1.อะไรคือความหมายของคำว่า “อัซเซาม์” การถือศีลอด ในทางภาษาและศาสนบัญญัติ

การถือศีลอด “อัซเซาม์” ในทางภาษาคือ การยับยั้งจากสิ่งหนึ่ง และละเว้นไม่กระทำสิ่งนั้น เช่น ผู้อดกลั้นจากอาหาร เครื่องดื่ม และการประเวณี หรือไม่พูดจา เป็นต้น เรียกอาการเหล่านี้ว่า “ซอฮิม” ผู้ถือศีลอด ในทางภาษา

ในทางศาสนบัญญัติหมายความว่า “การงดเว้นจากสิ่งที่ถูกจำกัด (การกิน การดื่ม การประเวณี และอื่นๆ) โดยมีเจตนาต่อการนั้น นับจากแสงอรุณครั้งที่สองขึ้นจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า จากบุคคลที่จำกัด (คือ มุสลิม บรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะ มีความสามารถ คนไม่เดินทาง ไม่มีเฮดและนิฟาส” ดังนั้น การถือศีลอดจึงไม่เป็นการบังคับสำหรับคนที่มีเหตุขัดข้องทางศาสนา ทว่าต้องมีการชดใช้เมื่อข้อขัดข้องนั้นหายไป ดังจะได้กล่าวในโอกาสต่อไป)

 

2.ทำไมจึงให้ชื่อเดือนแห่งการถือศีลอดว่า เดือนรอมฎอน?

มีผู้ให้คำอธิบายว่า:เมื่อชาวอาหรับได้เปลี่ยนชื่อเดือนต่างๆจากภาษาเดิมคือภาษา “สะมูด” พวกเขาใด้ตั้งชื่อเดือนต่างๆตามช่วงเวลานั้นๆ พอดีเดือนแห่งการถือศีลอดเป็นช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนจัดจึงตั้งชื่อว่า “รอมฎอน” แปลว่า “ร้อนจัด”

 

3.ช่วยบอกความประเสริฐของเดือนรอมฎอนมาสักบางส่วน

แน่นอนว่าเดือนรอมฎอน เป็นเดือนที่มีความประเสริฐมากมาย ส่วนหนึ่งคือเดือนรอมฎอน เป็นเดือนแห่งการประทานอัลกุรอาน อัลลอฮฺทางตรัสความว่า: “เดือนรอมฎอนเป็นเดือนซึ่งพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมา เพื่อเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ และเป็นการแสดงข้อเท็จจริงเรื่องทางสว่างและการแยกแยะ(ระหว่างความจริงกับความเท็จ)” อัลบาก้อเราะห์ โองการที่ 185

พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานมาในคืนหนึ่งซึ่งอยู่ในเดือนรอมฎอนคือ “คือกอดัร” อัลลอฮฺทรงตรัสยืนยันในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานความว่า: “เราได้ประทานอัลกุรอานมาในค่ำแห่งกอดัร” ซูเราะห์อัลก้อดริ์ โองการที่ 1

ยังมีหะดิษที่ยืนยันสำทับความแห่งอัลกุรอานอีกมากมาย เช่น

ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “ทุกๆกิจกรรมของมนุษย์ เขาจะได้รับผลตอบแทนเป็นทวีคูณ หนึ่งความดีจะได้สิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า อัลลอฮฺทรงตรัสความว่า: นอกจากการถือศีลอด มันคือการเฉพาะสำหรับเขา และเราจะตอบแทนผลการถือศีลอดเอง เขาละทางอารมณ์อยากและอาหารเพื่อเรา สำหรับผู้ที่ถือศีลอดจะมีความยินดีสองครั้ง ครั้งหนึ่งขณะละศีลอด และอีกครั้งหนึ่งขณะพบกับพระเจ้าของเขา อันกลิ่นปากในการถือศีลอดนั้นจะหอมสำหรับอัลลอฮฺยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง”

และอีกรายงานหนึ่งมีความว่า “การถือศีลอดนั้นเป็นโล่ป้องกันได้ ดังนั้น เมื่อคนหนึ่งในพวกท่านอยู่ในวันแห่งการถือศีลอด ต้องไม่พูดจาให้ร้ายและไม่ส่งเสียงดัง ฉะนั้น หากมีคนหนึ่งมาประณามท่านหรือจะทำร้าย ท่านจงกล่าวว่า: ฉันถือศีลอด” บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม

