ในแต่ละปีจะมีเทศกาลเกิดขึ้นมากมาย มีการเฉลิมฉลอง มีการจัดงานสังสรรค์รื่นเริง มีการถ่ายทอดตามสื่อต่างๆมากมาย ออกโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต วิทยุ เป็นต้น

ทุกครั้งที่เทศกาลมาถึง ไม่ว่าเราจะอยู่ในบ้าน หรือนอกบ้าน อยู่คนเดียว หรืออยู่กับใคร เทศกาลนั้นมันก็ยังดำเนินต่อไป และเราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสัมผัสได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่รอบๆ ตัว โดยเฉพาะคนไทยไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็ร่วมเฮกับเขาได้ทุกงาน

ในฐานะที่เราเป็นคนไทยมุสลิม เรามีหลักศรัทธาที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆนั้น ไม่ได้ ตรงกันข้ามการรู้เขา รู้เรา ทำให้เราได้เปิดกว้างทางความคิดของเราได้อีกด้วย

“สกู๊ปข่าวหลัก” ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก “อาจารย์อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์” นักวิชาการอิสลาม มาช่วยชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่าทำไมมุสลิมถึงเข้าไปร่วมงานประเพณีต่างๆ ของต่างศาสนิกไม่ได้ เรามาหาคำตอบกัน…

 

%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%94-%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a

 

อ.อับดุลวาเฮด กล่าวว่า “เมื่อพูดถึงเรื่องของประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา มุสลิมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้หรือไม่ได้อย่างไร? ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมไทยความเป็นมุสลิมไม่ได้ทำให้เรามีข้อจำกัด จนกระทั่งไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ ตรงนี้เป็นการเข้าใจผิด

ที่จริงแล้วอิสลามเป็นศาสนาที่เรียกว่าเป็นศาสนาแห่งสันติ ศาสนาแห่งธรรมชาติ อิสลามมาในครั้งแรกไม่ได้มาแบบมีแต่คนศรัทธาทั้งหมด สมัยก่อนหน้านบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) เองก็เป็นการมาชนิดที่ยังไม่มีคนเชื่อ ไม่มีคนศรัทธา แต่พอท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) มาเผยแผ่ประกาศศาสนา นี่คือจุดต้นเริ่มทำให้คนรู้ว่าอิสลามเป็นอย่างไร

สังคมก่อนหน้านบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) เป็นสังคมที่ไม่ใช่อิสลามก็จะมีวัฒนธรรมประเพณียิ่งกว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในสังคมสมัยนี้ด้วยซ้ำ เช่น มีการฆ่าลูกสาว มีการเอารัดเอาเปรียบ มีการแบ่งแยก แต่พออิสลามมา อิสลามเอาสิ่งที่ดีงามมาให้ คนในสังคมเหล่านั้นปรับตัวเข้าได้ ทำให้มีการยอมรับกันเกิดขึ้น”

ปัจจุบันการที่เราเป็นมุสลิมอยู่ในสังคมที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม มีความเชื่อและประเพณีที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อเรื่องศาสนา จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนปฏิบัติตามตามเชื่อความศรัทธาของตนเป็นหลักใหญ่ สำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่แตกแยกเราสามารถทำได้โดยไม่มีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง การอยู่ร่วมกันเราไม่จำเป็นต้องละทิ้งหน้าที่ของตนเอง เช่น การสักการะบูชา การกราบไหว้พระเจ้า หรือการภักดีต่อพระเจ้าของตนทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม เราจะเห็นความสวยงามในพหุวัฒนธรรม

ส่วนในเรื่องของประเพณีของคนต่างศาสนาบางครั้งมีที่มาซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมของความเชื่อทางศาสนา มุสลิมจะต้องไม่เข้าไปมีส่วนร่วมเพราะมันเกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อของศาสนาอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอิสลาม  เช่น ประเพณีสงกรานต์ การไหว้ครู และประเพณีลอยกระทงและอีกมากมายที่มีที่มาจากความเชื่อทางศาสนา

