ด้วยเหตุนี้ โลกอิสลามหรือประชาคมมุสลิมอยู่ในส่วนไหนต่อประเด็นข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว? ซึ่งจากประสบการณ์ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมากว่า 40 ปี ได้ยืนยันต่อข้าพเจ้าว่า มุสลิมสามารถช่วยเหลือให้สิ่งต่างๆหันกลับไปสู่สิ่งที่ดีงามได้มากมายเช่นกัน มุสลิมมีจำนวนร้อยละ 20 ของประชากรโลก และการช่วยกันบรรเทาปัญหาต่างๆร่วมกันสามารถก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับมนุษย์ทุกคน

ข้าพเจ้าพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงประเด็นนี้ในหนังสือของข้าพเจ้า Signs on the Earth: Islam, Modernity and the Climate Crisis” กล่าวคือ “สิ่งแวดล้อมนิยม”ถูกอธิบายและฝังรากอยู่ในหลักคำสอนของอิสลามอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในระดับความเข้าใจที่ง่ายที่สุด สิ่งแวดล้อมนิยมเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรมที่ดี พฤติกรรมส่วนบุคคล และพฤติกรรมนั้นควรมีความสัมพันธ์อย่างไรต่อผู้อื่น แน่นอน ย่อมเกี่ยวโยงกับการปฏิบัติดีในความสัมพันธ์ต่อโลกแห่งธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต (สัตว์โลก) อื่นๆอีกด้วย

ข้าพเจ้าขอนำ“ตัวแบบ” อันน่ายกย่องมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ นั่นคือ ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้สร้างแบบอย่างจากรากฐานอันแข็งแกร่งจนนำไปสู่การวางระบบการปกครองและการสร้างสถาบันที่เข้มแข็งซึ่งปรากฏให้เห็นเป็น “แนวทางที่ครอบคลุมวิถีชีวิต” อย่างแท้จริง

พึงระลึกเสมอ “ตัวแบบแห่งศาสนทูตให้ถือว่าสาธารณประโยชน์คือเป้าหมายสูงสุด” ตัวแบบนี้มีที่มาจากหลักการอัลกุรอานซึ่งสกัดออกเป็น 3 ประเภทกล่าวคือ 1) ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง 2) ห้ามปรามสิ่งไม่ถูกต้อง และ 3) จงทำหน้าที่ด้วยความรู้จักประมาณตนตลอดเวลา ดังที่อัลกุรอานบทอาละอิมรอน โองการที่ 104 ระบุไว้ความว่า “และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งคณะหนึ่งที่จะเชิญชวนไปสู่ความดี และใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้กระทำสิ่งที่มิชอบ และชนเหล่านี้แหละ พวกเขาคือผู้ได้รับความสำเร็จ”

อย่างไรก็ตาม หลักนิติศาสตร์อิสลามยืนยันถึงหลักการทั่วไปสามประการที่เกี่ยวพันอย่างเหมาะสมกับโลกแห่งธรรมชาติ โดยอธิบายดังนี้

1) จงระลึกเสมอว่า “เจ้าของโลกใบนี้คือผู้ทรงสร้างเพียงผู้เดียว” ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบทั้งหมดที่ก่อตัวเป็นโลกแห่งธรรมชาตินั้นคือ “ทรัพย์สินสาธารณะ”

2)  สิทธิในผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติคือสิทธิที่จำเป็นต้องถือครองร่วมกัน

3)  อย่าสร้างความเสียหายและอย่าก่อความทุกข์จากความเสียหายต่อธรรมชาติ ต้องตระหนักถึงคนรุ่นหลังผู้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติต่อจากเราให้มากที่สุด

 

image1-770x513

 

สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้เรียกว่า “สิ่งแวดล้อมนิยมแบบอิสลาม” เกิดขึ้นจากประมวลกฎหมายพื้นฐานและนักกฎหมายมุสลิมที่ค่อยๆวางรูปแบบทั้งหลักการและโครงสร้างเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว พวกเขาเหล่านั้นกังวลในเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ข้อผูกพัน ความรับผิดชอบของปัจเจกชนต่อชุมชน สามัญสำนึกในหน้าที่ ผลประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นสู่ผู้ใช้จากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้และที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ความตั้งใจของข้าพเจ้าคือการเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยแบบสุนทรียสนทนาและเชิญชวนนักวิชาการที่มีความเข้าใจ    อัลกุรอานและประเพณีนิยมอย่างถ่องแท้เพื่อเข้าร่วมในการขยายและปรับปรุงฐานความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนิยมแบบอิสลาม”ซึ่งถูกระบุไว้อย่างมากมายในอัลกุรอานและแบบฉบับของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน)