และท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “การละหมาดห้าเวลา การละหมาดญุมอัตถึงอีกญุมอัตหนึ่ง รอมฎอนถึงอีกรอมฎอนหนึ่ง ระหว่างช่วงเวลานั้นจะเป็นการไถ่โทษ เมื่อเขาห่างจากการทำบาปใหญ่” บันทึกโดยมุสลิม

ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวอีกว่า “การถือศีลอดและอัลกุรอาน ทั้งสองนี้นั้น จะช่วยเหลือบ่าวในวันกิยามะห์ การถือศีลอดจะกล่าวว่า: โอ้พระผู้อภิบาล ฉันห้ามไม่ให้เขาทานอาหารและห้ามกระทำตามอารมณ์ต้องการของเขาในเวลากลางวัน ดังนั้น ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ฉันได้ช่วยเหลือเขาด้วยเถิด ส่วนอัลกุรอานกล่าวว่า: ฉันห้ามเขามิให้นอนในเวลากลางคืน(ด้วยการอ่านอัลกุรอาน) ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้ฉันช่วยเขาด้วยเถิด พระองค์ทรงตอบว่า: เจ้าทั้งสองก็จงเป็นผู้ช่วยเหลือเถอะ” บันทึกโดยอาหมัด

และท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวอีกว่า “เมื่อเข้าสู่เดือนรอมฎอนประตูสวรรค์จะถูกเปิดประตูนรกจะถูกปิด และซาตานมารร้ายจะถูกล่ามตรวน” บันทึกโดยบุคอรี

และท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวอีกว่า “ผู้ใดถือศีลอดรอมฎอนอย่างศรัทธามั่น(ว่าการถือศีลอดเป็นบัญญัติมาจากอัลลอฮฺ) และหวังกุศล(จากอัลลอฮฺเพียงเท่านั้น หามีสิ่งอื่นปะปนไม่)” บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม

 

ritz-carlton-dubai-iftar

 

4.อะไรคือเงื่อนไขซึ่งวายิบที่เมื่อมีครบสำหรับมนุษย์ เขาจำต้องถือศีลอด?

1.ต้องเป็นมุสลิม เพราะกาฟิรนั้น อิบาดะห์ของเขาจะไม่ถูกรับตราบที่เขายังครองความเป็นการฟิรอยู่

2.ต้องบรรลุศาสนภาวะ ทุกศาสนิกจะไม่เป็นภาคบังคับสำหรับมุสลิม จนกว่าเขาจะบรรลุศาสนภาวะ

3.ต้องมีสติสัมปชัญญะ เพราะผู้ที่ขาดสติจะไม่อยู่ในอาการที่จะถูกบังคับทางศาสนาได้ หลักฐานในเงื่อนไขข้อนี้และก่อนจากนี้คือคำสอนของท่านนบี(ซ.ล.)ที่ว่า: “การบังคับทางศาสนาจะถูกยกออกไปจาก 3 คน คือ คนนอนหลับจนกว่าจะตื่น หนึ่งคนเป็นเด็กจนกว่าจะบรรลุศาสนภาวะหนึ่ง และคนวิกลจริตจนกว่าจะได้สติอีกหนึ่ง” บันทึกโดยอาหมัดและอบูดาวุด

4.ต้องมีความสามารถ เพราะอัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับบ่าวของพระองค์ที่ไร้ความสามารถ พระองค์ทรตรัสว่า “อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตใดๆนอกจากจะให้ความกว้างขวางแก่ชีวิตนั้น” อัลบาก้อเราะห์ โองการที่ 286

5.ต้องไม่อยู่ในภาวะผู้เดินทาง เพราะผู้เดินทางนั้นศาสนาอนุญาตให้เขาละการถือศีลอดได้ เพียงแต่ว่าเขาจะต้องชดใช้ภายหลัง อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “และผู้ใดป่วยหรือเดินทางก็ให้เขาไปชดใช้ในวันอื่นๆ” อัลบาก้อเราห์โองการที่ 185

