สื่อสันติภาพ” เยาวชนรุ่นใหม่ ร่วมใจสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านชาวมาลายู ตะลุงเงาสองภาษา “วายังกูเละ”

วันที่ (21 ส.ค. 60) เยาวชน ประชาชน และนักศึกษา สาขาวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 30 คน ซึ่งเข้าร่วมโครงการสื่อศิลปวัฒนธรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง “วายังกูเละ ตะลุงมาลายู ขับขานร้อยเรื่องราว เท่าทันยาเสพติด” ของทางมหาวิทยาลัย และ สสส. จัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านสาคอ ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้ร่วมเรียนรู้การแสดง “วายังกูเละ” โดยการฝึกเชิดตัวหนังตะลุงประกอบดนตรี ซึ่งนายมะยาเต็ง สาเมาะ นายหนังตะลุงบันเทิง เป็นผู้ฝึกสอนให้ โดยเยาวชน นักศึกษา แต่ละคนทั้งชาย-หญิง ก็จะฝึกซ้อมด้วยความตั้งใจที่จะเรียนรู้เป็นอย่างมาก

นายมะยาเต็ง สาเมาะ นายหนังตะลุง กล่าวว่า การฝึกสอน “วายังกูเละ” ให้กับเยาวชนนั้น ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่การเล่าประวัติ ของ “วายังกูเละ” ให้เด็กๆ รู้ก่อน จากนั้นก็สอนเขียนบท วาดรูป รวมทั้งบรรยายอุปนิสัยตัวตลกแต่ละตัวให้เด็กรู้จัก ให้เด็กรัก ถึงจะมาแกะเป็นตัวหนัง หัดให้ตีเครื่องดนตรีของ “วายังกูเละ” ซึ่งจะมี 7 ชนิด ประกอบด้วยทับ โหม่ง ฆ้อง ฉิ่ง กลองตุ๊ก กลองหนังตะลุง กลองมลายู (กลองแขก) และเริ่มนำบทที่เขียนไว้ครั้งแรกมาผสมผสานกับการแสดง และให้น้องๆ ได้สาธิตการแสดง โดยปกติแล้ว “วายังกูเละ” ถ้าจะให้ครบหนึ่งคณะ จะมีจำนวน 12 คน แต่เนื่องจากปัจจุบันขาดบุคลากรในด้านนี้ ก็จะต้องมาปรับเปลี่ยนลดจำนวนคนลง ซึ่ง 1 คณะ จำนวน 7 คน ก็สามารถแสดงได้เต็มรูปแบบ เท่าที่ดูมา เด็กๆ เยาวชน ให้ความสนใจมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก “วายังกูเละ” เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเด็กๆ อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องของการสืบทอด นั้น ตนเองก็พยายามที่จะอนุรักษ์สืบทอดตลอดไปอยู่แล้ว พยายามฝึกเด็กๆ รุ่นใหม่ขึ้นมา เนื่องจากว่าปัจจุบัน “วายังกูเละ” เหลือไม่ถึง 10 คณะใน 3 จังหวัด และที่เดินสายเล่นและแสดงอยู่ก็มีเพียง 2 คณะ คือ เดะเล๊าะ ตลุงศิลป์ หมู่ที่ 2 ท่าสาป และคณะของตนเอง ซึ่งอยู่ใน หมู่ที่ 4 บ้านท่าสาป

สำหรับ “วายังกูเละ” เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นของบ้านเราโดยเฉพาะ เพราะถ้าหนังตะลุงภาคใต้ตอนบนของชาวไทยพุทธ ก็ยังมีมาก แต่ “วายังกูเละ” เหลือน้อยมาก การเล่น “วายังกูเละ” ในสมัยก่อนจะไม่มีการเล่นสองภาษา แต่ยุคหลังจนถึงปัจจุบันก็จะมาปรับเปลี่ยนมาเป็น 2 ภาษา เพื่อที่จะสื่อให้คนที่ไม่รู้ภาษามลายู ได้มาชม ได้มาดู และได้เข้าใจเนื้อเรื่องของ “วายังกูเละ” มากยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อหาที่เล่นก็จะเป็นเนื้อหาทั่วไป สอนเรื่องทั่วๆ ไป เช่น ความกตัญญูต่อพ่อแม่ครู อาจารย์ ศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ศาสนา การศึกษา นิสัย วินัย ความเป็นอยู่วิถีชีวิตของชาวบ้าน ชาวชุมชน และอื่นๆ ซึ่งถือได้ว่า “วายังกูเละ” จะเป็นสื่อที่ติดกับชาวบ้านมากที่สุด ก็อยากเชิญชวนให้ทุกฝ่ายรวมทั้งเยาวชนรุ่นหลัง ห่างจากสิ่งรุมเร้าด้านจิตใจ หันมาสนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นของเรา ทั้งวายังกูเละ สีละ ดีเกฮูลู เพราะสิ่งเหล่านี้จะสานสัมพันธ์การเป็นอยู่ในชุมชน ซึ่งถ้าแข็งเกินอ่อนเกินก็ไม่ได้ ฉะนั้นศิลปะและดนตรีจะทำให้เราอยู่ในทางสายกลางได้

ขณะที่นายมูฮัมหมัด แบเลาะ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้เข้าร่วมคณะกับนายหนังเต็ง โดยเล่นปี่ชวาประจำคณะ กล่าวว่า ตนเองรักและชอบในการเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มาก และได้รับการฝึกฝนจากคนแก่ที่บ้าน มากว่า 1 ปี จากนั้นก็ได้เข้ามาเข้าร่วมกับทางคณะนายหนังเต็ง ซึ่งยังขาดคนเล่น เพื่อต้องการที่จะอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้าน “วายังกูเละ” และอยากให้การเล่นเครื่องดนตรีโบราณอยู่คู่กับ “วายังกูเละ” และน้องๆ รุ่นหลัง ด้วย

pnoht600821001001508_21082017_064903

pnoht600821001001506_21082017_064903

pnoht600821001001504_21082017_064903

pnoht600821001001503_21082017_064903

แบ่งปัน