สืบเนื่องจากการกลับมาระบาดอีกครั้งของโรคหัด ทำให้เด็กเสียชีวิต 5 รายในพื้นที่จังหวัดยะลา และนำมาซึ่งกระแสรณรงค์เชิญชวนให้ฉีดวัคซีนจากบุคลากรการแพทย์มุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การโหมรณรงค์ซึ่งอาจเป็นการผูกขาดการชี้นำทางความคิด จนมีการตั้งข้อสังเกต ข้อเห็นต่าง และข้อคำถาม ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีประชาชนจำนวนมากไม่ยอมพาลูกหลานไปรับวัคซีน เนื่องจากมีความเชื่อที่ผิดๆ เช่น เป็นแผนการของยิว หรือ วัคซีนหะรอมเป็นต้น

รายงานวิจัยฉบับนี้เรามาไขข้อข้องใจกันว่าวัคซีนแท้จริงฮาลาล หรือ หะรอม?

“วัคซีน” เป็นชีววัตถุที่เตรียมขึ้นจากเชื้อจุลินทรีย์หรือส่วนของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งจะมีกลไกชักนำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ๆ กล่าวคือมีฤทธิ์ชักนำการสร้างภูมิคุ้มกันอันจำเพาะกับโรค วัคซีนโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนประกอบของจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค (แอนติเจน) ซึ่งถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง, ตาย หรือการใช้ส่วนที่เป็นพิษที่อ่อนฤทธิ์ลง (toxoid) โดยวัคซีนจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและสามารถจดจำได้ว่าเป็นสารก่อโรคซึ่งจะมีกลไกการทำลายต่อไป คุณสมบัติการจดจำแอนติเจนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ร่างกายสามารถกำจัดแอนติเจนหากเมื่อได้รับอีกในภายหลังได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%ac%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b52

 

การวัคซีนเพื่อป้องกันโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ สามารถกระทำได้หรือไม่? โดยคำวินิจฉัย (ฟัตวา) จากจุฬาราชมนตรี อาศิส พิทักษ์คุมพล (06/2556)

หลังจากได้พิจารณาศึกษาบทวิจัย หลักศาสนบัญญัติและสถิติการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ แล้ว พบว่า วัคซีนดังกล่าวทั้งชนิดรับประทานและฉีดสามารถป้องกันและลดอัตราการเป็นโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ ในเด็กได้และสภานิติศาสตร์อิสลามนานาชาติ(International Islamic Fiqh Academy) โดยองค์การที่ประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference หรือ OIC) ได้รณรงค์และส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกกว่า 57 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวม กว่า 1.2 พันล้านคนร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ความพยายามในการกําจัดโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ ให้หมดสิ้นไป

ดังนั้น จึงเป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของพ่อแม่และผู้ปกครองในการนำลูกหลานของตนไปรับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ ณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของร่างกายที่อัลลอฮฺทรงประทานให้และนับเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมนุษย์ให้มีสรีระที่งดงามที่สุดกว่าสรรพสิ่งทั้งปวง ดังพระองค์ตรัสความว่า “แท้จริง เราได้บังเกิดมนุษย์มาในรูปแบบที่สวยงามยิ่ง” (อัตตีน : 4)

และอัลลอฮฺทรงใช้มนุษย์ให้ดูแลตนเองให้สุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์และให้หลีกห่างภยันตราย อย่างสุดความสามารถ ดังพระองค์ตรัส ความว่า “และอย่าปล่อยตัวของสูเจ้าลงสู่ความหายนะ จงทำดีเถิด เพราะอัลลอฮฺทรงรักผู้ทำดีเสมอ” (อัลบะเกาะเราะฮ์: 195)

และมีปรากฏในวจนะของท่านบีมูฮัมหมัด (ซล.) ความว่า “จะต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น” (อิบนุมาญะฮ์: 2341)

นอกจากนี้ศาสนาอิสลามยังได้ส่งเสริมให้แสวงหาปัจจัยยังชีพเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ดังวจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด (ซล.) ความว่า “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งย่อมดีและเป็นที่รักยิ่ง ณ อัลลอฮฺมากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ” (มุสลิม : 2664)

ทั้งนี้อิสลามได้กําหนดหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรหลานให้แก่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ ตั้งแต่แรกเกิดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังวจนะของนบีมูฮัมหมัด (ซล.) ความว่า “ทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบและทุกคนในหมู่พวกท่านต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของตน ผู้นำเป็นผู้รับผิดชอบและต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของตน สามีเป็นผู้รับผิดชอบในครอบครัวของตน และต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของตน ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบในบ้านสามีของนาง และนางต้องถูกสอบสวนถึงผู้อยู่ใต้ความรับผิดชอบของนาง” (อัลบุคอรีย์: 853)