6.ต้องปราศจากข้อห้ามการถือศีลอด อันเนื่องมาจากการมีเฮด และการนิฟาส ดังนั้น ผู้ที่มีเฮด(รอบเดือน) และนิฟาส(เลือดหลังคลอดบุตร) ไม่อนุญาตให้ถือศีลอดและทั้งสองต้องชดใช้การถือศีลอดเมื่อพ้นภาวะดังกล่าวหลังรอมฎอน

 

5.เมื่อใดที่ศาสนาจะใช้ให้เด็กๆถือศีลอด? หรือจะปล่อยให้บรรลุศาสนภาวะก่อนหรือจะบังคับให้พวกเขาถือศีลอดนับแต่ยังเล็กๆ?

ศาสนาถือว่า เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องปฏิบัติที่บุตรหลานนั้นยิ่งใหญ่นัก หน้าที่นี้ถือเป็นอะมานะห์จำเป็นที่มนุษย์ทุกคนต้องพึงสังวรณ์ และทุกคนจะต้องถูกสอบสวนในหน้านี้อย่างแน่นอนในวันปรภพ ดังนั้น ผู้ใดที่ปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้อัลลอฮฺทรงพอพระทัยเขาก็จะได้รับชัยชนะ และถ้าผู้ใดที่บกพร่องในหน้าที่สำคัญนี้ เขาจะต้องขาดทุนอย่างย่อยยับทั้งในภาคภพนี้และภพหน้า(ดุนยาและอาคิเราะห์) อัลลอฮฺทรงตรัสฝากบุตรหลานให้เป็นอะมานะห์แก่ผู้ปกครองไว้ในซูเราะห์ อันนิซาอ์ โองการที่ 11 ความว่า “อัลลอฮฺทรงสั่งกำชับแก่พวกเจ้าในเรื่องการเอาใจใส่ดูแลลูกหลานของพวกเจ้า” และอีกโองการหนึ่งในซูเราะห์ อัตตะห์รีม โองการที่ 6 ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงรักษาตัวพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากนรก”

ดังนั้น หน้าที่ของมุสลิมต้องสนใจในการอบรมเลี้ยงดูลูกหลานอย่างดีและถูกต้องตามหลักการศาสนาที่อัลลอฮฺและศาสนทูตได้กำหนดไว้ ส่วนหนึ่งจากภาระหน้าที่ดังกล่าวที่พึงมอบให้ลูกหลานก็คือ ให้ปฏิบัติศาสนกิจเมื่อพวกเขามีความสามารถจะกระทำได้

การถือศีลอด ถือเป็นศาสนกิจประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยความอดทน ความอุตสาหะอย่างมาก เพราะฉะนั้น สมควรที่พ่อแม่ต้องให้การอบรมตักเตือนให้บรรดาลูกๆได้ฝึกปฏิบัติแต่เนิ่นๆ เพื่อเมื่อพวกเขาเติบใหญ่จะได้ไม่หนักในการจะปฏิบัติศาสนกิจประเภทนี้

บรรดาสาวกของท่านศาสดา(ร.ฎ.) ได้สนใจที่จะให้บรรดาบุตรหลานของพวกเขาฝึกถือศีลอดตั้งแต่อายุยังเยาว์ และการปฏิบัติเช่นนี้ก็ได้รับการรับรองจากท่านนบี(ซ.ล.) ด้วยดี มีรายงานจากรอเบี๊ยะอ์ บินติมุเอาวิซ(ร.ฎ.) ความว่า “พวกเราทั้งหลายเหล่าสาวกของท่านนบี(ซ.ล.) ได้ใช้ให้บรรดาเด็กๆที่ยังเล็กๆของพวกเราถือศีลอด พวกเราพาพวกเขาไปมัสยิดด้วย และเราได้ให้ของเล่นแก่พวกเขา เมื่อพวกเขาร้องไห้เพราะความหิว พวกเราก็ให้อาหารแก่พวกเขา พวกเราทำอย่างนี้จนถึงเวลาละศีลอด” และบางรายงานมีความว่า “เมื่อพวกเด็กๆร้องขออาหาร พวกเราก็พยายามหาของเล่นแก่พวกเขาเพื่อให้เพลินๆจนกระทั่งถึงเวลาละศีลอด แล้วจึงให้พวกเขาทานอาหารพร้อมพวกเรา”

