อินเตอร์เน็ตอาจจะนับเป็นปัจจัยที่ห้าของผู้คนในสังคมปัจจุบันรองจากอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคเลยก็ว่าได้  เพราะอินเตอร์เน็ตนั้นสามารถส่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็ว และสามารถติดตามข่าวสารของบุคคลทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วมือเท่านั้น ดังกล่าวนี้เป็นเพียงมุมบวกของอินเตอร์เน็ตที่เราสามารถสัมผัสได้ เพราะถ้าเราพิจารณาอย่างละเอียดเราจะพบด้านลบของอินเตอร์เน็ตหลบซ่อนอยู่ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การโพสต์ในสิ่งที่ไม่เป็นจริง หรือเป็นเรื่อง จริงแต่เบื้องหลังเพื่อประจานผู้ที่ตนไม่ชอบหน้า

รายงายวิจัยฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก “อ.ฮุไซนี เมฆลอย” อาจารย์ประจำโรงเรียนอิสลามศรีวนา สวนหลวง กรุงเทพฯ และโรงเรียนริยาดุ้ลอุลูม ประเวศ กรุงเทพฯ มาพูดถึงเรื่องของการนินทากันแล้วโพสต์หรือเผยแพร่สิ่งที่ไม่ดีสู่สังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสังคมสาธารณะ มีโทษบาปในอิสลามอย่างไร?

อ.ฮุไซนี กล่าวว่า การโพสต์ การประจานหรือข่าวลวง ในอินเตอร์เน็ตนั้น เราจะพบเห็นได้ทุกวี่ทุกวันในสังคมออนไลน์ จนบัดนี่กลายเป็นสิ่งเคยชิน เป็นสิ่งที่กระทำแล้วจะไม่รู้สึกอายหรือรู้สึกผิดแต่อย่างใด การเปิดเผยสิ่งไม่ดีของผู้อื่นต่อหน้าสาธารณะโดยไม่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเท่ากับเป็นการนินทาว่าร้ายซึ่งศาสนาถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ดังในอายะห์ที่กล่าวว่า

وَيْلٌ لِكُلِّ هُمَزَةٍ لُمَزَةٍ

“ความว่าความหายนะจะประสบกับทุกคนที่นินทาใส่ร้าย” (ซูเราะห์ตุ้ลลุมาซะห์ อายะห์ที่ 1)

ส่วนผู้ที่โพสต์เรื่องการนินทาว่าร้ายดังกล่าวก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนสมรู้ร่วมคิดและจะได้รับโทษเช่นกัน อีกประการหนึ่งการแชร์ข้อมูลที่ไม่ดีหรือโพสต์บ่นด่าว่าผู้นั้นผู้นี้ลงในเฟซบุ๊กถือว่าเป็นเรื่องฮารอมต้องห้ามในศาสนาเช่นกัน

บางคนอาจกล่าวว่าสิ่งที่เขียนนั้นเป็นการเขียนเพื่อเตือนผู้คนให้ทำความดีก็เท่านั้น แต่หลักการการเตือนที่ดีนั้นต้องเตือนโดยให้เกียรติเป็นไปโดยทางลับ เพราะบางเรื่องอาจเกี่ยวพันกับผู้อื่นที่เป็นบุคคลที่สาม ซึ่งเขาไม่สามารถมาแก้ต่างให้ตัวเขาเองได้ เพราะบางเหตุการณ์มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ในตัวของมัน ตัวอย่างมีผู้ใหญ่มาช่วยงานที่โรงเรียน แต่เผอิญผมไม่รู้เรื่องและไม่ได้ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติด้วยตัวเอง ต่อมาเพื่อนมากระซิบบอกว่า เราทำผิดปล่อยให้แขกผู้มีเกียรติท่านนั้นพบกับตัวแทนของผม ผมจึงตอบเพื่อนไปว่า ขณะที่แขกท่านนั้นมาผมต้องทำหน้าที่การตัดสินการท่องจำซูเราะห์ยาซีน จนทำให้ไม่สามารถลงมาต้อนรับได้แต่หลังจากผมตัดสินการท่องจำยาซีนเสร็จสิ้นลง ผมก็กลับลงมาพบกับท่านและให้การต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ เพื่อนผมคนนั้นก็เข้าใจ นี้คือตัวอย่างของการมองภาพเพียงด้านเดียวอาจนำพาไปสู่การเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สรุป การด่าว่าประจานหรือตำหนิการกระทำอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่ศาสนาไม่พึงประสงค์ ดังหะดิษที่ว่า

سباب المسلم فسوق وقتاله كفر

ความว่า “การด่าประจานมุสลิม เป็นการกระทำบาป และการฆ่ามุสลิม(โดยคิดว่าเป็นสิ่งที่อนุญาต) เป็นการปฏิเสธต่อพระผู้เป็นเจ้า” รายงานโดย อิบนุมัสอู๊ด บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม

 

untitled-6

 

