ผมเกิดและเติบโตในเมือง Mubarakpur รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย เป็นเมืองที่โลกมุสลิมรู้จักกันดี นักวิชาการมุสลิมมีชื่อหลายคนมาจากเมืองนี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาผมตัดสินใจอพยพย้ายมาอยู่นิวซีแลนด์ ถ้าดูประวัติชีวิตและการศึกษา ผมเองก็จินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่า ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? จำได้ว่า ตอนมาถึงนิวซีแลนด์ใหม่ๆ ผมพูดอังกฤษไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แค่คิดจะออกไปซื้อของร้านค้าผมยังทำไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับผู้คนอย่างไร?

ผมพยายามเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เข้าไปเรียนหลักสูตรการเขียน มันช่วยให้ผมเข้าใจวัฒนธรรมและรู้จักผู้คนที่นี่มากขึ้น จากนั้นไม่นาน ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังประเทศราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตั้งใจเอาไว้ว่า อยากจะได้สัมผัสชีวิตในประเทศมุสลิม ผมศึกษาอยู่ที่นั่นห้าปี  ช่วงนั้น ผมเริ่มคิดหนัก ควรจะกลับไปนิวซีแลนด์ หรือจะกลับไปอินเดีย หรือที่อื่นๆ สุดท้ายผมตัดสินใจ เอาละ! เราควรจะอยู่ที่นิวซีแลนด์ต่อไปดีกว่า ที่นี่มีมุสลิมไม่มากนัก ห่างไกลจากโลกมุสลิม มีนักวิชาการมุสลิมไม่กี่คน ที่สำคัญ ผมคงจะช่วยทำอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย

ชุมชนมุสลิมในประเทศนิวซีแลนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามกลางเมืองในโซมาเลีย และที่อื่นๆทั่วโลก เมื่อมุสลิมอพยพไปอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม พวกเขาจะต้องยืนหยัดในอัตลักษณ์ อย่างน้อยที่สุด การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาที่ได้เรียนรู้จากประเทศเกิดของตน

แต่ทว่า เมื่อพวกเขาย้ายถิ่นมาอยู่ที่นี่  พวกเขาต้องเจอกับวัฒนธรรมและมุมมองของคนที่ต่างออกไป หากพวกเขาไม่เปิดกว้างและยึดติดกับความคิดเดิมๆ อาจทำให้การปรับตัวในสิ่งแวดล้อมใหม่ยากขึ้นไปด้วย

 

 

ในมุมมองของผม มุสลิมที่เข้ามาอยู่ใหม่ๆมีรูปแบบการดำเนินชีวิตสองแบบด้วยกัน หนึ่ง พวกเขานำความเป็นตัวตน วัฒนธรรม ความคิด ฯลฯ จากบ้านเกิดมาใช้ที่นี่โดยไม่คิดจะปรับตัว สอง เมื่อพวกเขาเริ่มเห็นผู้คนมีอิสระ มีเสรีภาพ และมีความผ่อนปรนอย่างมาก ผู้อพยพมาใหม่เริ่มรู้สึกวิตกกังวล และกลัว และอาจพูดว่า “หากพวกเราต้องเข้าไปใช้ชีวิตที่มีความผ่อนปรนและยืดหยุ่นมากไป เราอาจเผชิญกับสิ่งต่างๆที่จะตามมาโดยที่เราไม่ต้องการ หรือ หากเราแง้มบานประตูต้อนรับ เราอาจจะสูญเสียความสมดุลและจะกลายเป็นผู้ขาดทุนในที่สุด”

ผมคิดว่า เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตใน “ทางสายกลาง” และจะ “เข้าใจ” สิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น แน่นอน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นั้นมีอยู่ในคำสอนอิสลามอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องระมัดระวังว่า เราจะบริหารความยืดหยุ่นเพื่อสร้างความสะดวกในการดำเนินชีวิตของเราและของผู้อื่นอย่างไร?  