ฉะนั้น ผู้ใดที่มีบุตรยังไม่บรรลุศาสนภาวะ โตพอที่จะถือศีลอดได้ ก็จงฝึกให้เขาถือศีลอด แม้จะไม่เป็นการบังคับพวกเขาในทางศาสนาก็ตาม เพราะท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ซบ.) ได้สั่งพวกเราปฏิบัติศาสนกิจนับแต่พวกเรายังด้อยปัญญา คือยังเล็กๆซึ่งพอจะกระทำได้ มีรายงานหะดิษจากท่านอิบนิอุมัร(ร.ฎ.) กล่าวว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า “ พวกท่านทั้งหลายจงใช้ให้ลูกๆของพวกเจ้าทำละหมาดเมื่อพวกเขาอายุได้ 7 ขวบ และทำโทษได้เมื่ออายุได้ 10 ขวบ และให้แยกที่นอนระหว่างพวกเขา” กระนี้ ท่านนบีได้สั่งให้พวกเรากระทำ โดยให้พวกเรากำชับให้ลูกๆทำการละหมาด และอนุญาตให้เราทำโทษลูกๆได้ หากพวกเขายังไม่กระทำตามคำสั่ง แม้จะยังไม่บรรลุศาสนภาวะก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้พวกลูกๆได้มีการฝึกปฏิบัติศาสนกิจนับแต่ยังเยาว์ เพื่อเมื่อเติบใหญ่ถึงภาคบังคับจะได้ไม่หนักสำหรับพวกเขา

ส่วนถ้าหากพวกเราเหล่าพ่อแม่ ปล่อยปละละเลยไม่ยอมสอนให้ลูกๆ ได้กระทำการละหมาดหรือถือศีลอดตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆอยู่ ครั้นเมื่อถึงพวกเขาเติบใหญ่ เข้าวัยบรรลุศาสนภาวะค่อยใช้พวกเขาทำละหมาดหรือถือศีลอด แน่นอนว่า คำสั่งของพวกเราจะถูกปฏิเสธได้ง่าย เพราะพวกเขาไม่มีความเคยชินต่อการกระทำดังกล่าว ซึ่งอาจพูดได้ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”

ส่วนพ่อแม่บางคนอ้างว่า ที่ไม่ยอมฝึกลูกๆทำอิบาดะห์ตั้งแต่ยังเล็กๆเพราะสงสาร เกรงลูกจะลำบาก ถ้าจะให้ถือศีลอดกลัวพวกลูกๆจะหิว จะไม่สบาย การคิดอย่างนี้ถือเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะพ่อแม่มีความสงสารลูกอย่างแท้จริงนั้น ต้องปกป้องลูกๆไม้ให้ตกนรก และแนะทางให้พวกเขาเข้าสู่สวรรค์ แม้การดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวอาจจะลำบากใจในช่วงแรก แต่สุดท้ายแล้วจะมีความสุขที่สุด เมื่อพ่อแม่เห็นลูกละหมาดและถือศีลอดและเมื่อสภาพลูกๆกลายเป็นคนทำศาสนกิจอย่างประจำ จะกลายเป็นเด็กดีในสายตาของพ่อแม่ พี่น้อง และทุกคนที่พบเห็น รวมทั้งอัลลอฮฺก็ทรงพอพระทัยด้วย ซึ่งผลดีที่ว่านี้จะส่งผลอันประเสริฐสุดสู่ตัวพ่อแม่ วงศ์สกุล ทั้งดุนยาและอาคิเราะห์ อันซาอัลลอฮฺ

 

ramadan-lantern-main

 

6.เด็กหญิงคนหนึ่งมีเฮด(รอบเดือน) ตั้งแต่เธออายุได้ 11 ขวบ ทว่าพ่อแม่ไม่ได้ใช้ให้เธอทำละหมาดหรือถือศีลอด พวกเขาเข้าใจว่า ลูกยังเล็กอยู่ จึงไม่ได้ใช้ให้เธอถือศีลอด จนกระทั่งเธออายุได้ 15 ปี ขณะนี้เธอต้องการทราบว่า ใน 4 ปี ของเธอที่ไม่ได้ถือศีลอดนั้น จะทำอย่างไร?

