นายแพทย์สงกรานต์ ไหมชุม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา เปิดเผยถึงรายงานสถานการณ์โรคหัดจังหวัดยะลา (1 กันยายน ถึง 15 ตุลาคม 2561) จำนวนผู้ป่วย 495 ราย ยังมีการระบาดกระจายทุกอำเภอ พบผู้ป่วยสูงสุด คือ อำเภอยะหา (127 ราย) รองลงมา อำเภอบันนังสตา (74 ราย) อำเภอกาบัง (68 ราย) อำเภอธารโต (66 ราย) อำเภอกรงปีนัง (58 ราย) อำเภอเมืองยะลา (55 ราย) อำเภอรามัน (36 ราย) และอำเภอเบตง (11 ราย) ตามลำดับ เสียชีวิต 6 ราย (อำเภอกรงปินัง 3 ราย อำเภอบันนังสตา 1 ราย อำเภอธารโต 2 ราย) พื้นที่ที่ต้องดำเนินการและเฝ้าระวังเร่งด่วนในพื้นที่อำเภอยะหา

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา ยังคงเปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินฯ โรคหัดขึ้น (EOC) พร้อมทั้งได้ควบคุมการระบาดของโรคหัดในพื้นที่จังหวัดยะลา ด้วยมาตรการ 323 “หาให้ครบ ฉีดให้ทัน” มีการประชุมติดตามทุกวันพร้อมกับกำหนดให้ EOC ทุกอำเภอร่วมรับทราบมาตรการข้อสั่งการไปพร้อมการประชุมผ่านระบบ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VDO Conference) โดยเครือข่ายบริการลงพื้นที่เชิงรุกฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเป้าหมายผู้สัมผัสโรคอย่างต่อเนื่อง โดยในภาพรวมมีเป้าหมายในการควบคุมให้บรรลุ 4 ไม่ ได้แก่ ไม่ป่วยเพิ่ม (เด็ก กลุ่มเสี่ยงได้รับวัคซีนครบถ้วน) ไม่เสียชีวิต (ผู้ป่วย มีอาการสงสัย พบแพทย์ได้รับการรักษาเร็ว) ไม่ติดโรคในโรงพยาบาล (จัดหอ ห้องผู้ป่วยหัดแยกมีมาตรฐานป้องกันการติดเชื้อ ฉีดวัคซีนให้ญาติ) และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้ให้บริการ ดูแลป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรค

อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำให้ประชาชนที่มีบุตรหลาน ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโรคหัดมารับการฉีดวัคซีนโดยด่วน ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ฟรี และหากเด็กในปกครอง มีไข้ ไอ มีผื่นแดงและตาแดง ให้แยกเด็กออกไม่ให้สัมผัสกับเด็กอื่น เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ และในกรณีที่ในบ้านที่มีเด็กสัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วย หากไม่ได้รับวัคซีน หรือฉีดวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ให้ผู้ปกครองนำเด็กไปฉีดวัคซีนให้ครบ

โรคหัดป้องกันด้วยการฉัดวัคซีน ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนป้องกันโรคหัด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่อเด็กอายุ 2 ปี ครึ่ง โดยให้ในรูปของวัคซีนรวมป้องกันโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน (MMR) อีกทั้ง เป็นวัคซีนที่มีการใช้กันทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศมุสลิม อย่างประเทศมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ฯลฯ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้รับการสนับสนุน และบริหารจัดการวัคซีนในการควบคุมป้องกันเพียงพอ กลยุทธการควบคุมโรคหัดที่สำคัญต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ความร่วมมือภาคีเครือข่าย ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา อสม. ฯลฯ ได้ร่วมด้วยช่วยกันสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ เข้าใจและตระหนัก ปรับพฤติกรรมยอมรับให้บุตรหลานได้รับวัคซีนคลอบคลุมครบถ้วน

อีกทั้ง หน่วยงานที่มีคนอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน ปฎิบัติภารกิจร่วมกันเป็นประจำ ต้องเฝ้าระวังด้วยพร้อมทั้งสื่อสารความเสี่ยงให้รับรู้และป้องกัน เช่น ค่ายทหาร เรือนจำ ศพด. และโรงเรียน เป็นต้น

 

ที่มา : ThaiNews

 

1

.

3

.

4

แบ่งปัน