“พวกเธอควรเป็นคนมีน้ำใจต่อผู้อื่น รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาความสะอาด เก็บถุงพลาสติก หากเธออยู่บนรถประจำทาง ถ้าเธอเห็นผู้ที่อ่อนแอกว่า เธอควรดูแลพวกเขา ควรเสียสละที่นั่งให้พวกเขา เธอควรให้รอยยิ้มกับทุกคน ต้องเคารพกฎหมาย ถ้าเธอไม่รู้สิ่งใดก็ต้องพูดว่า ฉันไม่รู้ หน้าที่ของเธอคือศึกษาเพื่อให้รู้จริงเสียก่อน ทั้งหมดคือคำสอนจากศาสนาของเรา”

 ครูสอนศาสนาแห่งศูนย์อิสลามเบอร์เคนเฮด ชานเมืองโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ กำลังสรุปบทเรียนให้ลูกศิษย์ของเขาที่ล้อมวงฟังคำสอนด้วยความตั้งใจ ลูกศิษย์ของครูมีอายุตั้งแต่ 5 ปี จนถึง 13 ปี บรรยากาศการเรียนการสอนวันนี้ดูมีพลวัตและมีพลังเหลือเกิน

เด็กน้อยแย่งกันยกมือถามครูด้วยคำถาม ทำไม???? ตลอดเวลา ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น? ทำไมต้องเป็นแบบนี้? ทำไมต้องยิ้มให้คนอื่น? ทำไมต้องเก็บถุงพลาสติก? ทำไมต้องรักษาความสะอาด? ฯลฯ

เด็กๆเกิดและเติบโตที่นิวซีแลนด์ บางครอบครัวพ่อแม่เพิ่งย้ายถิ่นฐานก่อนพวกเขาเกิดไม่นาน บางครอบครัวอพยพกันมาสมัยปู่ย่า ตายาย บางครอบครัวแนะนำชักชวนกันมาทั้งเครือญาติ พวกเขาเติบโตในสังคมที่ให้ “โอกาส” และ “เปิดกว้าง” ทั้งวิธีคิด การศึกษา และการแสวงหาปัจจัยยังชีพ อัลฮัมดุลิลละฮ์!!!

 

guru-agama

 

พ่อแม่ของเด็กๆ ประกอบอาชีพแตกต่างกัน บ้างทำงานบริษัทไอที เป็นวิศวกร เป็นครู ขับแท็กซี่ เปิดร้านอาหาร ทำธุรกิจข้ามชาติ  เป็นหมอ ทำงานในองค์กรรัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ ฯ เวลาพวกเขาเจอกันที่ศูนย์อิสลามฯ พวกเขาจะสื่อสารด้วยภาษาถิ่นของพวกเขา เช่น อูรดู อุซเบก คุชราตี และ ปุชโต เป็นต้น

แน่นอน ลูกๆหลานๆของพวกเขายังสามารถสื่อสารภาษาเหล่านี้กับครอบครัว เครือญาติได้อย่างคล่องแคล่ว เด็กๆเรียนภาษาอังกฤษและภาษาเมารีในโรงเรียน หลายคนพูดได้มากกว่าสองภาษา บางคนพูดได้สามภาษา สี่ภาษา ขึ้นอยู่กับว่า “สิ่งแวดล้อม” ที่พวกเขาเติบโตจะใช้ภาษาอะไรสื่อสารในชีวิตประจำวัน

พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้นำชุมชนมุสลิมที่นี่ตระหนักถึงความจำเป็นว่า ลูกหลานต้องเข้าใจ “วิถีชีวิตอิสลาม” ในบริบทสังคมใหม่ สังคมที่เป็นทั้ง “บ้าน” และ “อนาคต”

การประชุมประจำเดือนเพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องสถานที่ หลักสูตร การคัดเลือกครู คือ “กลยุทธ์สำคัญ” เพื่อให้ลูกหลานของพวกเขาได้รับโอกาสเรียนรู้คำสอนอิสลามตั้งแต่เยาว์วัยก่อนเผชิญโลกกว้างและซับซ้อน

ชุมชนจัดการเรียนการสอนในตอนเย็นหลังเลิกเรียนจากโรงเรียนประจำ ผู้ปกครองทำหน้าที่รับส่งลูกหลานให้ได้มาเรียนศาสนาที่ศูนย์อิสลามฯ โดยมีครูสอนศาสนาที่ผ่านความเห็นชอบจากชุมชนเป็นผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้

การเรียนการสอนเริ่มต้นตั้งแต่อ่าน อะลิฟ บา ตา ท่องจำดุอาอ์ บทขอพรในชีวิตประจำวัน ท่องจำอัลกุรอานบทสั้นๆ สอนวิธีละหมาด สอนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสนทูต จริยธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับผู้อื่น การรักษาสิ่งแวดล้อม สอนให้รักบ้านเมือง สอนความเป็นพลเมือง และอื่นๆ พวกเขาเรียกการเรียนการสอนว่า “มัดดะรอซะฮ์”

ท่วงทำนองการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะเป็นแบบ “สองทางสื่อสาร” หรือ two-way communication เด็กๆที่นี่จะไม่รอให้ครูสอนจบ พวกเขาจะรีบยกมือถามทันทีที่ไม่เข้าใจ หรือสงสัย ครูเองก็ต้องรีบตอบ เด็กบางคนครูยังตอบเพื่อนไม่เสร็จ ก็รีบยกมือถาม เป็นการเรียนที่มีความเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง อาจเรียกว่า active learning ก็ไม่ผิดนัก