กระนี้ เป็นกรณีน่าสนใจ ถือว่าเป็นการละเลยในหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ และถือเป็นความผิดตามหลักการศาสนาที่ละทิ้งหน้าที่ ๆ ต้องบังคับใช้ให้ลูกทำอิบาดะห์เมื่อบรรลุศาสนภาวะ และสำหรับเด็กหญิงคนนี้เมื่อเธอมีประจำเดือนตั้งแต่อายุ 11 ขวบ เธอก็บรรลุศาสนภาวะแล้วนับตั้งแต่ปีนั้น เพราะการมีประจำเดือนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการบรรลุศาสนภาวะ จำเป้นต้องดำเนินการตามข้อบังคับของศาสนา คือต้องละหมาด ต้องถือศีลอดและอื่นๆ ที่ศาสนากำหนด ฉะนั้นใน 4 ปีที่เธอไม่ได้ละหมาด ไม่ได้ถือศีลอด เธอต้องมีการชดใช้ เพราะเธอบรรลุศาสนภาวะแล้วตั้งแต่เธอมีประจำเดือน สำหรับโทษการละเลยต้องตกอยู่กับผู้ปกครองของเธอ ฐานละทิ้งหน้าที่

 

7.เมื่อกาฟิรเข้ารับศาสนาอิสลามในเดือนรอมฎอน เขาจำเป็นต้องถือศีลอดรอมฎอนเดือนนี้หรือไม่?

เมื่อกาฟิรเข้ารับอิสลามในเดือนรอมฎอน จำเป็นเขาต้องทำการถือศีลอดในวันเวลาที่เหลืออยู่ตลอดเดือนรอมฎอน คือให้ถือศีลอดนับแต่วันที่เข้ารับอิสลามไปจนสิ้นรอมฎอน ส่วนวันเวลาที่ผ่านมาก่อนรับอิสลามในขณะเขายังเป็นกาฟิรอยู่นั้น จะเป็นรอมฎอนก่อนๆ นั้นก็ตาม เขาไม่ต้องรับภาระใดๆ ในการปฏิบัติศาสนกิจ และถ้าเขารับอิสลามในตอนกลางวันเขาก็จะต้องอดอาหารนับแต่วินาทีที่เขารับอิสลามทันที แม้ในวันนั้นจะไม่ถือเป็นการศีลอดที่ถูกต้องก็ตาม ทั้งเขาต้องมีการชดใช้ในวันดังกล่าวหลังพ้นเดือนรอมฎอน

 

8.เมื่อหญิงคนหนึ่งมีประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดบุตร(เฮดและนิฟาส) ในเดือนรอมฎอนเธอต้องทำอย่างไร?

หญิงที่มีเฮดหรือนิฟาสในเดือนรอมฎอน ศาสนาไม่อนุญาตให้เธอถือศีลอด และแม้เธอจะถือศีลอดก็ใช้ไม่ได้ เธอจำเป็นต้องไม่ถือศีลอด และเธอไม่ต้องเสียค่าปรับ(ฟิดยะห์) ใดๆ แต่เธอจะต้องถือศีลอดชดใช้ตามจำนวนวันที่เธอไม่ได้ถือศีลอดระหว่างการมีเฮดหรือนิฟาส หลังจากพ้นเดือนรอมฎอนแล้ว พระนางอาอิซะห์ อุมมิลมุมินีน(ร.ฎ.) กล่าวว่า “พวกเราประสบกับการมีเฮด พวกเราถูกใช้ให้มีการถือศีลอดชดใช้ แต่เรื่องการละหมาดพวกเรามิได้ถูกใช้ให้ละหมาดชดใช้”

 

9.เมื่อหญิงหมดประจำเดือนหรือนิฟาสก่อนแสงอรุณที่สองขึ้นเล็กน้อย ไม่ทันที่จะอาบน้ำยกหะดัส จะอาบได้ก็ต่อเมื่อหลังแสงอรุณที่สองขึ้นแล้ว เธอจะต้องถือศีลอดในวันนั้นหรือไม่? หรือเธอต้องไปถือศีลอดชดใช้ภายหลัง?

