“สหรัฐฯ ไม่สามารถและจะไม่ทนต่อการกดขี่ชนกลุ่มน้อยภายในจีน” วิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ประกาศความเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งห้ามไม่ให้บริษัทตามรายชื่อซื้อสินค้าสหรัฐฯ

บริษัทติดบัญชีดำเหล่านี้รวมถึงบริษัทกล้องวงจนปิด Hikvision รวมทั้งบริษัทปัญญาประดิษฐ์ Megvii Technology และ SenseTime อ้างจากข้อมูลล่าสุดในบันทึกราชการ (Federal Register) ที่จะเผยแพร่ในวันพุธ (9)

คำสั่งแบนนี้ออกมาท่ามกลางความตึงเครียดสูงระว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายการค้าและสิ่งที่ปักกิ่งทำในแคว้นซินเจียงทางตะวันตก

สองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังอยู่ท่ามกลางสงครามการค้า ต่างฝ่ายต่างใช้ใช้มาตรการเพิ่มภาษีตอบโต้กันรวมเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในการค้าสองทาง

เมื่อวันจันทร์ (6) ทำเนียบขาวประกาศว่าการพูดคุยระหว่างสองประเทศกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (9) โดยผู้แทนการค้าระดับสูงของปักกิ่ง หลิว เหอ เตรียมที่จะพบกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สตีเฟน มนูชิน

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ยกระดับการกล่าวโจมตีปักกิ่งเกี่ยวกับนโยบายในแคว้นซินเจียง กลุ่มสิทธิหลายกลุ่ม ระบุว่า จีนกักกันชาวอุยกูร์หลายล้านคนและชาวมุสลิมคนอื่นๆ ในค่ายปรับทัศนคติในซินเจียง การกระทำที่วอชิงตันระบุว่าทำให้นึกถึงพวกนาซีเยอรมัน

ในระหว่างการประชุสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดงานแสดงสภาพเลวร้ายของชาวอุยกูร์ โดยนักการทูตสูงสุดอันดับสองของสหรัฐฯ จอห์น ซุลลิแวน ได้ประณาม การรณรงค์กดขี่อย่างน่าสะพรึงกลัวของจีน โดยกล่าวว่า “ในซินเจียง รัฐบาลจีนขัดขวางไม่ให้ชาวมุสลิมสวดมนต์และอ่านอัลกุรอาน พวกเขายังได้ทำลายหรือทำให้มัสยิดจำนวนมากเสียหายด้วย

นี่เป็นการรณรงค์อย่างเป็นระบบโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อหยุดยั้งพลเมืองของตนเองไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพทางศาสนาอันพึงมี”

จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ จีนยังปฏิเสธอยู่เลยว่าไม่มีค่ายปรับทัศนคติดังกล่าวอยู่จริง แต่ตอนนี้อ้างว่า มันเป็นโรงเรียนอบรมชั่วคราวที่จำเป็นต่อการควบคุมลัทธิก่อการร้าย พร้อมกับประณามการแทรกแซงกิจการภายในของพวกเขา

 

ที่มา : MGR Online

แบ่งปัน