การเติบโตในสิ่งแวดล้อมแบบสังคมเปิดและเป็นประชาธิปไตย (open and democratic society ) สังคมที่มีส่วนร่วม สังคมที่ต้องตั้งคำถาม หาคำตอบในโรงเรียน ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่ “วัฒนธรรมภายในครอบครัว” มีส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุน ผลักดันให้เด็กๆกล้าคิด กล้าถาม กล้าแสดงออก

 

fasting-and-exams

 

นอกจากความรู้ “ภาษาอาหรับ” ที่เด็กๆได้รับแล้ว “ภาษาอังกฤษ” คือ ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน เด็กๆทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ดี ฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ พูดแบบธรรมชาติตามวัย ไม่ต้องกลัวว่า ใครจะมาจับผิดหลักการใช้ไวยากรณ์ การวางโครงสร้างทางภาษา เรื่องแบบนี้พอเขาโตขึ้น เขาจะเข้าใจไปเอง

“การถามตอบแบบธรรมชาติ” ซึ่งหมายถึง ครูไม่ต้องชี้ ไม่ต้องเรียกชื่อ นักเรียนพร้อมที่จะมีส่วนร่วมด้วยตัวเองนั้น ช่วยทำให้ “องค์ความรู้อิสลาม” ได้รับการขยายความ และอธิบายหลากหลายมิติขึ้น คำถาม ที่ตั้งต้นด้วย “วาย” (Why question) จะทำให้มีคำตอบมากกว่า “ใช่” “ไม่ใช่” “ได้” “ไม่ได้” “ผิด” หรือ “ถูก” เท่าที่สังเกต เด็กๆและครูก็พยายามถกกันเพื่อให้ได้รับคำตอบที่หลากหลาย และมีใจความที่อธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้

นอกจากนั้น ครูสอนศาสนายังนำความรู้ด้านศิลปะ การวาดรูป การใช้ดินสอสี มาช่วยเป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็กๆเกิด “จินตนาการต่อความรู้” ที่ได้รับจากการบอกเล่า การระบายสีลงในกระดาษวาดเขียน การเติมคำ เติบประโยคในช่องว่างของภาพ การใช้รูปต้นไม้อธิบายองค์ประกอบอิสลามผ่านกิ่งใบ ย่อมมีผลให้เด็กๆได้คิด ได้จำ

อันที่จริง ห้องเรียนของลูกๆหลานๆ ก็เป็นเพียงห้องละหมาดไม่ใหญ่นัก มีกระดานไวท์บอร์ด ปากกาเคมี และอุปกรณ์ง่ายๆไม่มาก แต่ก็ยังสามารถสร้าง “บรรยากาศ” ให้การเรียนการสอนมีความคึกคัก มีชีวิตชีวาได้ขนาดนี้ คิดแล้วก็อยากให้ “ลูกสาวซุลฟา” มานั่งเรียนกับพี่ๆด้วย ครูสอนศาสนาคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ  

ก่อนเลิกเรียน “ครู” จะให้ศิษย์รักมารวมตัวกัน ช่วยสรุปบทเรียนประจำวันว่า แต่ละคนได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง? พ่อแม่ ผู้ปกครองที่มารอรับลูกกลับบ้านจะเข้ามานั่งฟัง สังเกตการณ์ และช่วยกันประเมินการสอนของครู

เมื่อถึงเวลาละหมาดอีชา ครูคนเดิมจะทำหน้าที่นำละหมาด เด็กๆจะยืนเข้าแถวร่วมกับผู้ปกครองและสมาชิกคนอื่นๆในชุมชน เด็กน้อยได้ทั้งวิชาการและภาคปฏิบัติ พ่อแม่ ผู้ปกครองได้ทำหน้าที่ “แบบอย่าง” ชุมชนได้สร้าง “วิถีชุมชน” ให้ลูกหลานได้เห็นภาพ

 

2017-05-24_islam_school

 

“วิธีชีวิตแบบอิสลาม” ในประเทศนี้ จะดำรงต่อไปแบบไหนนั้น? ขึ้นอยู่กับ “คนรุ่นนี้” ว่า จะสร้างคนรุ่นต่อไปให้รักษา ธำรงอัตลักษณ์ความมุสลิม“ในสังคมใหม่”ที่ต่างจากคนรุ่นปู่ย่าตายายของพวกเขาได้อย่างไร?  “คนรุ่นต่อไป” ที่สามารถยืนหยัดในความเชื่อของตน ไม่ละเลยต่อภาระหน้าที่ความเป็นพลเมือง เคารพกฎหมาย มีหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และต่อพระผู้เป็นเจ้า ทั้งหมดย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ย่อมท้าทายชุมชนและสังคมทั้งระบบ

 อินชาอัลลอฮ์!! ด้วยความหวังอันสูงสุด พวกเขาจะรักษา “วิถีชีวิตนี้” เอาไว้ต่อไป เหมือนดั่งที่บรรพบุรุษรุ่นแรกๆเมื่อกว่า 165 ปีมาแล้ว ได้ช่วยกันสร้างและรักษาจนถึงทุกวันนี้

คนรุ่นก่อนได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ในอายุของพวกเขา เหลือเพียงคนรุ่นเรา รุ่นลูกหลานของเรา ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อรักษา ส่งต่อ “วิถีชีวิตอันล้ำค่านี้” วิถีของบรรดา“ผู้สืบทอดสัจธรรมแห่งความเมตตา” ให้ดำรงอยู่ต่อไป ณ “Aotearoa” นิวซีแลนด์…ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว (และที่อื่นๆในโลกนี้)

…วัลลอฮุอะลัม วะอะลา วะอะห์กัม…

 

ขอขอบคุณ : อิมรอน โสะสัน