ตราบใดที่เธอหมดประจำเดือนก่อนแสงอรุณที่สองขึ้น การถือศีลอดของเธอต้องถือว่าจำเป็น แม้เธอยังไม่ได้อาบน้ำก็ตาม และการถือศีลอดของเธอนับว่าเป็นการใช้ได้  และเธอไม่ต้องมีการชดใช้ภายหลัง โดยมติเป็นเอกฉันท์ของปราชญ์

ส่วนเมื่อเธอหมดประจำเดือนหลังแสงอรุณที่สองขึ้น การถือศีลอดของเธอถือว่าใช้ไม่ได้ และหากว่าเธอมีประจำเดือนขณะที่เธอกำลังถือศีลอดไม่ว่าเวลาใดๆ ในตอนกลางวัน แม้จะก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม การถือศีลอดของเธอเสียทันที และเธอจำเป็นต้องถือศีลอดชดใช้แทนวันดังกล่าว

 

Shot of a muslim family eating together
Shot of a muslim family eating together

 

10.ชายสูงอายุคนหนึ่งๆไม่สามารถทำการถือศีลอดได้ ศาสนาจะให้ทำอย่างไร?

คนสูงอายุ เมื่อเขาลำบากที่จะทำการถือศีลอด ก็อนุญาตให้เขางดถือศีลอดได้ โดยเอกฉันท์ แต่ให้เขาออกอาหารให้แก่คนยากจนวันละหนึ่งทะยานต่อคน ตามทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิชการ เช่น ในมัซฮับหะนะฟี ฮำบะลี และซาฟีอีที่อะซอห์ อัลลอฮฺทรงตรัสในอัลกุรอานซูเราะห์อัลบาก้อเราะห์โองการที่ 184 ความว่า “และบรรดาที่ลำบากต่อการถือศีลอด ให้จ่ายอาหารแก่คนยากจน” ท่านอิบนุอับบาส(ร.ฎ.)อธิบายว่า : โองการนี้ประทานมาสำหรับชายและหญิงสูงอายุ

 

11.การป่วยแค่ไหนอย่างไรที่จะอนุญาตให้งดถือศีลอดได้?

การป่วยที่ศาสนาจะอนุญาตให้งดถือศีลอดได้ ต้องเป็นการป่วยที่หนัก ซึ่งถ้าถือศีลอดจะทำให้หายช้า หรือเป็นอันตรายต่อตนเอง ส่วนอาการป่วยเล็กน้อย เช่น ปวดหัวตัวร้อน ไอนิดหน่อย อาการป่วยลักษณะนี้ไม่อนุญาตให้งดถือศีลอด

 

12.คนที่กินหรือดื่มโดยลืม จะเสียศีลอดหรือไม่?

นักวิชาการอิสลาม(อุละมาอ์) ส่วนใหญ่ทั้งสามมัซฮับคือ หะนะฟี ซาฟีอี และฮำบะลี ถือว่า ไม่เสียศีลอด แต่เมื่อนึกได้ต้องงดกินหรือดื่มทันที และผู้ที่เห็นต้องบอกและเตือน เพราะการเตือนเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ให้กระทำดีห้ามมิให้ทำชั่ว ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวในกรณีดังกล่าวนี้ความว่า “เมื่อกินหรือดื่มโดยลืมให้เขาถือศีลอดต่อไปให้สมบูรณ์ เพราะอันที่จริงอัลเลาะห์ทรงประทานอาหารและเครื่องดื่มแก่เขา” หะดิษนี้บันทึกโดยบุคอรี

 

13.การฉีดยา การตรวจเลือดในเวลากลางวันของเดือนรอมฎอน สำหรับผู้ถือศีลอดจะทำให้เสียศีลอดหรือไม่?

การฉีดยา ไม่ว่าทางเส้นหรือกล้ามเนื้อ หรือการตรวจเลือด ไม่ทำให้เสียศีลอด เพราะมิได้นำสิ่งอันเป็นวัตถุเข้าไปในรูที่เปิดเป็นปกติของร่างกาย แต่ที่จะขอแน่นำก็คือ ถ้าเป็นไปได้ขอให้กระทำการดังกล่าวในเวลากลางคืนจะดีกว่า

 

14.เมื่อพ่อครัวหรือแม่ครัว ต้องการชิมอาหารเพื่อให้รู้รสชาติของอาหารที่ปรุง จะมีผลเสียต่อการถือศีลอดหรือไม่?

