โดยปรกติ มนุษย์ได้รับประสาทสัมผัสทั้งห้า(อายตนะ) อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นและผิวหนังเพื่อการรับรู้สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เอง อวัยวะเหล่านี้เป็นเครื่องรับรู้และเป็นประตูให้สิ่งต่างๆเข้าไปในตัวของมนุษย์ สติปัญญาจะเป็นตัวคัดกรองสิ่งต่างๆที่มนุษย์รับเข้ามา หลังจากนั้น สมองจะส่งสิ่งที่คัดกรองไปเก็บไว้ในหัวใจเป็นความเชื่อ และความเชื่อจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์

ดังนั้น พฤติกรรมของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์รับเข้าไปและมันมีผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ จมูกรับควันพิษเข้าไปมากๆร่างกายก็อยู่ไม่ได้ อาหารเป็นพิษผ่านปากเข้าไปก็ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยา

ในชีวิตประจำวัน มนุษย์ไม่ได้รับแค่อากาศและอาหารเข้าสู่ร่างกายเพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโตเท่านั้น แต่ยังรับภาพและข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆผ่านหูผ่านตาอีกด้วย และสิ่งเหล่านี้มีผลต่อความคิดและจิตใจมนุษย์เช่นกัน

เด็กที่เกิดมามีพ่อแม่ต่างชาติต่างภาษา สามารถพูดภาษาที่ต่างกันของพ่อและแม่ได้เพราะได้ยินทุกวัน นี่เป็นเรื่องดี แต่ถ้าเด็กเติบโตมาท่ามกลางเสียงด่าทอของพ่อแม่และเห็นพ่อแม่ตบตีกันทุกวัน เด็กคนนั้นถ้าไม่มีพฤติกรรมซึมเศร้าก็อาจจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว

ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ถ้าได้รับข่าวสารผ่านหูผ่านตาจากสื่อต่างๆ พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไป สมัยก่อน คนไทยได้ชื่อว่าเป็นเลิศในเรื่องการทำอาหารและใช้วัสดุตามธรรมชาติปรุงรสจนมีภาษิตว่า “เสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักจนตาย” แต่เมื่อมีการโฆษณาผงชูรสผ่านหูผ่านตาทุกวันต่อเนื่องเป็นเวลานาน คนไทยก็หันมาใช้ผงชูรสจนขาดไม่ได้

นอกจากโฆษณาสินค้าแล้ว ทุกวันเมื่อตื่นขึ้นมา มนุษย์ยังดูข่าวและภาพยนตร์ผ่านทางสื่อต่างๆอีกสารพัด ภาพความรุนแรงของอาชญากรรม ภาพความเชื่อเรื่องโชคลางไสยศาสตร์และละครน้ำเน่าที่นำเสนอผ่านทางทีวีล้วนมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ชมทั้งสิ้น ถ้าไม่ชินชา ก็หวาดกลัวหรือไม่ก็เกลียดชังและอยากจะทำให้แรงกว่าสิ่งที่เห็นในสื่อ

ภาพเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารถูกแช่ไว้ในสื่อกระแสหลักของโลกและสื่อของประเทศต่างๆได้นำไปแพร่ต่อ มีผลทำให้คนทั่วโลกเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงและทำให้เกิดโรคอิสลาโมโฟเบียหรือโรคหวาดกลัวอิสลาม

ภาพบางอย่างที่ไม่สมควรนำออกมาแพร่ แต่ก็ถูกสื่อโทรทัศน์นำออกมาเผยแพร่โดยมีข้อความน่าขำกำกับว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม” ในฐานะผู้ชม ผมจึงอยากตอกสื่อกลับไปว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการแพร่ภาพ” บ้างเช่นกัน มิเช่นนั้น สื่อก็จะแปรสภาพเป็นพาหะที่นำโรคร้ายสู่ความคิดและจิตใจของมนุษย์

สิ่งไม่ดีไม่งามหรือสิ่งที่ผิดศีลธรรมเหล่านี้คือมลทินที่ไหลผ่านหูผ่านตาเข้าไปในจิตใจของมนุษย์และเมื่อสติปัญญาไม่สามารถแยกได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก มลทินเหล่านี้ก็จะเข้าไปยึดพื้นที่ในหัวใจซึ่งเป็นที่อาศัยของวิญญาณ

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมทารกที่มีวิญญาณสะอาดผ่องแผ้วในตอนแรกจึงเป็นที่รักและเอ็นดูของผู้คน แต่เมื่อทารกคนเดียวกันนั้นโตขึ้นและมีการรับรู้มากขึ้น พฤติกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปเพราะสภาพแวดล้อมรอบตัว หากมิได้รับการขัดเกลา วิญญาณที่มีมลทินเปรอะเปื้อนจะเป็นวิญญาณสกปรกที่บงการมนุษย์ให้ทำความชั่ว

ดังนั้น ศาสนาจึงสอนวิธีการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้สะอาดผ่องแผ้วเพื่อพร้อมที่จะส่งคืนวิญญาณสู่พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนสภาพในตอนเป็นทารกแรกเกิด เพราะอนาคตของวิญญาณจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความสะอาดของดวงวิญญาณ

ในอดีต การปกป้องวิญญาณให้สะอาดผ่องแผ้วทำโดยการปลีกตัวออกจากสิ่งที่จะเป็นมลทินต่อจิตวิญญาณ แต่เมื่อโลกวิวัฒนาการไป มนุษย์ไม่สามารถปลีกตัวออกจากสังคมได้ การสวดมนต์จึงเป็นการแย่งชิงพื้นที่หัวใจมาให้ศีลธรรมครอบครอง การบริจาคทานเป็นการทำความสะอาดหัวใจให้หมดจดปราศจากมลทินแห่งความตระหนี่ถี่เหนียว เป็นต้น

ในอิสลาม การละหมาดวันละห้าเวลาและการกล่าวคำรำลึกถึงพระเจ้าที่ทำได้ในทุกย่างก้าวของชีวิตเป็นกรรมวิธีช่วงชิงพื้นที่ของหัวใจไว้สำหรับพระเจ้า เพราะการระลึกถึงพระเจ้าจะทำให้หัวใจสงบและความเกรงกลัวพระเจ้าจะทำให้มนุษย์ปลอดพ้นจากบาป

ขอขอบคุณ อาจารย์บรรจง บินกาซัน

แบ่งปัน