 

 

สาเหตุที่ทำให้มุสลิมไม่สามารถร่วมประเพณีสงกรานต์หรือประเพณีอื่นๆ ได้นั้น มีมากมายดังต่อไปนี้ :

1.วันสงกรานต์ คือ วันรื่นเริง ของการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ของไทย แต่ศาสนาอิสลามได้กำหนดวันเฉลิมฉลองของมุสลิมไว้เพียง2วันเท่านั้น คือวันอีดิ้ลฟิตรฺและอีดิ้ลอัฏฮา ดังที่ปรากฏในอัล-หะดีษความว่า : รายงานจากท่านอะนัส บิน มาลิก รอฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.) เดินทางมาถึงนครมะดีนะห์ ชาวเมืองนั้นมีวันสองวันที่พวกเขาได้มีการละเล่นรื่นเริงกัน

ท่านรอซูล(ซ.ล.) จึงถามว่า : “ทั้งสองวันนั้นคือวันอะไร?”

พวกเขาตอบว่า : “พวกเราได้มีการละเล่นในวันทั้งสองนี้ในสมัยยุคญาฮิลียะฮฺ (ยุคป่าเถื่อนก่อนอิสลาม)”

ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.) จึงกล่าวว่า :  “แท้จริงอัลลอฮฺ(ซบ.) ทรง(กำหนด)แทนให้แก่พวกท่านสองวันที่มีความดีงามกว่าวันทั้งสองนั้น คือ วันอีดิ้ลอัฎฮา และวันอีดิ้ลฟิฎรฺ” (บันทึกโดยอะบูดาวูด)

ฉะนั้นวันที่มีการละเล่น รื่นเริง เฉลิมฉลองใดๆ ก็ตาม ได้ทรงยกเลิกมัน และทรงทดแทนมัน ด้วยกับวันที่มีความดีงามยิ่งกว่ามัน คือ วันอีดิ้ลอัฎฮา และวันอีดิ้ลฟิฎรฺ

ดังนั้น วันสงกรานต์ และการละเล่น การเฉลิมฉลองใดๆ ในวันสงกรานต์ หรือวันรื่นเริงอื่นๆ นั้นจึงเป็นที่ต้องห้ามสำหรับบรรดามุสลิมทั้งสิ้น

 

2.ความเชื่อที่เกี่ยวกับวันสงกรานต์

มีตำนานและความเชื่อ และเรื่องเล่ามากมายที่เกี่ยวกับวันสงกรานต์ และมันได้เกี่ยวพันธ์กับความเชื่อของศาสนาอื่น เช่น พุทธ และ พราหมณ์ ซึ่งสามารถหาอ่านได้ทั่วไป เช่น ความเชื่อที่ว่าการสาดน้ำกันในวันสงกรานต์จะทำให้ฝนตกตามฤดูกาล และอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ มุสลิมไม่สามารถที่จะนำมายึดถือเป็นความเชื่อหรือปฏิบัติมันได้ทั้งสิ้น และการเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในวันสงกรานต์นั้นอาจจะทำให้เขาหันเหออกจากหลักการศรัทธาที่ถูกต้องของศาสนาอิสลามไปตามความเชื่อของศาสนาอื่นได้

ฉะนั้นจึงห้ามมุสลิมทั้งหลาย เข้าร่วมกระทำกิจกรรมของงานต่างๆ ในวันสงกรานต์อย่างเด็ดขาด

 

6a3164b9806f4f0f23c1969cd5fa32ac-december 8650183f24f59796fd9a2cdf8b86230f

 

3.การเลียนแบบคนต่างศาสนิก

การเลียนแบบชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ในการกระทำ หรือความเชื่อ ก็เปรียบเสมือนว่าเขาเป็นเช่นชนกลุ่มนั้น ดังที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซ.ล.)ได้กล่าวว่า :

مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ

 

ความว่า : ใครที่เลียนแบบกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด ดังนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนนั้น (บันทึกโดยอบูดาวุด)