และนบีมูฮัมหมัด (ซล.) ได้ส่งเสริมให้มีการเยียวยารักษาด้วยการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ดังวจนะของท่าน ความว่า “อัลลอฮฺมิได้ทรงให้เกิดโรคเพียงอย่างเดียว แต่พระองค์ยังได้ประทานการรักษามาให้ด้วย” (อัลบุคอรีย์: 5354)

ดังนั้นการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคโปลิโอและโรคอื่นๆ ในเด็กจึงเป็นวิธีการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก หรือปัจจุบันเรียกว่า เวชศาสตร์ป้องกัน ซึ่งเป็นหลักการที่อิสลามยอมรับมาแต่เดิมดังวจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด (ซล.) ความว่า “ผู้ใดเริ่มต้นเช้าตรู่ด้วยการรับประทานอินทผลัมอัจวะห์ 7 ผล พิษและคุณไสยจะไม่ทำอันตรายเขาผู้นั้นได้ในวันนั้น” (อัลบุคอรีย์: 356, มุสลิม : 2047)

และการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคโปลิโอหรือโรคอื่นๆ นั้นมิได้หมายความว่าขาดการมอบหมายต่ออัลลอฮฺ (อัต-ตะวักกุล) หากแต่เป็นวิธีการป้องกันที่ดำเนินไปพร้อมกับการมอบหมายต่ออัลลอฮฺ และหวังในความเมตตาของพระองค์ที่จะคุ้มครองเด็กให้ห่างไกลจากโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันที่ดีกว่าการรักษาภายหลังจากเกิดโรคแล้ว

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2-%e0%b8%94%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%99

 

ขณะที่ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า วัคซีนทุกชนิดสามารถฉีดให้กับคนมุสลิมได้ ความเชื่อที่ว่า วัคซีนบางชนิดใช้กับคนมุสลิมไม่ได้ เป็นความเข้าใจผิด

“ไม่มีวัคซีนหะรอม หรือฉีดไม่ได้ในอิสลาม ในการประชุมคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (10 ต.ค.61) มีคำถามเรื่องวัคซีนเกิดขึ้นกลางห้องประชุมเนื่องจากเกิดปัญหาในภาคใต้ตอนล่าง ชาวบ้านไม่ยอมรับวัคซีนที่ทางการฉีดให้เนื่องจากกังวลว่าเป็นวัคซีนหะรอม บางหมู่บ้านถึงขนาดลือกันว่าเป็นวัคซีนที่มีองค์ประกอบของหมู”

โดย ดร.วินัย ได้ชี้แจงว่า “ประเด็นวัคซีนเคยเกิดในอินโดนีเซียและมาเลเซียมาก่อน มาถึงวันนี้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้วว่าวัคซีนที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน “ไม่มีวัคซีนตัวใดที่หะรอม” ปัญหาเกิดจากความไม่เข้าใจองค์ประกอบบางตัวที่มีอยู่ในวัคซีน ผู้อธิบายใช้ความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์โดยขาดความเข้าใจเชิงศาสนาอิสลามทำให้เกิดความเข้าใจผิด มีการตีความอย่างไม่ถูกต้อง ผมยืนยันว่าในตลาดวันนี้ไม่มีวัคซีนหะรอม ขอให้ชาวบ้านสบายใจได้”

“ฟังคำอธิบายจากผมซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งเคยบรรยายเรื่องวัคซีนในต่างประเทศมาแล้วที่ประชุมเข้าใจและเห็นด้วยกับผมนั่นคือ “ไม่มีวัคซีนหะรอม” รศ.ดร.วินัย กล่าว

 

%e0%b8%99%e0%b8%9e-%e0%b8%9f%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b0

 

นอกจากนี้ ดร.นพ.มูฮัดมัดฟาห์มี ตาเละ จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ปัตตานี) เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่าวัคซีนนั้นฮาลาล โดยได้ชี้แจงเรื่องวัคซีนและหลักศรัทธามุสลิม ดังนี้

ถ้าพิจารณาจากเจตนารมณ์ของวัคซีน ก็คิดว่าจะฮาลาลโดยอัตโนมัติ เนื่องจากตามหลักการของ มะกอศิดชะรีอะฮ (เจตนารมณ์แห่งหลักกฎหมายอิสลาม) สิ่งใดที่ปกป้องชีวิตนั้นสามารถยกเว้นข้อห้ามอื่นๆในศาสนาได้ หรือแม้กระทั่งพิจารณาจากกฎความจำเป็น (ฎอรูเราะฮฺ)