การชิมอาหารของคนทำอาหารหรือคนซื้ออาหาร ถือว่าไม่ทำให้เสียศีลอด ตราบใดที่อาหารที่ชิมนั้นไม่ตกไปในลำคอ วิธีการคือควรจะชิมด้วยปลายลิ้นแล้วคายออก แม้กลิ่นหรือรสชาติจะเข้าสู่ด้านในลำคอก็ตาม ท่านอิบนุอับบาส(ร.ฎ.) บอกว่า “การชิมอาหารในหม้อถือว่าไม่เป็นไร ตราบใดที่มันไม่ตกสู่ลำคอขณะที่เขาถือศีลอด” และท่านหะซันบอกกล่าวว่า : เมื่อชิมแล้วให้บ้วนทิ้ง แต่ที่ดีที่สุดก็คือ ควรจะห่างไกลการดังกล่าวจะปลอดภัยกว่า

 

ramadan-greetings1

 

15.ผู้ถือศีลอดจะกลืนน้ำลายได้หรือไม่?

ผู้ถือศีลอดกลืนน้ำลายของตัวเองได้โดยไม่เสียศีลอด แต่น้ำลายนั้นต้องไม่ปะปนกับสิ่งอื่นๆ เช่น เศษอาหารหรือเลือดที่ออกมาตามไรฟัน และไม่นำออกมานอกปากแล้วนำเข้ากลับไป หาไม่แล้วต้องทำให้เสียศีลอด

สำหรับเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน พึงระวังต้องแคะออกแล้วบ้วนทิ้งไป อย่าไปปะปนน้ำลายแล้วกลืนลงไปจะทำให้เสียศีลอด ตามทัศนะของซาฟัอี มาลิกี และฮำบะลี ส่วนด้านหะนะฟีถือว่าไม่ทำให้เสียศีลอด

ส่วนกรณีที่น้ำลายซึ่งปะปนกับเศษอาหาร แล้วลงไปโดยตั้งใจ หรือกลืนลงไปเพราะไม่อาจบ้วนออกมาได้ ถือว่าไม่ทำให้เสียศีลอด เพราะไม่ได้กระทำโดยประมาท

 

16.การกลืนเสมหะจะทำให้เสียศีลอดหรือไม่?

เสมหะที่ออกมาจากส่วนบนคือโครงจมูกหรือส่วนล่างคือบริเวณหน้าอก การที่จะกลืนเข้าภายใจจะทำให้เสียศีลอดหรือไม่ให้พิจารณาดังนี้ ถ้าเสมหะนั้นออกมาไม่ถึงเขตภายนอกของปากคือ จุดฐานเกินของฮาอ์เล็กในลำคอ เมื่อกลืนกลับเข้าไปไม่ทำให้เสียศีลอดโดยมติของปราชญ์ ส่วนถ้าเสมหะนั้นออกมาถึงเขตภายนอกของปาก(อยู่ในปาก) ก็ให้พิจารณาอีกว่าสามารถจะบ้านออกได้หรือไม่ ถ้าสามารถบ้วนออกมาได้ แต่ได้กลืนกลับเข้าไปถือว่าทำให้เสียศีลอด และถ้าไม่สามารถกลืนกลับได้ แต่มันกลับเข้าภายในโดยไม่ได้ตั้งใจ ถือว่าไม่ทำให้เสียศีลอด กระนี้คือ ทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิชาการอิสลาม เพราะถือว่านนำสิ่งอื่นสิ่งใดจากภายนอกสู่ภายในร่างกายจึงทำให้เสียศีลอด

 

17.การแคะหูหรือแยงหูด้วยขนไก่ หรือค้อตต้อนบัดส์ จะทำให้เสียศีลอดหรือไม่? และที่จะเรียกว่าภายในของหูนั้นแค่ไหน?