ดังนั้นถ้าเราเข้าร่วมการละเล่นในวันสงกรานต์เราก็ไม่ต่างอะไรจากพวกเขาเลย แค่ 3 ข้อนี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว ยังไม่รวมถึงประเด็นย่อยอื่นๆ เช่น การใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย กระปะปนกันระหว่างชายหญิง การแต่งตัวด้วยสภาพที่เปียกน้ำของมุสลิมะห์ และอื่นๆ

สำหรับมุสลิมผู้มีศรัทธาแล้วทั้งหลายเขาจะต้องไม่เข้าร่วมและพาตัวเองให้ออกห่างจาก กิจกรรมต่างๆ และการละเล่นทั้งหลาย ในวันสงกรานต์ เพื่อที่จะให้ตัวเขานั้นบริสุทธิ์จากบาปที่จะเกิดขึ้นกับเขาในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับวันสงกรานต์ และช่วยตักเตือนห้ามปรามญาติพี่น้องเราและคนใกล้ตัวให้ออกห่างจากมัน

ส่วนการลอยกระทงถ้าเรามองแบบผิวเผิน ไม่น่าจะมีอะไรมากมาย มันเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน มีการจัดการแสดงมหรสพ และมีการแสดงดนตรี การประกวดนางงาม  ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับศาสนาตรงไหน  แต่ถ้าหากเราไปศึกษาความเป็นมาของการลอยกระทง จะพบว่ามันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา

วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทยส่วนใหญ่ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือเดือนยี่ (เดือนที่ 2) ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา “มักจะ”ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

 

0b07d4da-2dc2-11e8-aca1-e0fd24c4b573_image_hires_132041

 

นี่คือความเชื่อบางประการที่ทำให้เกิดประเพณีลอยกระทง การที่มุสลิมไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับประเพณีของศาสนาอื่นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาไม่ได้เป็นการไปดูถูก แต่เป็นการแสดงเอกลักษณ์ในคำสอนของอิสลาม อิสลามไม่ได้ไปตำหนิความเชื่อของศาสนาอื่น  ใครจะเชื่ออย่างไรในเรื่องศาสนาเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับหรือเหยียดหยามศาสนาของคนอื่นได้ เพราะเรื่องความเชื่อเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน  แต่คำสอนของศาสนาแต่ละศาสนาล้วนแล้วมีเอกลักษณ์เฉพาะ

ดังนั้นมุสลิมเวลาจะทำอะไรที่เกี่ยวกับประเพณีต่างๆ จึงต้องดูด้วยว่ามีที่มาจากหลักความเชื่อหรือไม่  หากประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักความเชื่อทางศาสนา เป็นแนวปฏิบัติของคนในสังคมและไม่ไปค้านกับหลักการอิสลามก็ถือว่าไม่เป็นที่ต้องห้ามที่มุสลิมจะเข้าไปมีส่วนร่วม

 

อ.อับดุลวาเฮด กล่าวต่อว่า “อิสลามมีบรรทัดฐานของความรื่นเริง ความสนุกสนานอยู่แล้ว ไม่ได้สอนให้มุสลิมเคร่งเครียด การรื่นเริงเฉลิมฉลองของมุสลิมคือวันอีดิ้ลฟิตรฺและอีดิ้ลอัฏฮา มีการเชือดสัตว์ หรือวันอื่นๆ เช่น งานแต่งงาน งานอากีเกาะห์ หรือเมื่อใดที่เราอยากจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นขอบคุณอัลลอฮฺในโอกาสต่างๆ ถือเป็นการรวมญาติพี่น้อง เราก็สามารถสังสรรค์ได้เป็นปกติ”