แต่หากพิจารณาจากกระบวนการ ก็ไม่เห็นว่าวัคซีนจะมีโอกาสที่จะผลิตโดยกระบวนการที่ฮารอม มุสลิมถูกห้ามจากการบริโภคสิ่งฮารอม ซึ่งได้แก่ สุกร เลือด สุรา สัตว์ที่ไม่ได้เชือดโดยพระนามของพระเจ้า ข้อแรก วัคซีนที่เปิดเผยส่วนประกอบการผลิต ไม่มีวัคซีนพื้นฐานตัวใดที่ให้กับคนที่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีส่วนประกอบจากสุกรเลย (แต่มีวัคซีนที่มีเจลาตินจากสุกร เช่น Fluenz Tetra® วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก MMR VaxPro® วัคซีนโรคหัดเป็นวัคซีนพื้นฐานแต่เมืองไทยใช้ยี่ห้ออื่น Zostavax® วัคซีนโรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่) และแม้ว่าจะผลิตจากสุกรก็ตาม ก็จะอยู่ในเงื่อนไขของการปกป้องชีวิต ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้น เมื่อครั้งที่อินซูลินเทียมที่คนไข้เป็นเบาหวานต้องฉีดนั้นก่อนหน้านี้ต้องผลิตจากตับอ่อนของสุกร และมีฟัตวาว่าฮาลาลสามารถใช้ได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่จำเป็น (การตีความความจำเป็นในภาวะที่ไม่มีสิ่งคุกคามย่อมแตกต่างกับภาวะที่เราตระหนักรู้ว่าโรคที่เรากำลังรับวัคซีนป้องกันเคยฆ่าชีวิตคนหลายร้อยล้านคนเป็นต้น) การฉีดวัคซีนจะเข้าอยู่ในหมวดการบริโภคหรือไม่ก็ยังต้องถกเถียงกัน เพราะความครอบคลุมของการห้ามบริโภคสิ่งฮารอมนั้นครอบคลุมถึงการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งปริมาณวัคซีนมันน้อยกว่า 1 ซีซีเท่านั้นหรือไม่ (กรณีเทียบเคียงเช่น ฟัตวาว่าด้วยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อในผู้ป่วยที่ถือศีลอดไม่ทำให้เสียศีลอด เนื่องจากไม่ทำให้อิ่ม หรือได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น หากตีความตามนี้ถือว่าวัคซีนยังเป็นการบริโภคไหม)

เจตนารมณ์ของผู้ผลิตวัคซีนคนแรกๆ คือการช่วยเหลือชีวิตคน ส่วนในยุคสมัยปัจจุบัน มีเจตนารมณ์ที่หลากหลาย อาจเป็นการช่วยเหลือชีวิตผู้คน และมีเหตุผลทางการค้าเช่นกัน

แต่เนื่องจากวัคซีนมีหลายชนิดมาก วัคซีนที่สำคัญ คือวัคซีนที่ป้องกันโรคที่ติดต่อง่ายและถ้าติดแล้วความเสียหายมันจะเยอะมาก อย่างที่ผมเกริ่นเรื่อง อหิวาตโรค กาฬโรค ฝีดาษ นอกจากสามโรคนี้ยังมีโรคติดต่อสำคัญอื่นๆ ที่เป็นแล้วเสียหายกันทั้งโลกมาก เช่น หัด วัณโรค หัดเยอรมัน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ แทบทั้งหมดนี้เป็นวัคซีนที่ผู้ผลิตมีเจตนารมณ์สำคัญคือเรื่องช่วยเหลือคนจริงๆ

 

pnoht611008001011901

 

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้การรับวัคซีนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกจำเป็นต้องให้แก่ประชาชน เพื่อไม่ให้เชื้อก่อโรคเหล่านี้แพร่พันธ์ได้อีก

ส่วนเรื่องการยาเก็น (การเชื่อมั่น) ต่ออัลลอฮฺนั้น ผมไม่คิดว่าการฉีดวัคซีนมันจะไปละเมิดการยาเก็นต่ออัลลอฮตรงไหน การรับวัคซีนเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เรามีโอกาสมีชีวิตห่างไกลจากโรคติดต่อมากขึ้น และไม่มีโรงเรียนแพทย์ที่ไหนเหมือนกันที่สอนว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้อยเปอร์เซ็น หลักฐานทางการแพทย์มีสถิติที่ค่อนข้างชัดเจนว่ากลุ่มคนที่ฉีดกับไม่ฉีดวัคซีน มีความเสี่ยงต่อการติดต่อโรคระบาดแตกต่างกัน หรือเมื่อสัมผัสโรคระบาดแล้วความรุนแรงที่เป็นไม่เท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไปละเมิดกฎสภาวการณ์ของพระเจ้า กรณีของการฉีดวัคซีนก็เหมือนกับที่มุสลิมทานยา หรือ มุสลิมขึ้นรถแล้วรัดเข็มขัดนิรภัยหรือใส่หมวกกันน็อก เราเชื่อว่ารัดเข็มขัดหรือใส่หมวกแล้วจะลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้ แต่อุบัติเหตุจะเกิดหรือไม่นั้นพระเจ้ากำหนดไว้แล้ว ถ้าฉีดวัคซีนแล้วเสี่ยงต่อการละเมิดอากีดะห์ ผมก็คงต้องรณรงค์ให้มุสลิมเลิกป้องกันภัยอื่นๆ ด้วยเช่นกันครับ

