อย่างที่ผมได้เรียนรับใช้ไปในบทความตอนที่แล้ว ชาวมุสลิมในศรีลังกาเป็นกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงนับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามกลางเมืองจนกระทั่งความขัดแย้งได้สิ้นสุดลงในปี 2009

พอสงครามความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสิงหลกับพวกพยัคฆ์ทมิฬอีแลมสิ้นสุดลง ปัญหาใหม่ของชาวมุสลิมก็เริ่มตนทันที แต่คราวนี้เป็นปัญหาอันเกิดจากขบวนการชาตินิยมอิงพุทธศาสนา (Buddhist Nationalists) ที่ลุกขึ้นมาปลุกกระแสต่อต้านมุสลิมผ่านรูปแบบและช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งสื่อสาธารณะและโซเซียลมีเดีย

กลุ่มชาตินิยมอิงพุทธศาสนาที่เป็นหัวหอกออกมาสร้างกระแสต่อต้านมุสลิมมีอยู่หลายกลุ่มครับ หลัก ๆ คือกลุ่ม โบดู บาลา เสนา หรือ บีบีเอส (Bodu Bala Sena : BBS) กลุ่มสิงหล ราวายา (Sinhala Ravaya) กลุ่มราวานา เบลายา (Ravana Balaya) และกลุ่มอื่น ๆ อีกหลายกลุ่ม ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับขบวนการชาตินิยมพุทธศาสนา 969 ในเมียนมาภายใต้การนำของพระวีระธู

มีการรายงานข่าวยืนยันว่า นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ชาวมุสลิมในศรีลังกามักถูกทำร้ายร่างกาย ถูกเลือกปฏิบัติ ศาสนสถานถูกโจมตี เหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อมัสยิดคอยรียะฮ์ในเมืองดัมบูลล่า (Dumbulla) ถูกบุกรุกโดยผู้ก่อจลาจลจำนวนมาก อ้างว่ามัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นมาอย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งยังตั้งอยู่บนที่ดินอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ

หลังเหตุการณ์นั้น แทนที่จะมีการสืบสวนดำเนินคดีต่อผู้ใช้กำลังบุกรุกโจมตีศาสนสถานของชาวมุสลิม ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีขณะนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกิจการศาสนาด้วย กลับสั่งให้ย้ายสถานที่ตั้งของมัสยิดอายุกว่า 50 ปี ให้ไปสร้างอยู่ที่อื่น

 

3

 

นับจากนั้นมา การปะทะกันของชาวพุทธและมุสลิมในศรีลังกาก็ปรากฏแรงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในเมียนมาถูกนำไปขยายผลในศรีลังกา ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประชาชนคน 2 ศาสนา ทั้ง ๆ ที่ในอดีตชาวพุทธและมุสลิมไม่เคยมีปัญหาระหว่างกัน แต่วันนี้เรื่องเล็กที่สุดก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ มีกลุ่มชาวพุทธหัวรุนแรงกล่าวหาว่ามุสลิมในศรีลังกาบังคับและจูงใจประชาชนคนพุทธให้เข้ารับอิสลาม กล่าวหาว่ามุสลิมไปทำลายศาสนสถานของศาสนาพุทธ นอกจากนั้น ก็ยังมีการต่อต้านผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจากเมียนมาในศรีลังกาอีกด้วย

ในปี 2013 ขบวนการชาตินิยมพุทธศาสนาได้รณรงค์ต่อต้านสินค้าฮาลาล ตลอดจนการคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิม การส่วมใส่ฮิญาบตามเสรีภาพทางศาสนาถูกมองอย่างหยามเกียรติ บางกรณีถึงขั้นถูกล่วงละเมิด ถูกดึงฮิญาบออกจากศรีษะ มีรายงานว่ามัสยิดและโบสถ์คริสต์ถูกบุกรุกโจมตีหลายครั้งทั้งในปี 2013 และ 2014 หลายครั้งเป็นการกระทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการหรือบางกรณีก็มีหลักฐานเป็นคลิปภาพชัดเจน แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีทางกฎหมายใด ๆ

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหัวหอกในการต่อต้านมุสลิมอย่างกลุ่ม โบดู บาลา เสนา หรือ บีบีเอส ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2012 ได้ยกระดับตนเองจัดตั้งปีกทางการเมืองของกลุ่ม โดยใช้ชื่อว่าพรรค โบดู บาลา เพรามูนา  (Bodu Bala Peramuna) แล้วเริ่มส่งสมาชิกเข้าไปแข่งขันในศึกการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2015 อันทำให้กลุ่มบีบีเอส ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มขบวนการศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการเมืองในศรีลังกาอีกด้วย

การรณรงค์ต่อต้านมุสลิมดำเนินไปหลายรูปแบบ ทั้งการบอยคอตธุรกิจร้านค้าของมุสลิม การแลกปฏิบัติต่อความเชื่อความศรัทธาของชาวมุสลิม กรณีตัวอย่างที่เห็นชัดคือการต่อต้านการขยายโรงเรียนสอนศาสนาในเมือง Bandaragama ในปี 2016 กรณีนี้แม้มุสลิมจะมีใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายให้มีการขยายการก่อสร้าง แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่การปกครองเขตก็สั่งให้ระงับดำเนินการ เพราะมีการลุกขึ้นต่อต้านโดยกลุ่มพระสงฆ์ในท้องถิ่น มีการแนะนำจากเจ้าหน้าที่เขตภายหลัง อธิบายว่าแม้การยื่นขอขยายการก่อสร้างโรงเรียนของมุสลิมจะมีความชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ขอให้ล้มเลิกโครงการเพราะเจ้าหน้าที่ทางการไม่อาจรับประกันถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของมุสลิมได้

กรณีคล้าย ๆ กันอย่างนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากเรื่องการขยายโรงเรียนสอนศาสนาแล้ว ก็ยังมีเรื่องการก่อสร้าง “หออะซาน” (Minaret) ข้ออ้างของการต่อต้านการสร้างหออะซานคือหากสร้างเสร็จจะทำให้หออะซานสูงเด่นกว่าวัดของชาวพุทธ สุดท้ายมุสลิมก็ต้องยอมที่จะล้มเลิกโครงการ

 

1

 

นอกจากนี้ รูปแบบการต่อต้านมุสลิมจะปรากฏออกมาในรูปของการใช้ hate speech เรื่องที่ใช้สร้างความเกลียดชังมุสลิมมักเป็นเรื่องการขยายตัวของ “กลุ่มก่อการร้ายอิสลามสากล” อย่างกลุ่มไอเอส หรือแม้แต่การฉายภาพให้เห็นภัยคุกคามจากการขยายตัวของประชากรมุสลิมอย่างรวดเร็วในโลกยุคปัจจุบัน เรียกได้ว่าทุกเรื่องที่ถูกยกขึ้นมามักถูกใช้ปลุกระดมให้ชาวศรีลังกาเกลียดชังมุสลิม จนทำให้มีเหตุรุนแรงต่อชาวมุสลิมเกิดเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้นำของศรีลังกาในตอนหลังได้พยายามยับยั้งความเหิมเกริมของกลุ่มชาวพุทธสุดโต่งเชื้อสายสิงหลซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของศรีลังกา ไมตรีพละ ศิริเสนา ประธานาธิบดีของศรีลังกากล่าวว่าการที่รัฐบาลผสมที่อ่อนแอถูกมองว่าทำให้กลุ่มสุดโต่งเกิดความเหิมเกริมเพราะคนที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังถูกปล่อยให้ลอยนวลไม่ต้องรับผิดชอบใด

ปี 2018 กระแสต่อต้านมุสลิมแพร่กระจายในศรีลังกามากขึ้นหลังมีข่าวการโจมตีชาวพุทธแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย จนทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ในเหตุจลาจลครั้งล่าสุดนี้ มีมัสยิด 4 แห่ง บ้าน 37 หลัง ร้านค้า 46 แห่ง และรถยนต์ 35 คันได้รับความเสียหาย

ด้วยเหตุนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าหลังเหตุระเบิดจากการก่อการร้ายครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ฝ่ายไอเอสออกมาอ้างความรับผิดชอบจะทำให้ชาวมุสลิมในศรีลังกาตกอยู่ในความหวาดกลัวขนาดหนักมากยิ่งขึ้นจากกระแส “เกลียดกลัวอิสลาม”  ที่เริ่มต้นมานับตั้งแต่ศรีลังกาสิ้นสุดสงครามกลางเมืองกับพวกทมิฬไทเกอร์

โดยสรุปก็คือ มุสลิมในศรีลังกาตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ผ่านมากลายเป็นกลุ่มคนที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง เป็นกลุ่มคนที่ต้องอยู่ตรงกลางระหว่างพวกสุดโต่ง 2 ประเภท คือพวกสุดโต่งทางชาติพันธุ์และพวกสุดโต่งทางศาสนา สมัยก่อนมุสลิมศรีลังกาต้องทุกข์ยากจากความขัดแย้งระหว่างคนชาติพันธุ์สิงหลกับพวกทมิฬ แต่ปัจจุบันมุสลิมกลับพบว่าตนเองต้องอยู่ตรงกลางระหว่างพวกพุทธศาสนาสุดโต่งกับพวกมุสลิมสุดโต่ง ที่กำลังสร้างปัญหาอย่างหนักในศรีลังกาทุกวันนี้

 

ขอขอบคุณ : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม ผู้อํานวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

dsc07766