การละหมาดเป็นอิบาดะฮ์ (ความดี) ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับมุมินผู้ศรัทธา เพราะการละหมาดนั้นเปรียบเสมือนเสาหลักของศาสนา อีกทั้งยังเป็นสิ่งแรกที่มุมินผู้ศรัทธาจะต้องถูกสอบสวนในโลกหน้าอาคีเราะฮ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าหากว่าการละหมาดของมุมินผู้ศรัทธามีความสมบูรณ์แบบ อิบาดะฮ์อื่นๆก็จะพลอยสมบูรณ์แบบตามไปด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าหากว่าการละหมาดของมุมินผู้ศรัทธานั้นบกพร่อง อิบาดะฮ์อื่นๆก็จะบกพร่องตามไปด้วยเช่นกัน ในซูเราะฮ์อัลมุอฺมีนูน พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า

قالَ الله تعالى (قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ) المؤمنون /1

ความว่า “ บรรดามุมินผู้ศรัทธานั้นพวกเขาได้รับชัยชนะแล้ว

قالَ الله تعالى (الَّذِينَ هُمْ فِي صَلَاتِهِمْ خَاشِعُونَ) المؤمنون /2

ความว่า “ พวกเขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสงบนิ่งนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ในยามที่พวกเขาละหมาด ”

            จากโองการดังกล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าการทำให้หัวใจสงบนิ่งมีสมาธิและรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ( خُشُوْعٌ ) อย่างต่อเนื่องในละหมาดนั้นมีความสำคัญมาก หลายครั้งที่เราละหมาดโดยจิตใจของเราไม่สงบนิ่ง ขาดสมาธิ คิดถึงแต่ภาระกิจและเรื่องราวในโลกดุนยา จนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ ถ้าหากว่าเราละหมาดในสภาพที่จิตใจไม่สงบคิดฟุ้งซ่าน การละหมาดของเราจะใช้ได้หรือไม่ ?”

 

mujahideen-hindustan-november

 

ในเรื่องนี้นักนิติศาสตร์อิสลามมีความเห็นแตกต่างกันออกไปโดยมีการตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า “ การทำให้หัวใจสงบนิ่งมีสมาธิมุ่งตรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ( خُشُوْعٌ ) ในละหมาดนั้นเป็นสุนัต (หมายถึงเป็นแบบฉบับของท่านศาสดาที่สมควรปฏิบัติตาม ) หรือเป็นวาญิบ (หมายถึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ)  หรือเป็นสิ่งที่จะทำให้การละหมาดนั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ? เราลองมาศึกษาความคิดเห็นของบรรดานักวิชาการกลุ่มต่างๆ กันดูนะครับ

นักวิชาการกลุ่มที่ 1 ได้แก่นักนิติศาสตร์อิสลามส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การทำให้จิตใจสงบนิ่งนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)ในการละหมาดนั้นเป็นสุนัต (แบบฉบับของท่านศาสดาที่สมควรปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง ) แต่ถ้าหากว่าผู้ละหมาดนึกถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องราวในโลกดุนยาบางเรื่อง โดยการละหมาดของเขาดำเนินไปอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขและกฏเกณฑ์ของการละหมาดอย่างครบถ้วน การละหมาดของเขาถือว่าใช้ได้ไม่เป็นโมฆะแต่ประการใด โดยผลบุญที่จะได้รับอาจจะไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร เพราะมีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ (ร.ฏ.) เล่าว่า

روى أبو هريرة -رضي اللهُ عنهُ-: (أنَّ النبيَّ -عليه الصّلاة والسّلام- رأى رجلاً يعبثُ بلحيتهِ في الصلاةِ فقال: لو خَشعَ قلبُ هذا لخشعت جوارحُهُ)

ความว่า “ ครั้งหนึ่งท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) เห็นชายคนหนึ่งเอามือจับเคราของตนเองเล่นขณะละหมาด ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) จึงกล่าวว่า หากว่าจิตใจของเขาสงบนิ่งมุ่งตรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) แล้วแน่นอนร่างกายของเขาย่อมสงบด้วย ” นั่นหมายความว่าพฤติกรรมของผู้ละหมาดไม่ว่าจะเป็นการเอามือจับนาฬิกาข้อมือที่ตนเองสวมใส่อยู่ หรือเอามือจับกระดุมเสื้อและพฤติกรรมอื่นๆอีกมากมายนั้นแสดงให้เรารู้โดยทันทีว่าผู้ละหมาดท่านนั้นกำลังขาดสมาธิในการละหมาดอย่างเห็นไดชัด

นักวิชาการกลุ่มที่ 2  มีความเห็นว่าการทำให้จิตใจสงบนิ่งนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)ในการละหมาดนั้นเป็นวาญิบ (สิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติ) เพราะมีหลักฐานมากมายชี้ชัดในเรื่องดังกล่าว ตัวอย่างเช่น อายะฮ์ที่ 45 ของซูเราะฮ์อัลบะกอเราะฮ์ พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า

قال الله تعالى: (وَاسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ وَإِنَّهَا لَكَبِيرَةٌ إِلَّا عَلَى الْخَاشِعِينَ) البقرة /45