ในฐานะมุสลิม เราไม่อาจปฏิเสธการดำเนินชีวิตของเราในสิ่งแวดล้อมแบบนิวซีแลนด์ หรือ เราพยายามที่จะนำวิถีปฏิบัติจากบ้านเกิดเมืองนอนของเรามาใช้ที่นี่ ประเด็นนี้ ย่อมเป็นคำถามที่ไม่ง่ายสำหรับทุกคน ต้องไม่ลืมว่า ลูกหลานของเราเกิดที่นี่ นิวซีแลนด์คือสัมผัสเดียวของพวกเขา

จุดยืน (ที่ควรจะเป็น) ของเรา คือ “การเข้าใจวัฒนธรรมของที่นี่ ในขณะเดียวกัน เราต้องตระหนักเสมอว่า เราเป็นใครในวัฒนธรรมใหม่นี้ด้วย”

จากฐานคิดนี้เอง เราจึงส่งบุตรหลานของเราเข้าเรียนโรงเรียนรัฐ แต่เราก็สร้างโอกาสให้ลูกหลานได้เรียนรู้เกี่ยวกับอิสลาม วัฒนธรรมและภาษาของเราที่มัสยิดและศูนย์อิสลามด้วยเช่นกัน

 

yd-11-940x500

 

เราอบรมบุตรหลาน คนรุ่นใหม่ของเราตลอดเวลาว่า “เธอสามารถเป็นเพื่อนที่ดีกับเพื่อนชาวพากีฮา ชาวเมารี และคนอื่นๆในโรงเรียนและใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขาโดยที่เธอไม่รู้สึกว่า เธอต่างจากพวกเขา แต่เธอต้องรู้ขอบเขตความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อผู้อื่น ถึงแม้ผู้คนที่นี่เขาดื่มแอลกอฮอล์ แต่การบูรณาการให้เข้ากับสังคมก็ไม่ได้หมายถึงเราต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน”

บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดว่า เราต้องไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ร่วมงานสัมมนา ที่นั่น มีอาหารที่เรารับประทานไม่ได้ ซึ่งจะทำลายกฎเกณฑ์ของเรา ที่นั่น ผู้คนเขาดื่มและมีอาหารที่ประกอบด้วยเนื้อสุกร หากผมไปร่วมงาน ผมก็รู้สึกเขินๆ และอีกอย่าง เพื่อนๆคนอื่นๆก็คงไม่สะดวกไปด้วย

ผมใคร่ขอแนะนำพี่น้องมุสลิมว่า “โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนในประเทศนิวซีแลนด์จะให้เกียรติภูมิหลัง ศาสนา และ วัฒนธรรมของคุณ มันดีที่สุดที่เราจะให้ความรู้พวกเขา และอธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่า การที่เราไม่สามารถร่วมดื่ม ร่วมกินกับเขาได้นั้น เป็นเพราะเราให้เกียรติกฎเกณฑ์ของเขา”

ผมอยากจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า “ศาสนาอิสลามของผมไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้กับผู้อื่น  “อิสลาม” คือ ศาสนาแห่งสันติ แต่ผมจะอ้างความชอบธรรมนั้นได้อย่างไรหากผมสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้อื่น?” ดังนั้น เราต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น มุสลิมและคนอื่นๆต้องอยู่กันอย่างสันติและปรองดอง อิสลามได้ให้แนวทางการดำเนินชีวิตแก่เรา มุสลิมต้องใส่ใจต่อสิ่งนี้ให้มาก

ความเป็นจริง มุสลิมต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆมากมายที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน ตราบใดที่เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของผู้อื่น ผู้อื่นก็จะเข้าใจเรา สุดท้ายสิ่งดีๆจะตามมาในที่สุด

 

muslims

 

“อิสลามถูกประทานลงมาสำหรับทุกกาลเวลาและทุกสถานที่ สิ่งต่างๆที่มุสลิมปฏิบัติที่นี่อาจต่างจากมุสลิมในอินเดีย ปากีสถาน หรือประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งชุมชนมุสลิมถูกสถาปนาขึ้นมาอย่างเป็นปึกแผ่น ผมมักถามตัวเองว่า ผมจะปฏิบัติอิสลามในวิถีทางที่ดีที่สุดซึ่งจะไม่สร้างความลำบากใจให้กับสังคมนิวซีแลนด์แห่งนี้ได้อย่างไร?”

(ผมเรียบเรียงขึ้นจากบทสัมภาษณ์เชคมุฮัมมัด อมีร ในหนังสือ The Crescent Moon : The Asian Face of Islam in New Zealand จัดพิมพ์โดย Asia New Zealand Foundation ผู้อุทิศตนในการสร้างความเข้าใจอิสลามกับสังคมนิวซีแลนด์ ท่านสามารถท่องจำอัลกุรอานเมื่ออายุ 12 ขวบ ปัจจุบันท่านยังยืนหยัดทำหน้าที่สร้างความเข้าใจอิสลามและเป็นผู้นำชุมชนมุสลิม ณ มัสยิด Kilbirnie กรุงเวลลิงตัน)

 

ขอขอบคุณ : อิมรอน โสะสัน

แบ่งปัน