คำว่าภายนอกและภายในของหูนั้น นักวิชาการวินิจฉัยว่า เมื่อเอานิ้วชี้แยงเข้ารูหูได้เท่าใด นั่นคือภายนอก แต่ถ้าเลยจากปลายนิ้วที่แยงเข้าไปถือว่าภายใน ดังนั้น ถ้าแคะหูหรือแยงหูจะด้วยสิ่งใดก็ตาม ถ้าเกินเขตดังกล่าวถือว่าเสียศีลอด เพราะนำสิ่งอันเป็นวัตถุเข้าสู่ภายในของร่างกายโดยทางรูที่เปิดปกติคือ หู ทำนองเดียวกันเอาน้ำหยอดหู ไม่ว่ารสของน้ำจะเข้าถึงคอหอยหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเสียศีลอด นี้ ตามทัศนะของมัซฮับซาฟิอี หะนะฟี และฮำบะลี สำหรับมัซฮับมาลิกี ถือว่าไม่เสียศีลอด ถ้ารสไม่เข้าหูคอหอย แต่ถ้าเข้าถึงถือว่าเสียเช่นกัน

 

image

 

18.การใช้ยานัตถุ์เป่าเข้าจมูก การดมยาดม การทายาหม่องหรือบาล์มที่ร่างกายตามรอยฟอกช้ำ จะทำให้เสียศีลอดหรือไม่?

การเป่ายานัตถุ์เข้าทางจมูกทำให้เสียศีลอด เพราะนำสิ่งอันเป็นวัตถุเข้าสู่ภายในทางรูที่เปิดปกติ ส่วนการดมยาดม การทาบาล์มที่ร่างกาย ถือว่าไม่เสียศีลอด แม้มันจะซึมเข้าใต้ผิวหนังก็ตาม เพราะมันไม่ได้เข้าทางช่องที่เป็นโพรงของร่างกาย แต่มันซึมเข้าสู่ทางผิวหนัง กระนี้ เป็นทัศนะของทั้งสี่มัซฮับ โดยมีหลักฐานหะดิษที่ท่านนบี(ซ.ล.) “ปรามมิให้ผู้ถือศีลอดสูดน้ำเข้าจมูกอย่างแรงเมื่ออาบน้ำละหมาด” หะดิษนี้บ่งบอกชัดเจนว่า เมื่อมีสิ่งอันเป็นวัตถุ เช่น น้ำเข้าสู่รูโพรงของร่างกายจะทำให้เสียศีลอด

 

19.ผู้ถือศีลอดเกิดมีบาดแผลที่ร่างกาย มีเลือดไหล จะทำให้เสียศีลอดหรือไม่?

ผู้ถือศีลอดเกิดบาดแผล มีเลือดไหล หรือบีบฝี สิว มีเลือดหรือน้ำหนองออกมา หรือถอนฟัน หรือมีเลือดกำดาวออกมาทางจมูก หรือมีเลือดออกมาจากร่างกายจะเป็นส่วนไหนก็ตาม จะไม่ทำให้เสียศีลอด

 

20.ในตอนกลางวันผู้ถือศีลอดเกิดผะอืดผะอม เขาเอานิ้วมือล้วงในปาก ก็เกิดอาเจียนออกมา จะทำให้เสียศีลอดหรือไม่?

ตอบ  ผู้ถือศีลอดทำให้เกิดการอาเจียนด้วยการเอานิ้วมือล้วงในคอ (ไม่ถึงฐานเกิดของฮาอ์เล็ก) หรือทำคะย่อนท้อง หรือกระทำการอย่างใดก็ตาม แล้วอาเจียน ถือว่าทำให้เสียศีลอด โดยมติปวงปราชญ์ ส่วนคนที่คลื่นไส้แล้วอาเจียนออกมาเอง ไม่ทำให้เสียศีลอด เพราะท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวในบันทึกของอะบูดาวูด อาหมัดและติรมิซี ความว่า “บุคคลที่อาเจียนออกมาเอง เขาไม่ต้องถือศีลอดใช้ และบุคคลที่ทำให้อาเจียนโดยเจตนา เขาต้องถือศีลอดใช้”

 

ขอขอบคุณ : อาจารย์ประสาน(ชารีฟ) ศรีเจริญ

แบ่งปัน