มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน คู้ขวาหนองจอก แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “สุเหร่าคู้” ลักษณะเป็นเรือนไม้ หลังคามุงแฝก เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ และสอนศาสนาอิสลาม มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างมาจากชาวมุสลิมในท้องถิ่น ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ โดยจ้างช่างชาวจีนเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งภายในมัสยิดมี “มิมบัร” เป็นที่นั่งสำหรับผู้เทศนาที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี เก็บรักษาอยู่ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่รวมใจของพี่น้องชาวมุสลิมในย่านหนองจอกมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติมัสยิดบรรพชนมุสลิมที่อพยพมาจากเมืองปัตตานีในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราว พ.ศ. 2329 ในส่วนที่เป็นช้าราชบริพารในวังปัตตานี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ตั้งถิ่นฐานพักอาศัยอยู่ที่ละแวกวัดตองปรุ ตำบลบางลำพู และบริเวณบ้านคอกวัว ถนนราชดำเนินกลางในปัจจุบัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการขุดคลองในกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นจำนวนมาก ย่านธุรกิจการค้าได้เกิดขึ้นบริเวณลำคลองเป็นตลาดน้ำแหล่งใหญ่ อยู่ที่สี่แยกมหานคร บรรพชนมุสลิม จากบางลำพูและบ้านคอกวัวส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายถิ่นทำมาหากินไปอยู่ที่หมู่บ้านมหานาค และจากสี่แยกมหานาคในสมัยต่อมาได้ขยับขยายออกไปทำการเกษตรในรอบนอกพระนคร เช่น ที่บ้านคู้ (บริเวณลำคลองแสนแสบส่วนที่คดคู้) ในอำเภอเจียรดับ ต่อมาเป็นอำเภอหนองจอก และละแวกใกล้เคียง เช่นบ้านลำหิน บ้านคลองสิบ เป็นต้น และบางส่วนได้ขยายวงออกไปไกลถึงบ้านบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็มี

เมื่อชุมชนมุสลิมจามกานครได้อพยพมาอยู่ที่บ้านคู้ ก็ได้มีการสร้างมัสยิดเป็นอาคารชั่วคราวเพื่อใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจต่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเริ่มต้นสร้างมัสยิดในปีใด

 

dsc09923

 

ต่อมาในปี ฮ.ศ. 1317 ตรงกับ พ.ศ. 2439 นายอุมัร หรือแชอุมารฺ ได้อุทิศที่ดินวะกัฟให้สร้างมัสยิดหลังนั้น เป็นหลังคามุงจาก ทรงปั้นหยา ใช้เวลาในการสร้าง 10 ปี แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2449 ในระยะเวลาต่อมาได้มีประชากรมุสลิมเพิ่มมากขึ้นจึงได้มีการขยายตัวอาคารมัสยิดโดยต่อเติมจากอาคารเดิมอีก หลักฐานของมัสยิดมีปรากฏที่ลายฉลุเหนือประตูทางเข้ามัสยิดด้านขวามือ เป็นภาษามาลายูแปลได้ข้อความว่า “มัสยิดแห่งนี้โดยความยินยอมของชาวตำบลนี้ ให้ ตวนฮัจยีอุมัร เป็นผู้สร้างประตูมัสยิดบานนี้ ในปี ฮ.ศ. 1319” และเหนือประตูด้านซ้ายมือมีใจความว่า “บิหลั่นจัน เป็นผู้สร้างประตูมัสยิดบานนี้ เสร็จในวันอาทิตย์ ต้นเดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ. 1319”

ที่ดินบริเวณมัสยิดใช้เป็นที่ตั้งมัสยิดแปลงหนึ่งมีจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา ในส่วนกุโบร์ จำนวน 4 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 อิหม่ามในขณะนั้นคือนายหะยีฮาซัน อามีน ได้ขอจดทะเบียนมัสยิดเป็นนิติบุคคลชื่อ “มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน (คู้)” ทะเบียนเลขที่ 58 วันที่จดทะเบียน 2 ธันวาคม 2492 มีนายหะยีอุมาร หมัดมูซา เป็นคอเต็บ และนายหะยีมะดีเยาะ หริ่มเพ็ง เป็นบิหลั่น

มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน (คู้) มีที่ดินวะกัฟจำนวนมาก แต่เนื่องจากกฎหมายบ้านเมืองในสมัยนั้นอนุญาตให้มัสยิดมีที่ดินได้ไม่เกินจำนวน 50  ไร่ ในส่วนที่เกินคณะผู้ใหญ่ของมัสยิดจึงได้นำไป จดทะเบียนเป็นทรัพย์สินของ “มูลนิธิ” โดยในปัจจุบันที่ดินที่เป็นชื่อกรรมสิทธิ์ของมัสยิดมีจำนวน 111 ไร่ 3 งาน 47 ตารางวา และที่ดินวะกัฟจดทะเบียนสิทธิเป็นมูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมอิสลาม ดารุ้ลมุตตะกีน (คู้ขวา) อีกจำนวน 500 ไร่เศษ

 

dsc09914

 

นอกจากนี้ มัสยิดดารุ้ลมุตตะกีน(คู้) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำของเขตหนองจอก อาคารมัสยิดตามประตูหน้าต่างลวดลายแปลกตาเพราะมีชาวจีนเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้าง มีศาลาท่าน้ำทำให้ได้บรรยากาศย้อนยุคของชุมชนตลาดคู้ฝั่งตรงข้าม นับว่าน่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวไม่น้อย

ปัจจุบันมี ฮัจยีฮานาฟี เช่นขาว เป็นอิหม่าม, ครูอับดุรเราะห์มาน ปานมณี เป็นคอเต็บ และ นายประพันธ์ ภู่สำลี เป็นบิหลั่น

ที่ตั้ง :  18 หมู่ 11 ซอยสุเหร่าคู้วิทยา ถนนเลียบวารี แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

 

dsc09916

.

dsc09910

.

dsc09946

.

dsc09936

.

dsc09883

.

dsc09943

.

dsc09906-copy

.

dsc09902

.

dsc09898

.

dsc09884

.

dsc09893

.

dsc09891