การด่าประจานอาจแยกจากการเตือนโดยบริสุทธิ์ใจ ได้ดังนี้

การเตือนโดยบริสุทธิ์ใจนั้น เป้าหมายเพื่อให้เกิดการปฏิบัติ หรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ไม่มีเจตนาทำให้ผู้ถูกเตือนเสียเกียรติแต่อย่างใด ส่วนการด่าประจาน จะแฝงไปด้วยเจตนาเพื่อทำให้ผู้ถูกด่าประจานได้รับความเสื่อมเสีย การตักเตือนส่วนใหญ่จะใช้สำนวนที่นุ่มนวลอย่างลับๆ แต่การด่าทอประจานนั้นจะใช่สำนวนที่รุนแรงจนบางครั้งเกินความเหมาะสม ดังกุรอานในซูเราะห์ อัลนะห์ลุ ที่125

 

ادْعُ إِلَى سَبِيلِ رَبِّكَ بِالْحِكْمَةِ وَالْمَوْعِظَةِ الْحَسَنَةِ وَجَادِلْهُمْ بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ إِنَّ رَبَّكَ هُوَ أَعْلَمُ بِمَنْ ضَلَّ عَنْ سَبِيلِهِ وَهُوَ أَعْلَمُ بِالْمُهْتَدِينَ (125)

 

เจ้าจงเชิญชวนบรรดามนุษย์สู่หนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยกับวิทยปัญญา (กุรอาน) และการตักเตือนที่ดีและจงโต้ตอบกับพวกเขาด้วยหนทางที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าของเจ้าคือผู้รู้ยิ่งกับผู้ที่หลงผิดออกจากแนวทางของพระองค์และเป็นผู้รู้ยิ่งกับบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง

ในกุรอานบทนี้กล่าวใช้กับการตอบโต้ที่ควรกระทำซึ่งต้องมีวิทยปัญญา เพื่อให้ผู้ไม่ศรัทธากลับสู่การอีหม่านที่ถูกต้อง แต่การด่ามุสลิมโดยใช้ถ้อยคำที่หยาบคายเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นบาปใหญ่ตามหะดิษที่ได้กล่าวมาข้างต้น ส่วนการโพสต์ลงในเฟซบุ๊กอย่างเสียๆ หายๆ ก็เท่ากับเป็นการด่าทอ ทำลายเกียรติ และสร้างความเสื่อมเสียเป็นวงกว้าง ซึ่งร้ายแรงกว่าการด่าประจานเป็นการส่วนตัว

การเตือนด้วยใจที่บริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังหะดิษกล่าวว่า “ศาสนานี้คือการตักเตือน” เพราะการตักเตือนนั้นเป็นสิ่งที่นำพาสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี การเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นเป็นพื้นฐานของศาสนาอิสลาม

ส่วนการพูดอย่างหยาบคายจะพบเห็นได้ในสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลายมีสาเหตุมาจากภายในครอบครัวที่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอาและเพื่อนๆ ที่อยู่รายล้อมเขา ชอบใช้คำไม่สุภาพจะด้วยเหตุใดก็ตามทำให้เขาผู้นั้น มีจิตใจที่ฝังลึกชอบการพูดจาที่หยาบคายตามสังคมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ คำโบราณที่ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เพราะสังคมที่เขาปรากฏอยู่ ได้นำพาเขาไปสู่การพูดที่ไม่ไพเราะ

ดังกล่าวนี้มีหะดิษสนับสนุน ให้ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลกต้องพูดดีกับผู้คนที่คบค้าสมาคม จะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไม่ได้สนิทสนมก็ตาม

“และผู้ใดที่จะศรัทธาอัลลอฮฺและวันสิ้นโลกก็จงพูดกับคำพูดที่ดี(หากพูดดีไม่ได้)หรือจงนิ่ง” (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดิษที่6136)

 

hijab

 

การพูดจาหยาบคายนี้มักเกิดจากการที่เด็กพบเห็นทุกเช้าค่ำเมื่อเขายังเยาว์วัย ตามการวิจัยแล้วประมาณ2-3ขวบ และค่อยๆ สะสมจนเกิดเป็นความเคยชิน และติดปากในการใช้ภาษาที่หยาบคายจนยากที่จะแก้ไข บุคคลที่จะต้องรับผิดชอบโดนหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเป็นพ่อแม่ ญาติๆ และพวกพ้องของเขา

ดังหะดิษ ความว่า “ท่านรอซูล(ซ.ล.) ทรงกล่าวว่า บุคคลใดที่ทำแนวทางที่ดีในศาสนาอิสลามเขาจะได้รับบุญกุศลกับการกระทำนั้นและจะได้รับบุญกุศลของผู้ที่กระทำตามหลังจากเขาโดยไม่มีสิ่งใดลดหย่อนจากผลบุญของพวกเหล่านั้นเลย และบุคคลใดได้ทำแนวทางที่ชั่วช้าในศาสนาอิสลามเขาจะได้รับบาปกรรมกับการกระทำนั้นและจะได้รับบาปกรรมของผู้ทีทำตามเขาหลังจากนั้นโดยไม่มีสิ่งใดลดหย่อนจากบาปกรรมของพวกเหล่านั้นเลย”