“สำหรับกิจกรรมที่เป็นความดีสากลมีมากมายที่มุสลิมเราสามารถเข้าร่วมได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของแต่ละศาสนา เช่น การรณรงค์เรื่องความสะอาด การช่วยเหลือคนยากไร้ กิจกรรมชวนน้องปลูกป่า ตรงนี้มันเป็นอะไรที่มันสวยงามและเราสามารถทำร่วมกันได้โดยไม่มีข้อปิดกั้น  ไม่มีขอบเขตในการกระทำความดี มุสลิมเราต้องแสดงความรัก ความสมานสามัคคีในการเป็นคนไทยที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ ด้วยกับการกระทำในส่วนอื่นที่เป็นความดีสากล นี่เป็นความคิดที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ได้มากกว่า”

 

ท่านนบีเคยกล่าวความว่า

وَمَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَاليَوْمِ الآخِرِ فَلْيُكْرِمْ ضَيْفَهُ

 

“และผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ เขาก็จงให้เกียรติเพื่อนบ้านของเขา” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม)

“เราอยู่ตรงไหนก็ได้ อยู่กับเพื่อนหรือสังคมที่ไม่ใช่มุสลิมได้ การทำดีกับพวกเขาโดยที่อัลลอฮฺทรงใช้มัน การให้เกียรติเพื่อนบ้านเป็นเหตุให้ได้เข้าสวรรค์ จะเห็นได้ว่าเมื่อถึงวันอีด หากเราทำขนมก็สามารถนำไปให้เพื่อนบ้านต่างศาสนิกได้ เป็นการมีน้ำใจหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กัน เพราะคำสอนเราสวยงาม

 

thailand-sky-lanterns

 

ฝากถึงสังคมมุสลิม

 

لَكُمْ دِيْـنُكُمْ وَلِيَ دِيْنِ

 

“สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน”

“อยากให้เต็มที่กับวันของเรา ความเป็นมุสลิมจุดเด่นของเราสามารถนำมาใช้ได้ การมีอามานะห์ การรับผิดชอบ การเสียสละ การช่วยเหลือ เพื่อนร่วมงาน มีน้ำใจใครก็รักเรา พอถึงเวลาที่เราต้องการขอความช่วยเหลือมันก็จะง่าย

บางองค์กรเราสามารถแลกเปลี่ยนสลับวันหยุดได้ โดยวันสำคัญของศาสนาพุทธเรามาทำงานปกติ พอถึงวันสำคัญของอิสลามเราก็สามารถขอหยุดได้ ทั้งนี้ก็ไม่เป็นการเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานด้วย

การจัดบอร์ดของนักเรียน ครู ข้าราชการ เพื่อเป็นกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และประเพณีไทย สามารถทำได้ และเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญของอิสลามได้ เราก็สามารถให้ความรู้ได้ เช่น การอิสเราะห์-เมี๊ยรอจ การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ถือศีลอดในวันอารอฟะห์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกับเพื่อนต่างศาสนิกจะได้ทราบด้วยว่าสิ่งไหนเราทำได้หรือไม่ได้เพราะอะไร? เป็นการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ขอย้ำว่าเราเรียนรู้ได้ศึกษาได้ แต่ไม่สามารถร่วมกิจกรรมจนกระทั่งคล้อยตามไปอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม อัลลอฮฺ(ซบ.) รู้เจตนาของเรา บางครั้งในองค์กรเราต้องแต่งตัวตามเทศกาลเพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมแบบนี้ แต่ความรู้สึกและการกระทำของเราไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมตรงนั้น ตรงนี้ไม่เสียหายถ้าไม่เสียหลักอากีดะห์ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำพิธีต่างๆ หรือในฐานะผู้ปกครอง พ่อ แม่ ควรสอนเด็กตั้งแต่ยังเล็กให้เหตุผล เขาก็จะสามารถรับรู้ได้ว่าทำไมเราถึงเข้าร่วมกับเขาไม่ได้” อ.อับดุลวาเฮด กล่าวทิ้งทาย

 

– ขออัลลอฮฺ(ซบ.) ทรงนำทางเราสู่ทางอันเที่ยงตรง

 

ขอขอบคุณ  :  อ.อับดุลวาเฮด หวังประโยชน์ นักวิชาการอิสลาม