ทุกวันนี้ เด็กและสตรีถูกกระทำความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคนรู้ แต่ยื่นมือเข้าช่วยไม่ได้ เพราะคิดว่า เป็นเรื่องภายในครอบครัว ซึ่งไม่ถูกต้อง

จากคดีสะเทือนขวัญเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา “สามีฆ่าภรรยาฝังศพซ่อนเร้นภายในบ้าน” ซึ่งต่อมานายนพ โสภณวสุ (สามี) วัย36 ปี ได้เข้ามอบตัวต่อตำรวจ สน.ทุ่งครุ ยอมรับฆ่านางอิษฎา อุส่าห์เพียร (ภรรยา) ฝังดินทรายในรั้วบ้าน สารภาพว่าที่ทำไปเกิดจากการหึงหวง พร้อมเผย “รู้สึกเสียใจที่ก่อเหตุขึ้น และยังรักภรรยาอยู่ จึงอยากขอโทษครอบครัวของภรรยาในครั้งนี้” หลังจากที่ก่อเหตุยิงภรรยาแล้วได้พาลูกทั้ง 4 คนไปฝากไว้กับพ่อที่บ้านใน จ.ชลบุรี จากนั้นได้กลับมาจัดการศพภรรยา โดยผู้เป็นแม่ได้กลับมาด้วย ซึ่งพ่อที่เป็นทนายความส่วนตัวของนายนพ ระบุว่า ลูกชายมีอาการของโรคซึมเศร้า และได้นำยารักษาโรคซึมเศร้าที่ลูกชายกินเป็นประจำมาแสดงกับตำรวจในชั้นสอบสวนด้วย ล่าสุดได้ทำเรื่องขอประกันตัวแล้ว

รายงานวิจัยฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก “อาจารย์ไฟซอล อยู่เป็นสุข” อาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนคุณธรรมวิทยา จ.ฉะเชิงเทรา มาช่วยวิเคราะห์ข่าวดังกล่าวว่าการฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนามีความผิดบาปอย่างไรในอิสลาม รวมถึงการให้แง่คิดการอยู่ร่วมกันของสามีภรรยาตามหลักอิสลามที่แท้จริงเป็นอย่างไร?

 

%e0%b8%ad-%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a5-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82

 

อ.ไฟซอล กล่าวว่า ข่าวคราวการสูญเสีย เป็นข่าวที่สร้างความกระทบกระเทือนใจให้แก่ผู้ได้ยิน ผู้รู้เห็น โดยเฉพาะข่าวที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่เป็นญาติใกล้ชิด ไม่ว่าการสูญเสียนั้นจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม การขาดสติและไม่สามารถระงับอารมณ์ตนเองได้ จะนำพามาซึ่งข่าวร้ายๆ เสมอ การตบตี การทะเลาะวิวาท จนสุดท้ายนำไม่สู้การฆ่าฟัน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่สร้างความสลดใจให้แก่ผู้รับรู้ทั้งสิ้น

แต่ดูเหมือนทุกครั้งข่าวเหล่านั้นเรามักได้ยินว่า ผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่จะไม่ใช่พี่น้องที่เป็นมุสลิม เพราะมุสลิมมีหลักความเชื่อที่คอยกระตุ้นเตือนอยู่เสมอว่า การฆ่าตัวตาย หรือการทำให้คนอื่นถึงแก่ความตายเป็นบาปที่ร้ายแรงและจะไม่ได้รับการอภัยจากพระผู้เป็นเจ้า แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีข่าวที่ทำให้พี่น้องมุสลิมทั่วไปถึงกับอึ้ง ทึ่งและเสียว เมื่อพบว่ามีการฆ่ากันระหว่างพี่น้องมุสลิมด้วยกัน แถมยังเป็นเรื่องราวน่าตกใจมากกล่าวคือสงครามที่เกิดขึ้นเป็นสงครามระหว่างสามีและภรรยา อาจมีคนหลายคนพูดว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ครอบครัวจะทะเลาะกันบ้าง ตบตีกันบ้าง หึงหวงกันบ้าง จริงอยู่ว่าข่าวในลักษณะแบบนี้เราก็เห็นกันอยู่ดาษดื่นในสังคมโลกและสังคมไทย ตามสื่อสังคมต่างๆ แต่เหตุการณ์นี้อาจไม่เหมือนกับเหตุการณ์ทั่วไปเพราะเมื่อดูตามประวัติของสามีภรรยาคู่นี้ ตามรูปลักษณ์ภายนอกที่สังคมรับรู้ดูเหมือนทั้งคู่จะใช้ชีวิตตามกรอบที่อิสลามกำหนดอย่างเคร่งครัด ต่างจากมุสลิมคู่อื่นๆ ที่อาจจะมีเรื่องไม่ดีบ้างเนื่องจากเขาเหล่านั้นอาจแปะคำว่าอิสลามไว้เป็นยี่ห้อหรือแค่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จนเคยชินกับการใช้ชีวิตที่ดูว่าไม่แตกต่างหรือแยกไม่ออกว่าเขาคือมุสลิม