ดังกล่าวนี้ ใครก็ตามทีที่ทำแบบอย่างไม่ดีก็ต้องได้รับผลกรรมของตัวเขาเองและของผู้ที่กระทำตามเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันไม่คุ้มกันเลยกับการทำเพื่อความสนุกสนานแต่ต้องมารับบาปของผู้อื่นอย่างไม่รู้ตัว

อ.ฮุไซนี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ท่านทั้งหลายครับ เด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาวที่ผู้ใหญ่จะแต้มสีสันอันเจิดจ้าสวยสดงดงามหรือจะละเลงสีให้เลอะเทอะ จนไม่สามารถมองเห็นความสดใสที่มีอยู่ในตัวเด็กซึ่งมีความงดงามตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนี้ ผมขอวิงวอนจากผู้ใหญ่ใจดีทุกท่าน โปรดอย่าได้แพร่คำหยาบให้กับเด็กๆ เลย เพราะมันดูไม่งามและเด็กจะถูกดูแคลนจากสังคมรอบๆ ตัวเขา สังคมที่ดีต้องมีคำพูดที่สุภาพไม่ใช้คำหยาบเพราะคำพูดนั้นเป็นวัฒนธรรมที่เราควรดำรงไว้ให้มีความบริสุทธิ์จากคำพูดที่ไร้สาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตเพราะเป็นสื่อที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมในหลายสังคม ถ้าเราใช้คำหยาบคายคนที่พบเห็นก็จะเลียนแบบและโทษต่างๆ”

“ทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจจะเกิดจากอารมณ์ใฝ่ต่ำหรือมารร้ายชัยฏอนที่คอยยุยงส่งเสริมให้นักเลงคีย์บอร์ดละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ดังนั้นเราควรพินิจพิเคราะห์ให้ดีอย่าหุนหันพันแล่นทำโดยไม่คิด บางครั้งอาจทำให้ชีวิตเราเสียหาย เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากการโพสต์ของเราอาจจะไม่พอใจจนในที่สุดเขาก็ส่งคนมาทำร้ายเรามันคงไม่คุ้มค่าหรอกกับการใส่ร้ายนินทาโดยหวังเพื่อความสนุกสนาน แต่เกิดความทุกข์กับผู้อื่นและสุ่มเสี่ยงจะเกิดอันตรายกับตัวเอง”

 

faceboo%e0%b8%b2

 

การเอาชนะอารมณ์ใฝ่ต่ำซึ่งศาสนาใช้ให้ออกห่างเราต้องเสริมสร้างอีหม่านและตักวา (เกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ) ให้เข้มแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันในการละเมิดต่อผู้อื่น ดังในกุรอานซูเราะห์นิซาอ์ อายะห์ที่ 135

فَلَا تَتَّبِعُوا الْهَوَى

“ดังนั้น เจ้าทั้งหลายอย่าได้ตามกับอารมณ์ใฝ่ต่ำ”

ส่วนการทำให้การศรัทธาเพิ่มพูนนั้น ดังอายะห์ในซูเราะห์อัลฟ้าล อายะห์ที่ 2 กล่าวว่า

إِنَّمَا الْمُؤْمِنُونَ الَّذِينَ إِذَا ذُكِرَ اللَّهُ وَجِلَتْ قُلُوبُهُمْ وَإِذَا تُلِيَتْ عَلَيْهِمْ آيَاتُهُ زَادَتْهُمْ إِيمَانًا وَعَلَى رَبِّهِمْ يَتَوَكَّلُونَ

“แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่เมื่ออัลลอฮฺถูกกล่าวขึ้นแล้ว หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้น พวกเขามอบหมายกัน”

ดังกล่าวนี้การมีอีหม่านศรัทธาย่อมทำให้เราออกห่างจากการทำความชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำนั้นเป็นกานนินทาใส่ร้ายเราก็จะพบผู้กระทำการละเมิดนี้จะได้รับการตอบแทนอย่างสาสมในวันอาคีเราะห์จึงอยากจะขอฝากอายะห์นี้ไว้เพื่อเตือนสติกับผู้ที่โพสต์โดยไม่ใช่สมองคิด ดังกุรอานที่กล่าวว่า

وَيْلٌ لِكُلِّ هُمَزَةٍ لُمَزَةٍ

“ความหายนะจะประสบกับทุกคนที่นินทาใส่ร้าย”

 

ขอขอบคุณ : อ.ฮุไซนี เมฆลอย อาจารย์ประจำโรงเรียนอิสลามศรีวนา และโรงเรียนริยาดุ้ลอุลูม

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%ae%e0%b8%b8%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%99%e0%b8%b5-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%86%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%a2

.

10