ทุกวันนี้พื้นที่ว่างสำหรับ “สิ่งที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม” เหลือน้อยลงไปทุกที ทั้งนี้ในความหมายที่สื่อได้ถึงคุณค่าของการอธิบายสิ่งต่างๆแบบองค์รวม ซึ่งผ่านการพิจารณาด้วยทัศนคติแบบบูรณาการ รวมถึงทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงลึกกับประเด็นสิ่งแวดล้อมโลก

โดยทั่วไป เป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่า  “อิสลาม” ไม่สามารถนิยามเพียงแค่ “ศาสนา” “อิสลาม” ถูกบัญญัติขึ้นให้เป็น “วิถีชีวิต” ที่มองไกลไปกว่าพิธีกรรม

“อิสลาม” ได้จัดเตรียมวิถีแบบองค์รวมเพื่อการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลาย “อิสลาม” ไม่คิดแบ่งแยกระหว่าง  ศาสนธรรมกับโลกฆราวาส และ เช่นเดียวกัน “อิสลาม”ไม่ได้ทำให้สังคมมนุษย์และโลกแห่งธรรมชาติแยกขาดจากกัน ดังที่ อัลกุรอานบทฆอฟิร โองการที่ 57 กล่าวไว้ ความว่า “แน่นอน การสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นใหญ่ยิ่งกว่าการสร้างมนุษย์ แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้”    

ด้วยเหตุนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่รัฐชาติมุสลิมและประชาชนในประเทศเหล่านี้ถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างหลัง ? เมื่อมีการกล่าวถึงความกังวลถึงความหายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ก่อขึ้นเพื่อทำลายตัวเอง

คำตอบสั้นๆข้อหนึ่งที่เราได้รับก็คือ สังคมมุสลิมและสังคมความเชื่ออื่นๆต่างยอมจำนนต่ออิทธิพลของโลกตะวันตกที่ยึดหลักการขับเคลื่อนแบบจริยธรรมโลกฆราวาสด้วยระบบทุนนิยมอันก่อให้เกิดการลดทอนความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าและ ศาสนธรรมจนนำไปสู่การแสวงหาความสุขส่วนตนเป็นที่ตั้ง การตัดขาดจากโลกแห่งธรรมชาติที่มีให้เห็นจนชินตาเริ่มด้วยปัจเจกชนบริโภคจนลืมตัว และระดับรัฐเองก็มีรสนิยมแข่งขันกันสร้างตึกสูง สร้างโครงการแบบหรูหราใหญ่โตจนเลยเถิด

 

ps2

 

ระหว่างปี 1900 กับ ปี 2000 ประชากรโลกได้เพิ่มจำนวนถึงสามเท่าตัว มากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจาก 1.5 พันล้านคนถึง 6.1 พันล้านคนในรอบหนึ่งร้อยปีเท่านั้น ขณะนี้ มนุษยชาติกำลังก้าวสู่จำนวน 8 พันล้านคนอย่างรวดเร็ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการคำนึงถึงสภาพที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเริ่มหดตัว คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งถูกปล่อยให้อ่อนแอและไร้ค่า

ท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของแรงระเบิดทำให้โลกของเรามีความรุ่มรวยซึ่งเป็นเหตุให้ธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง “เรา” ในฐานะมนุษยชาติกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องว่า นี่คือช่วงเวลาที่เรียกว่า “Anthropocene” อันหมายถึงการดำรงอยู่และพฤติกรรมของมนุษย์ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศโลกอย่างมีนัยสำคัญ หรือ เรียกว่า “ยุคสมัยของมนุษยชาติ” (the human epoch) อย่างแท้จริง

ปี 1992 นักวิทยาศาสตร์กว่า 1,700 คน รวมทั้งผู้ได้รับรางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ได้เตือนประชาคมโลกให้มนุษยชาติพึงระวังว่า “การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโลกและชีวิตจำเป็นต้องเกิดขึ้น หากว่าความทุกข์ยากของมนุษยชาติส่วนใหญ่ถูกละเลย ประเด็นนี้ได้ตราไว้ในแถลงการณ์ “มนุษยชาติกำลังขัดแย้งอย่างรุนแรงกับโลกแห่งธรรมชาติ” หลังจากนั้น อีก 25 ปีต่อมา คำเตือนก็ถูกกล่าวซ้ำอีกครั้งโดยนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 15,000 คน ในเดือนธันวาคม ปี 2017 โดยระบุว่า “นี่คำเตือนครั้งที่สอง จากนักวิทยาศาสตร์โลกถึงมนุษยชาติทั้งมวล”

 

vision2020_960x300_tcm92-40788

 

บรรดานักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลต่อความเสียหายร้ายแรงที่พึงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าต่อโลกใบนี้ เช่น การทำลายบรรยากาศชั้นโอโซน การขาดแคลนน้ำจืด การทำลายชีวิตในท้องทะเล การเกิดขึ้นของ“เขตมรณะในมหาสมุทร”ซึ่งเป็นเขตในมหาสมุทรที่มีปริมาณออกซิเจนน้อยเกินกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ การทำลายป่า การทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ และการเพิ่มประชากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

พวกเขาได้แถลงออกมาอย่างชัดเจนว่า “การเปลี่ยนแปลงระดับฐานรากมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะตามมาจากสภาวการณ์ปัจจุบัน” ตามมาด้วยคำมั่นสัญญาว่า “พวกเราต้องช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประชากรโลก” และขอวิงวอนว่า “พวกเราต้องร่วมมือกันลดการแพร่ของก๊าซเรือนกระจก ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการสวนกระแสการล่มสลายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ”

โดยภาพรวม มนุษยชาตินั้นล้มเหลวในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าต่อการแก้ไขความท้าทายต่างๆในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถคาดคะเนได้อย่างที่ควรจะเป็น และปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายก็อยู่ในขั้นรุนแรงแบบกู่ไม่กลับอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกังวลใจต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่างๆอันเนื่องมากจากการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การทำลายป่า และการผลิตทางการเกษตร

ยิ่งไปว่านั้น มนุษย์ยังก่อให้เกิดเหตุการณ์จนนำมาซึ่งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 (The 6th  extinction) ประมาณ 540 ล้านปี สิ่งมีชีวิตมากมายถูกทำลายล้างหรืออย่างน้อยก็มีโอกาสสูญพันธุ์ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้

งานวิจัยล่าสุดในปี 2017 อธิบายว่า การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ได้เริ่มอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า Biological Annihilation หรือ “การทำลายล้างทางชีวภาพ” โดยมีอัตราประชากรของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่อาศัยในมหาสมุทรอย่างวาฬ  กลุ่มเต่าทะเล กลุ่มฉลาม และกลุ่มหอยขนาดใหญ่จะเป็นสัตว์ลำดับแรกๆ ในลิสต์ที่จะสูญพันธุ์ไปก่อน (ดูอ้างอิงเพิ่มเติมจาก https://thematter.co/byte/the-6th-extinction-in-brief/29923-ผู้แปล)

 

1506101557lot1_870x370-environmental

 

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้จำแนกรายการถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่พวกเขากังวลดังต่อไปนี้ 1) การใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยและไม่เป็นธรรมในมิติประชากรศาสตร์และภูมิศาสตร์ 2) การเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนเป็นเหตุหลักทำให้เกิดภัยคุกคามต่อสังคมและระบบนิเวศ 3) การคิดทบทวนถึงบทบาทของระบบเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกต่อการเจริญเติบโตของโลก 4) การลดก๊าซเรือนกระจก 5) การกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานทดแทน 6) การปกป้องถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต7) การฟื้นฟูระบบนิเวศ 8) การควบคุมภาวะมลพิษ 9) การหยุดยั้งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต 10) จำกัดสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่สามารถทำลายล้างสายพันธุ์ประจำถิ่นอื่นๆได้

นักวิทยาศาสตร์มีความระมัดระวังมากที่จะหลีกห่างการใช้ภาษาเชิงอารมณ์ พวกเขากล่าวว่า “มนุษยชาติไม่ได้ตระหนักถึงก้าวย่างที่เร่งรีบเพื่อพิทักษ์พื้นที่และชั้นบรรยากาศของโลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ (ชีวมณฑล) ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะอันตราย เราจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นและใส่ใจต่อความจริงที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้เสียที

เหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างเรียกร้องพวกเราให้เพิ่มความกดดันต่อนักการเมือง และยืนกรานว่า “รัฐบาล (ในฐานะผู้มีอำนาจตามหลักคุณธรรม) ต้องปฏิบัติการอย่างทันท่วงทีเพื่อมนุษยชาติในยุคปัจจุบันและรุ่นต่อไป รวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และต้องผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองทำในสิ่งที่ถูกต้อง” พวกเขาเตือนสติพวกเราว่า

“ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องตรวจสอบและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัวของเราเสียใหม่ รวมถึงจำกัดการผลิตซ้ำ และโดยหลักการแล้ว ต้องมีการทดแทนในสิ่งที่ขาดไปให้ได้มากที่สุด อีกทั้ง มีความจำเป็นอย่างแรงกล้าที่แต่ละคนต้องลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และทรัพยากรอื่นๆ”

…อ่านต่อตอนถัดไป

 

ขอขอบคุณ : อิมรอน โสะสัน