แต่ทว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถกล่าวซ้ำได้มากพอว่า ยังมีภาวะเร่งรีบซึ่งมีอยู่เป็นปกติวิสัยในสิ่งที่เรากำลังเผชิญจากการพยากรณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงระบบโลกว่ากำลังล่มสลาย และวิกฤตโลกร้อนกำลังก่อตัวขึ้น

สิ่งใดบ้างที่ประชาคมมุสลิม (ซึ่งมีจำนวนมากถึงหนึ่งในห้าของประชากรโลก) สามารถนำเสนอต่อเพื่อนมนุษย์เพื่อบรรเทาการล่มสลายของโลกและมุสลิมจะดำเนินการอย่างไรให้เร็วที่สุด เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจนว่า “เผ่าพันธุ์มนุษย์” จะมีทางรอดอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

กล่าวอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อนมนุษย์จะมีวิธีการใดบ้าง? ต่อโลกใบนี้ที่ส่งผลกระทบต่อมุสลิม และคงถึงเวลาแห่งการเรียกร้องสำหรับการตอบสนองต่อ “ความท้าทายร่วม” ในพื้นที่ที่ทุกคนร่วมแบ่งปันกันได้

แบบฉบับคำสอนแห่งอิสลามได้จัดวางตัวแบบที่สามารถปรับใช้กับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่พึงพอใจอย่างมีเหตุมีผลอันพึงตอบสนองความต้องการของเราบนฐานแนวปฏิบัติแห่งศาสนทูต ซึ่งแนวทางนี้ ได้ยกฐานันดรความห่วงใยและการแบ่งปันให้สูงส่งกว่าความเห็นแก่ตัว การมุ่งแสวงหาสิ่งต่างๆเพื่อตัวเองและความละโมบ

 

cropped-ed665d0b-973b-4c80-8ee8-acce6209553b

 

ในการนี้ ข้าพเจ้าของสรุปตัวแบบแห่งศาสทูตมุฮัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) ไว้ดังต่อไปนี้

  • จงใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและเรียบง่าย
  • อย่าสะสมทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่งเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  • จงแบ่งปันทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่งของท่าน โดยการจ่ายซะกาต (ศาสนบริจาค) ร้อยละ 5 จากทรัพย์สินที่ท่านได้เก็บไว้เพื่อเป็นทานแก่ผู้อื่น ท่านจงบริจาคส่วนที่เหลือจากทรัพย์สมบัติ ความมั่งคั่งของท่านไปยังผู้ที่ขัดสนและเพื่อเหตุผลที่ดีงาม
  • จงใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมเพราะมันคือข้อผูกพันที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า
  • กล่าวอย่างกว้างๆ เงินตราคือของใช้ที่ไม่มีวันเน่าเสีย สามารถนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือในการแลกเปลี่ยน สำหรับดอกเบี้ยและเงินตราที่ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม
  • ตลาดจำเป็นต้องมีอิสระและเปิดกว้างกับทุกคน
  • ต้องส่งเสริมและสร้างการค้าขายที่เป็นธรรมเพื่อให้เกิดพันธะที่ผูกพันด้วยสัญญา
  • ค่าจ้างแรงงานต้องจ่ายให้กับลูกจ้างตามเวลาที่ตกลงกันไว้ทันที
  • ต้องปฏิบัติกิจการทั้งหลายด้วยการปรึกษาหารือร่วมกัน
  • จงให้ความสำคัญต่อหลักนิติธรรมก่อนสิ่งอื่นใด

“อัลมะดีนะฮ์ นครแห่งความประเสริฐ” คือ ชุมชมแรกของท่านศาสทูตมุฮัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน) ที่ได้วาง“แบบแผนทางสังคม”สำหรับมุสลิมให้สามารถเลียนแบบเพื่อสร้างความเท่าเทียมหรือเหนือกว่าได้ “อัลมะดีนะฮ์” คือตัวแบบที่ทำงานประสานกลมกลืนกับหัวใจแห่งโลกธรรมชาติ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ทั้งในระดับรัฐชาติและระดับชุมชนเล็กๆ ในทุกๆที่ ที่มุสลิมอาศัยอยู่

….ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปว่า ยังมีแบบฉบับอันดีงามที่ลูกหลานในอนาคตของเราจะได้รับประโยชน์สูงสุด…..

 

 

(หมายเหตุ แปล/เรียบเรียงจากบทความชื่อ “Muslims and the Environmental Crisis ในหนังสือ THE WORLD’S 500 MOST INFLUENTIAL MUSLIMS 2019 หน้า 249-251 เขียนโดย Fazlun Khalid ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิอิสลามเพื่อนิเวศวิทยาและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ณ เมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักสิ่งแวดล้อมมุสลิมที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในโลกปัจจุบัน)

 

ขอขอบคุณ : อิมรอน โสะสัน

แบ่งปัน