ความว่า “ และพวกเจ้าจงอาศัยความอดทนและการละหมาดเถิด แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ นอกจากบรรดาผู้ที่นอบน้อมถ่อมตนเท่านั้นที่จะรู้สึกว่า การละหมาดเป็นเรื่องเล็ก และปฏิบัติมันด้วยความศรัทธา ”

และอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นชัดว่าการทำให้จิตใจสงบนิ่งในการละหมาดนั้นเป็นวาญิบนั่นก็คือ โองการที่ 1 และ 2 ของซูเราะฮ์อัลมุอฺมีนูน พระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า

قالَ الله تعالى (قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ) المؤمنون /1

ความว่า “ บรรดามุมินผู้ศรัทธานั้นพวกเขาได้รับชัยชนะแล้ว

قالَ الله تعالى (الَّذِينَ هُمْ فِي صَلَاتِهِمْ خَاشِعُونَ) المؤمنون /2

ความว่า “ พวกเขาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสงบนิ่งนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ในยามที่พวกเขาละหมาด ”

            และถ้าเราได้ศึกษาแบบบับของท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) เราจะพบว่า เมื่อท่านศาสดาทำการละหมาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านก้มลงรุกัวะอฺ ท่านมักจะอ่านดุอาบทนี้อยู่เสมอๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดานั้นให้ความสำคัญกับการสงบนิ่งและการนอบน้อมถ่อมตนต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)ขณะทำการละหมาดเป็นอย่างมาก

كان الرسول -عليه الصّلاة والسّلام- يقول في ركوعه: (اللهم لك ركعتُ، وبك آمنتُ، ولك أسلمتُ، خشع لك سمعي وبصري، ومُخّي، وعظمي، وعصبي)

ความว่า “ โอ้พระพระองค์อัลลอฮ์ ข้าพระองค์รุกัวะอฺเพื่อท่าน ข้าพระองค์ศรัทธาและขอยอมจำนนต่อพระองค์ท่าน หู, ตา, สมอง, กระดูก, กล้ามเนื้อและเซลล์ประสาททั้งหมดของข้าพระองค์ขอนอบน้อมและยอมจำนนต่อพระองค์ท่าน ”

 

muslims-734258

 

นอกจากนั้นแล้วนักวิชาการอิสลามบางท่านมีความเห็นว่า หัวใจที่สงบนิ่งและมีสมาธิที่ถูกกล่าวในซูเราะฮ์อัลมุอฺมีนูนนั้นหมายถึง หัวใจที่มีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า หมายถึงการที่ผู้ละหมาดนั้นทำการละหมาดโดยไม่เหลียวซ้ายแลขวาและลดสายตาลงขณะละหมาด

