มุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศศรีลังกาที่มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน อันประกอบไปด้วยชาว “มัวมุสลิมศรีลังกา” “อินเดียมุสลิม” และ “มลายูมุสลิม” คำว่า “มัว” (Moor) ในความหมายเชิงประวัติศาสตร์อาจหมายถึงมุสลิมที่มีเชื้อสายมาจากอาหรับหรือคนแทบแอฟริกาเหนือดั้งเดิม แต่คำว่า “มัว” ในความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปก็อาจหมายรวมถึงชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียด้วย

ส่วนมลายูมุสลิมคือพวกที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเอเชียใต้นับตั้งแต่ยุคที่ศรีลังกาตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ในช่วงศตวรรษที่ 17 แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องถือว่าชาว “มัวมุสลิม” คือคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดามุสลิมเชื้อสายต่างๆ ในประเทศศรีลังกา

ชาวมุสลิมเหล่านี้อาศัยอยู่หนาแน่นในพื้นที่ทางภาคตะวันออกของประเทศ คิดจำนวนเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดของภูมิภาค มุสลิมส่วนที่เหลือก็กระจายกันอยู่ทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะอยู่กันหนาแน่นตามหัวเมืองใหญ่ๆ ของประเทศ พวกเขาประกอบอาชีพที่แตกต่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ของมุสลิมที่อยู่ทางภาคตะวันออกมักเป็นเกษตรกร ขณะที่มุสลิมนอกพื้นที่ภาคตะวันออกที่กระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ก็มักเป็นพ่อค้านักธุรกิจทั้งรายย่อยและรายใหญ่ มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาทมิฬในการสื่อสาร

 

มุสลิมในบริบททางประวัติศาสตร์ศรีลังกา

ศรีลังกาเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางเชื้อชาติมายาวนานระหว่างชาวสิงหล (พุทธ) ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กับชาวทมิฬ (ฮินดู) ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยที่ต้องการปกครองตนเอง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้เกิดข้อเรียกร้องทางการเมืองของชาวทมิฬหนักข้อขึ้น จากที่ต้องการให้ศรีลังกาใช้การปกครองแบบสหพันธรัฐ ก็เริ่มต่อสู้เพื่อให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน

ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของชาวทมิฬ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหากความฝันของชาวทมิฬเป็นจริงก็จะทำให้มุสลิมกลายเป็นชนส่วนน้อยในพื้นที่ที่พวกเขามีประชากรอยู่จำนวนมากทั้งในจังหวัดทางภาคตะวันออกและภาคเหนือของประเทศ อันถือเป็นเขตอิทธิพลและมาตุภูมิของชาวทมิฬศรีลังกา ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่กลุ่มพยัคทมิฬอีแลม (Liberation Tigers for Tamil Eelam : LTTE หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘Tamil Tigers’) ถือกำเนิดเกิดขึ้นได้ไม่นาน พวกเขาก็ใช้มาตรการขับไล่ชาวมุสลิมทั้งหมดออกจากพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ ส่งผลให้ในปี 1990 ชาวมุสลิมจำนวนกว่า 70,000 คนถูกทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัย กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในที่ต้องอาศัยอยู่ตามแคมป์ผู้ลี้ภัยต่างๆ

ไม่เฉพาะแค่ถูกขับไล่จากภาคเหนือเท่านั้น มุสลิมที่อาศัยอยู่จำนวนมากทางจังหวัดของภาคตะวันออกก็ตกเป็นเหยื่อของการบุกโจมตีจากปฏิบัติการของพวก “ทมิฬไทเกอร์” เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือการกวาดล้างผู้คนที่ไม่ใช่ชาวทมิฬให้ออกไปจากพื้นที่ทางภาคตะวันออกของประเทศทั้งหมด

 

4

 

ในปี 1990 มุสลิมจำนวน 130 คนถูกยิงเสียชีวิตภายในมัสยิดกัตตันกูดี (Kattankudy mosque) ต่อมาในปีเดียวกันก็เกิดการบุกโจมตีมัสยิดอีกในเมืองอีราวูร (Eravur) เป็นเหตุให้มุสลิมเสียชีวิตอีก 160 คน ความเลวร้ายจากการสังหารมุสลิมอย่างเลือดเย็นเกิดขึ้นตามมาไม่หยุดหย่อน จนกระทั้งผู้นำทางการเมืองของมุสลิมได้ปรึกษาหารือเพื่อใช้หลักการ “ญิฮาด” หรือการจับอาวุธขึ้นเพื่อป้องกันศาสนาและชีวิตของพวกเขาท่ามกลางการถูกเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายและศาสนสถานถูกเผาทำลาย

ตลอดช่วงเวลาของความขัดแย้งระหว่างทมิฬกับสิงหล หรือแม้แต่ช่วงที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้เข้าสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพนับตั้งแต่ปี 2002  ชาวมุสลิมทางภาคตะวันออกของประเทศก็ยังถูกบุกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ที่ดินของพวกเขาถูกแย้งชิงไป การข่มขู่คุกคามหนักข้อขึ้น มีการจับกุมคุมขัง ทรมาน และจับตัวมุสลิมเรียกค่าไถ่ ทั้งหมดเกิดจากน้ำมือของกลุ่ม LTTE หรือพวก “ทมิฬไทเกอร์”

แม้คิดจะจับอาวุธขึ้นต่อสู้หลังถูกคุกคามอย่างหนัก แต่ชาวมุสลิมในยุคนั้นก็ยังยอมอดทนอดกลั้น แล้วเลือกที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง มีการจัดตั้งพรรคการเมืองที่เรียกว่า “มุสลิมคองเกรสแห่งศรีลังกา” (Sri Lanka Muslim Congress : SLMC) ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 อันทำให้ข้อเรียกร้องทางการเมืองของมุสลิมมีน้ำหนักมากขึ้น ข้อเรียกร้องหลังของมุสลิมภายใต้ตัวแทนอย่างพรรค SLMC คือการกำหนดกฎหมายให้มีสภาระดับภูมิภาคของชาวมุสลิมในพื้นที่ทางภาคตะวันออกของประเทศ แยกออกมาจากข้อเรียกร้องของพวกทมิฬไทเกอร์ที่ต้องการมีรัฐบาลท้องถิ่นปกครองตนเอง

ต่อมาเมื่อรัฐบาลของพรรค “พันธมิตรประชาชน” หรือ People’s Alliance : PA ได้ขึ้นมาสู่อำนาจในช่วงปลายปี 1994 พร้อมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อันถือเป็นข้อเสนอที่ทำให้ชาวมุสลิมจากพรรค SLMC พึ่งพอใจในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปข้อเสนอดังกล่าวของรัฐบาลใหม่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงปี 2002 ที่รัฐบาลกับฝ่ายทมิฬไทเกอร์ยอมทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเพื่อปูทางสู่การพูดคุสันติภาพ ชาวมุสลิมจึงได้ส่งเสียงแสดงความรู้สึกออกมาว่า สิทธิของพวกเขาจะถูกละเมิดโดยพวกทมิฬไทเกอร์ ซึ่งมีอิทธิพลอยู่อย่างมากทางภาคตะวันออกของประเทศ

เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชาวมุสลิมภายใต้การนำของพรรค SLMC คือการเสียชีวิตของผู้นำอย่าง M.H.M. Ashroff จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกในปี 2000 หลังจากเหตุการณ์นี้สมาชิกของพรรค SLMC ก็เริ่มแตกตอกัน ไม่สามารถสร้างความเป็นเอกภาพเหมือนตอนที่ผู้นำคนสำคัญยังมีชีวิตอยู่ ดังจะเห็นได้ว่า แม้ชาวมุสลิมจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด แต่พอถึงเวลาที่รัฐบาลตกลงที่จะร่วมโต๊ะพูดคุยกับพวกทมิฬไทเกอร์เมื่อปี 2002 ปรากฏว่าฝ่ายมุสลิมก็ไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมในวงเจรจาสันติภาพขณะนั้น ขณะที่พรรค SLMC ก็ถูกทอดทิ้งไม่มีใครให้ความสนใจ

 

2

 

การเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับทมิฬไทเกอร์เป็นไปอย่างฉาบฉวย ไม่มีฝ่ายใดแสดงความจริงใจที่จะสร้างสันติภาพ ไม่ช้าไม่นานทั้งสองฝ่ายก็ทำสงครามกันเหมือนเดิม จนกระทั่งฝ่ายรัฐบาลตัดสินใจนำกำลังจำนวนมากล้อมปราบพวกทมิฬไทเกอร์อย่างหนัก นำไปสู่การสิ้นสุดสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานหลายทศวรรษระหว่างรัฐบาลสิงหลกับพวกทมิฬไทเกอร์ในปี 2009

ระหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายทำสงครามกันนั้น ชาวมุสลิมก็ “ติดกับ” อยู่ตรงกลาง ถูกเข่นฆ่าโดยกลุ่มทมิฬไทเกอร์ ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ นานา ถูกแย้งชิงพื้นที่ทำกิน ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ ถูกจับเป็นเฉลย ถูกทรมาน เป็นอย่างนี้ตลอดเรื่อยมานับตั้งแต่เริ่มสงครามความขัดแย้งจนกระทั่งสิ้นสุด

พอสงครามความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสิงหลกับพวกทมิฬสิ้นสุด แม้จะทำให้ชาวมุสลิมผู้ลี้ภัยบางส่วนจะสามารถกลับเข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในถิ่นฐานเดิมของตนเองได้บ้าง แต่มรสุมชีวิตยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะกระแสต่อต้านอิสลามในสังคมศรีลังกาได้เริ่มต้นขึ้นทันทีหลังสงครามความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

 

ขอขอบคุณ : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม ผู้อํานวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

dsc07766