์สินที่อัลลอฮฺจัดไว้สำหรับผู้มีสิทธิ์ได้รับ และพระองค์มอบหน้าที่จ่ายซะกาตนี้ให้แก่คนที่มีทรัพย์สินเหลือจากการใช้จ่ายในจำนวนที่พอจะจ่ายได้ และพระองค์ขอเพียงนิดเดียว นั่นคือ 2.5% จากทรัพย์สินที่เหลือเมื่อครบรอบปีจันทรคติ (354 วัน) เป็นมูลค่าเท่ากับราคาทองคำหนัก 85 กรัม หรือ 5.6 บาท

อัลลอฮฺให้ชีวิตที่มีค่า ให้อากาศหายใจโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงิน ให้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ให้ครอบครัว ให้ตำแหน่งการงานที่สามารถหาเงินได้มากมายและให้ใช้อย่างเต็มที่ แต่พอมีทรัพย์สินเหลือเฟือแล้ว พระองค์ขอเพียงนิดเดียว แต่เราไม่ยอมจ่ายเพื่อพระองค์ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าวิญญาณกำลังเปรอะเปื้อนด้วยมลทินแห่งความตระหนี่ถี่เหนียว

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมนบีทุกคนจึงถูกส่งมาโดยมีหน้าที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นคือการขัดเกลาชีวิตมนุษย์ให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยการบริจาคและการจ่ายซะกาต

 

34671533_1033389393503981_8017740009236856832_n

 

การจ่ายซะกาตเป็นหน้าที่ เราจึงต้องใช้คำว่าจ่ายซะกาต เช่นเดียวกับเมื่อเราไปจ่ายภาษี เราไม่บอกเจ้าหน้าที่สรรพากรว่าเรามาบริจาคภาษี เพราะการบริจาคเป็นเรื่องของการทำบุญทำทานตามความสมัครใจ

ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า “ทุกอย่างมีซะกาต และซะกาตของร่างกายคือการถือศีลอด”

ตลอดทั้งเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา ร่างกายของเราได้ทำหน้าที่จ่ายซะกาตของมันไปแล้วด้วยการถือศีลอด วิญญาณของเราก็ได้รับการขัดเกลาให้สะอาดจากมลทินแห่งอารมณ์หลายอย่างที่เราตัดไป เหลือแต่เพียงทรัพย์สินของเราที่รอการซักฟอกให้สะอาดอยู่

วิธีการไม่ยากเลยครับ สำรวจทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่และทำดังนี้ คือ (เงิน + ทองคำ + สินค้าคงทน + หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์) – หนี้ที่ต้องชำระก่อนวันจ่ายซะกาต

เมื่อหักลบกันแล้ว หากยังมีเหลือเป็นมูลค่าเท่ากับราคาทองคำหนัก 5.6 บาท เช็คราคาทองคำในวันนั้นดูว่าราคาเท่าใด หากทรัพย์สินที่มีอยู่เท่ากับหรือมากกว่าราคาทองคำหนัก 5.6 บาท จ่ายซะกาตไปเลยครับ 2.5% เป็นการแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺและซักฟอกทรัพย์สินของเราให้สะอาดไปในเวลาเดียวกัน

เมื่อทั้งกาย ใจและทรัพย์สินสะอาด เราจะมีความสุข คนที่เราจ่ายซะกาตให้ก็มีความสุข และที่สำคัญคือสวรรค์จะต้อนรับวิญญาณที่สะอาดด้วยความยินดี

 

ขอขอบคุณ : อ.บรรจง บินกาซัน

แบ่งปัน