เราคงไม่มานั่งหาสาเหตุถึงแรงจูงใจที่นำไปสู่การฆ่าในครั้งนี้ แต่เราคงแปลกใจกับการตัดสินใจในการลงมือกระทำในครั้งนี้ การใช้ชีวิตคู่ไม่สามารถกลั่นความรักและความสงสารให้ตกตะกอนและจมสู่ก้นบึ้งของผู้ที่เป็นสามีได้เลย

อาจจะมีคนพูดว่า “หากคุณไม่มาเป็นผม คุณก็จะไม่รู้หรอก” คำพูดนี้ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่เห็นแก่ตัวมิใช่น้อย นั่นแสดงว่าคุณมิได้มองครอบครัวอื่นๆ เขาแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยช่องทางและวิธีการใด โดยเฉพาะครอบครัวของผู้ที่มีอีหม่านที่เข้มแข็ง เพราะปัญหามันผุดขึ้นมาในทุกครอบครัว ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะยากดีมีจนขนาดไหนก็ตาม ปัญหามีไว้เพื่อให้เราหาทางออก และต้องเป็นทางออกที่อิสลามกำหนดไว้ด้วย หะดีษบทหนึ่งที่ท่านนบีสอนกับพวกเราว่าการระงับเหตุที่จะทำให้ก่อความเสียหายต่อส่วนรวมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้อีหม่านเราสมบูณ์คือหะดีษที่ท่านนบีพูดว่า

“จงหาทางเตือน เมื่อเห็นความชั่วประจักษ์อยู่ต่อหน้า ไม่ว่าจะโดยวิธีการยับยั้งด้วยมือ ด้วยคำพูด หรือด้วยการขอดุอาอฺ ซึ่งการขอดุอาอฺคือแนวทางของคนที่อ่อนแอที่สุดในอีหม่าน” (รายงานโดยมุสลิม)

 

unt258itled-1-696x392

 

การตักเตือนกันตามศักยภาพของตนเองถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยที่อิสลามมิได้ระบุว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องนี้เป็นเรื่องครอบครัว อย่าได้เข้าไปยุ่ง  หากแต่อิสลามพูดว่า “เมื่อพบเห็นหรือรับรู้ว่า ใครก็ตามที่กำลังทำความผิด ก็จงเตือน”

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษข้างต้น

  • จำเป็นที่จะต้องยับยั้งความชั่วด้วยกับกำลังความสามารถของตนเอง
  • การตักเตือนจะต้องกระทำในทุกๆ เรื่อง ที่เราพบเห็น
  • อีหม่านของเราจะค่อยๆ ลดลงหากเราปราศจากการตักเตือน

กฎหมายสังคมอาจมองถึงสิทธิส่วนบุคคลที่เรื่องบางเรื่องคนอื่นอาจเข้าไปยุ่มย่ามไม่ได้ แต่อิสลามมองว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นดรรชนีชี้วัดความเข้มแข็งของสังคมนั้นๆ ถ้าสังคมนั้นๆ ช่วยกันแก้ไข แสดงว่าสังคมนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคนดีที่จะพยายามทำให้สังคมของเขาเดินหน้าไปสู่ความสงบสุขพร้อมๆ กัน และอุดช่องโหว่ของสังคมที่จะให้เกิดความสูญเสียโดยรวม

 

การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอื่นถึงแก่ความตาย อิสลามถือว่าเป็นบาปใหญ่

“ใครก็ตามที่ฆ่าผู้ศรัทธาโดยเจตนา นรกคือที่พำนักสำหรับเขาตลอดการ อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วและสาปแช่งเขาและทรงเตรียมการลงโทษที่แสนรุนแรงยิ่ง” (อันนิสาอฺ 93 )