วิธีการทำให้จิตใจสงบนิ่งและมีสมาธิขณะละหมาด

  1. ผู้ละหมาดจะต้องพยายามศึกษาและทำความรู้จักพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ผู้ทรงสร้างสรรค์สรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมาอย่างปราณีตโดยการศึกษาคุณลักษณะและพระนามอันวิจิตรของพระองค์อัลลอฮ์อย่างลุ่มลึก เมื่อผู้เป็นบ่าวรู้จักพระผู้ทรงสร้างแล้ว ความรู้สึกที่ว่าพระองค์ทรงเฝ้ามองดูเขาอยู่ตลอดเวลาก็จะเกิดขึ้นในใจของเขาอย่างไม่ยากเย็น และในที่สุดหัวใจของเขาก็จะสงบนิ่งลงขณะละหมาด
  2. ผู้ละหมาดจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าพระผู้ทรงอภิบาลของเขา เมื่อนั้นจิตใจของเขาก็จะสงบนิ่งมีสมาธิกับการละหมาด และอวัยวะต่างๆในร่างกายของเขาก็จะสงบนิ่งตามไปด้วย
  3. ผู้ละหมาดจะต้องจัดเตรียมความพร้อมเมื่อเข้าเวลาละหมาดโดยทำการอาบน้ำละหมาดอย่างประณีต และทำการละหมาดตามเวลาที่ถูกกำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด
  4. ผู้ละหมาดจะต้องศึกษาวิธีการละหมาด, เงื่อนไขและกฏเกณฑ์ต่างๆของการละหมาด รวมถึงรายละเอียดประเด็นปลีกย่อยต่างๆของการละหมาดอย่างลึกซึ้ง
  5. เมื่อผู้ละหมาดเริ่มทำการตักบีรเข้าสู่ละหมาด ผู้ละหมาดจะต้องพยายามระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ในประโยคที่ว่า ( الله أكبر ) และเมื่อผู้ละหมาดเริ่มอ่านดุอาอิฟติตาห์ ผู้ละหมาดสมควรอย่างยิ่งที่พิจารณาความหมายของดุอาอิฟติตาห์อย่างพินิจพิเคราะห์
  6. เมื่อผู้ละหมาดอ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ หรือซูเราะฮ์ หรือตะชะห์ฮุดในละหมาด ผู้ละหมาดสมควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณาความหมายโดยรวมของสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดอย่างพินิจพิเคราะห์
  7. เมื่อผู้ละหมาดทำการรุกัวะอฺ หรือสุหยูด ให้ผู้ละหมาดรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) อยู่เสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะสุหยูดซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่บ่าวนั้นใกล้ชิดกับพระผู้ทรงอภิบาลของเขามากที่สุด ดังนั้นผู้ละหมาดควรขอดุอามากๆในช่วงเวลาดังกล่าว
  8. ในการละหมาดนั้นผู้ละหมาดจะต้องเลือกสถานที่ที่มีความเหมาะสม ไม่เป็นสถานที่ที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา หรือมีเสียงดังอึกทึกครึกโครม เพราะอาจจะทำให้ผู้ละหมาดขาดสมาธิในการละหมาดได้ นอกจากนั้นแล้วผู้ละหมาดจะต้องเลือกใส่เสือผ้าด้วยสีที่เหมาะสมไม่เป็นสีที่ฉูดฉาดจนเกินไป
  9. ผู้ละหมาดสมควรที่จะสารภาพผิด และขอดุอาต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) อยู่เสมอๆ เพื่อที่ผู้ละหมาดจะได้หลุดพ้นจากการล่อหลอกของชัยฏอนมารร้าย
  10. ผู้ละหมาดควรทำการละหมาดสุนัตก่อนละหมาดฟัรดู เพราะการทำละหมาดสุนัตก่อนเปรียบเสมือนการปรับสภาพจิตใจก่อนที่จะทำละหมาดฟัรดู
  11. ขณะทำการละหมาดผู้ละหมาดจะต้องลดสายตา ไม่เหลียวซ้ายแลขวา โดยมีสุนัตให้ผู้ละหมาดมองไปยังที่สุหยูดขณะยืนละหมาด ขณะรุกัวะอฺให้ผู้ละหมาดมองไปที่เท้าทั้งสองข้าง และขณะสุหยูดมีสุนัตให้มองที่จมูก
  12. ผู้ละหมาดจะต้องพยายามศึกษาเรียนรู้รูปแบบการละหมาดตามแบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม
  13. ผู้ละหมาดจะต้องพยายามศึกษาการละหมาดของบรรดาศ่อฮาบะฮ์และผู้คนในยุคสะลัฟซอและห์เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะบรรดาบุคคลเหล่านี้จะทำการละหมาดเสมือนว่าพวกเขาเห็นพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำอิบาดะฮ์ขั้นสูง เช่น ท่านอบูบักร (ร.ฏ.) มักจะร่ำไห้ขณะละหมาดอยู่เสมอๆ ท่านอุรวะฮ์ บุตร ซุเบร ทำการร้องขอให้แพทย์ทำการตัดขาขณะที่เขากำลังละหมาดเพื่อที่เขาจะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะขณะละหมาดหัวใจของเขากำลังดื่มด่ำกับการละหมาดจนลืมความเจ็บปวดชั่วขณะ

 

muslim-children-offering-prayer

 

ประโยชน์ของการละหมาดด้วยหัวใจที่สงบนิ่งมีสมาธิมุ่งตรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.)

  1. ทำให้บ่าวผู้ศรัทธานั้นมีความรักในการละหมาด และมองว่าการละหมาดนั้นเป็นเรื่องง่ายมากที่จะปฏิบัติ
  2. การละหมาดด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) นั้นสามารถยับยั้งความชั่วได้ ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสเอาไว้ในซูเราะฮ์อังกะบูต อายะฮ์ที่ 45 ความว่า

قال الله تعالى: (اتْلُ مَا أُوحِيَ إِلَيْكَ مِنَ الْكِتَابِ وَأَقِمِ الصَّلَاةَ إِنَّ الصَّلَاةَ تَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَلَذِكْرُ اللَّهِ أَكْبَرُ وَاللَّهُ يَعْلَمُ مَا تَصْنَعُونَ) العنكبوت / 45

ความว่า “ โอ้มุฮัมหมัด เจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกโองการมายังเจ้าจากคัมภีร์เล่มนี้เถิด อีกทั้งเจ้าจงดำรงการละหมาด เพราะแท้จริงการละหมาดนั้นสามารถห้ามปรามความชั่วร้ายต่างๆได้ แท้จริงการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮ์นั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และพระองค์อัลลอฮ์นั้น พระองค์ทรงรู้ดีถึงสิ่งที่ท่านทั้งหลายปฏิบัติ ”

การละหมาดด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) นั้นสามารถทำให้บ่าวผู้ศรัทธาเข้าใก้ลชิดต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้งยังช่วยยกระดับและเพิ่มพูนอีหม่านของผู้ศรัทธาได้เป็นอย่างดี จนในที่สุดบ่าวผู้ศรัทธานั้นจะไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ขณะที่เขาทำการละหมาดด้วยหัวใจภักดีต่อพระผู้อภิบาลของเขาด้วยความบริสุทธ์ใจ

 

ขอขอบคุณ : ผศ.ดร.สมชาย (ฮัสบุ้ลเลาะหฺ) เซ็มมี