นายแพทย์ ชี้แจงต่อว่า “วัคซีนเป็นเรื่องของ สาธารณสุข (Public health) ไม่ใช่ ปัจเจกสุข (individual health) ประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดใดก็ตาม มันขึ้นอยู่กับผู้คนอื่นๆ ในสังคมที่อยู่ร่วมกันกับเขา การที่มีคนไม่ฉีดวัคซีน 100 คน จากกลุ่มผู้ฉีดวัคซีน 1 ล้านคน มันก็แทบไม่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเท่าไหร่ แต่หากมีคนฉีดวัคซีนแค่ 100 คน จากคน 1 ล้านคน แน่นอนว่าการฉีดวัคซีนของคน 100 คนแทบไม่ช่วยอะไรเหมือนกัน เพราะคนอื่นอีกเก้าแสนกว่าคนพร้อมเป็นที่พำนักของเชื้อก่อโรคกันหมด ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะยกคือ ในสามจังหวัดชายแดนใต้เรานี่แหละครับ ที่อัตราการรับวัคซีนต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ในพื้นที่ที่น้อยที่สุดมารับวัคซีนกันแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ผลที่ออกมาคือ โรคระบาดหลายโรคที่ป้องกันได้โดยวัคซีนกลับมาระบาดในพื้นที่สามจังหวัด พื้นที่อื่นๆ ในประเทศไม่มี คราวนี้เมื่อมีการระบาด คนที่ทั้งฉีดและไม่ฉีดก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกันมากแล้ว เรามีคนเสียชีวิตจากโรคคอตีบ 20 กว่าคน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไม่มีโรคนี้มา 20 กว่าปี โรคหัดปีนี้ตายที่ยะลาแล้ว 5 คน ทั้งประเทศไม่มีใครเสียชีวิตจากโรคนี้ ทั้งสองโรคนี้มีวัคซีนแจกฟรีครับ”

 

pnoht600306001019101

 

โรคหัด เป็นโรคไข้ออกผื่น พบได้ทุกวัย และพบได้บ่อยในเด็กเล็ก อายุ 1-6 ปี เกิดจากเชื้อไวรัส Measles ซึ่งพบได้ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสจะกระจายอยู่ใน ละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย และเข้าสู่ร่างกายโดยทางการหายใจ บางครั้งเชื้ออยู่ในอากาศเมื่อหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าไป ก็ทำให้เป็นโรคได้ถ้าไม่มีภูมิต้านทาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

อาการของโรคหัด เริ่มด้วยมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะและกลัวแสง อาการต่าง ๆ จะมากขึ้นพร้อมกับไข้สูงขึ้น และจะสูงขึ้นเต็มที่เมื่อมีผื่นขึ้นในวันที่ 4 ลักษณะผื่นนูนแดงติดกันเป็นปื้น ๆ โดยจะขึ้นที่หน้า บริเวณชิดขอบผม แผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา เมื่อผื่นแพร่กระจายไปทั่วตัว ซึ่งกินเวลาประมาณ 2-3 วัน ไข้ก็จะเริ่มลดลง ผื่นระยะแรกมีสีแดงจะมีสีเข้มขึ้นเป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุย การตรวจในระยะ 1-2 วัน ก่อนผื่นขึ้นจะพบจุดขาว ๆ เล็ก ๆ มีขอบสีแดง ๆ อยู่ในกระพุ้งแก้ม จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ก่อนที่จะมีผื่นขึ้น อาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก คือ หูส่วนกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ อุจาระร่วง สมองอักเสบ อุจจาระร่วง สมองอักเสบ พบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ราย ซึ่งจะทำให้มีความพิการเหลืออยู่ ถ้าไม่เสียชีวิต

ทั้งนี้ โรคหัดป้องกันด้วยการฉัดวัคซีน ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนป้องกันโรคหัด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่อเด็กอายุ 2 ปี ครึ่ง โดยให้ในรูปของวัคซีนรวมป้องกันโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน (MMR) หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคหัดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

แบ่งปัน