แต่ถึงกระนั้น  อิสลามก็มิได้ปิดกั้นสำหรับการกลับเนื้อกลับตัวของผู้สำนึกผิดในความผิดที่ทำลงไป หากผู้ฆ่าจะได้รับการยกโทษจากครอบครัวของผู้ที่ถูกฆ่า ที่ไม่ติดใจเอาความและครอบครัวเขาผู้นั้นแน่นอนจะมีรางวัลที่ยิ่งใหญ่รอการตอบแทนเขาอยู่ ณ อัลลอฮฺในวันกิยามะห์ รวมไปถึงผู้ที่ถูกฆ่าด้วย

 

การอยู่ร่วมกันระหว่างสามี-ภรรยา

การทะเลาะเบาะแว้งหรือการกระทบกระทั่งระหว่างสามีกับภรรยา น่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นหนักที่สุดและบ่อยที่สุด และน่าจะเป็นเรื่องที่เครียดที่สุดด้วย  ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้แนะนำหนทางแก้ไขไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้คู่สามีภรรยาได้ศึกษาและรับรู้ก่อนที่จะร่วมใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน อัลลอฮฺจึงสอนผู้ที่เป็นผู้ชายว่า “ผู้ชายคือผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูสตรี”(อันนิสาอฺ 34) สามีคือผู้ที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว ดูแลครอบครัว อบรมสั่งสอนลูกและภรรยาอยู่ตลอดเวลา การโต้เถียงย่อมเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย เพราะต่างคนต่างมีเหตุผลและมีทัศนคติที่ต่างกัน บางครั้งนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือ การลงโทษภรรยาจึงมีกรอบที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่า “และสตรีที่เจ้าเกรงว่านางจะแสดงออกถึงความดื้อดึง ก็จงกล่าวตักเตือน และแยกที่นอนให้ห่างจากนาง และตีนาง(เพื่อเป็นการตักเตือน) และเมื่อพวกนางกลับมาทำตัวดีแล้ว ก็อย่าได้หาเรื่องนาง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง” (อันนิสาอฺ 34)

 

ahr0chm6ly9zlmlzyw5vb2suy29tl

 

ลำดับการลงโทษภรรยาที่ฝ่าฝืนต่อสามี

  • ตักเตือนด้วยคำพูด
  • แยกที่นอน
  • ตีเพื่อสั่งสอน

และหากสุดท้ายเรื่องราวระหว่างทั้งคู่ถึงขั้นรุนแรงและมีปากเสียงกันหนักขึ้น จนยากที่จะหาทางแก้ไข อัลลอฮฺก็ได้ตรัสว่า “และหากเกรงว่าจะมีการขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้นระหว่างกัน ก็จงเลือกตัวแทนของทั้งสองฝ่าย เผื่อหาข้อยุติปัญหาและหาทางประนีประนอมกัน และอัลลอฮฺจะให้เกิดความสำเร็จระหว่างกัน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ และผู้ดูแล” (อันนิสาอฺ 35)

 

ข่าวการจากไปหรือการสูญเสียถือเป็นเรื่องปกติ ที่เรารับรู้กันอยู่ทุกวี่วัน แต่การสูญเสียที่มิได้ทันตั้งตัว หรือเตรียมใจเป็นเรื่องที่ยากที่จะทำใจ หรือการสูญเสียที่มีวาระซ่อนเร้น เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ ท่านนบีได้พูดถึงความผิดสามประเภทที่ทำลงไปแล้วอัลลอฮฺจะไม่ให้ถูกบันทึกว่าเป็นความผิด ได้แก่ “ทำในสิ่งที่ไม่รู้  หลงลืม  เมื่อถูกบังคับ” (รายงานโดยอิบนุมาญะฮฺและบัยฮะกีย์) การกระทำของมนุษย์ มีอยู่สองลักษณะกล่าวคือ ตั้งใจจะทำ กับ ทำโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็มีสองประเภท คือ ทำโดยพลั้งเผลอ กับทำเพราะถูกบังคับ หรือ ทำโดยไม่รู้เหตุ  ในตัวบทของหะดีษครอบคลุมไปถึง มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้  จริงอยู่คนบ้าทำอะไรไม่ผิด

แต่ถามหน่อยว่า โรคจิต จัดอยู่ในประเภทคนทำความผิดหรือ คนบ้า !!!!!!!!!!!!

 

ขอขอบคุณ : อ.ไฟซอล อยู่เป็นสุข อาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนคุณธรรมวิทยา จ.ฉะเชิงเทรา

 

12